ข่าว

บทเรียนแทรกแซงสินค้าเกษตร...ไม่ง่าย

บทเรียนแทรกแซงสินค้าเกษตร...ไม่ง่าย

31 ส.ค. 2556

นักวิชาการฝากถึงรัฐบาล'ปู' บทเรียนแทรกแซงสินค้าเกษตร...ไม่ง่าย : รายงาน

              การออกมาชุมนุมของกลุ่มเกษตรกรยางพาราในภาคใต้ เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคาตกต่ำนั้น ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร วิเคราะห์ทางออกผ่านสถานีทีดีอาร์ไอว่า ตัวแปรที่กำหนดราคายางมี 2 ตัวแปรหลัก คือ ราคาน้ำมัน และเศรษฐกิจโลก ซึ่งปัจจัยเศรษฐกิจโลกสะท้อนไปสู่อีกตัวแปร คือความต้องการใช้ยางของประเทศที่สำคัญ เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น พอราคายางเริ่มสูงขึ้นมีประเทศต่างๆ หันมาปลูกยางมากขึ้น เมื่อดูรอบบ้านเราจะเห็นว่าในระยะหลังหลายประเทศอย่าง ลาว กัมพูชา จีน สิบสองปันนา เรื่อยไปจนถึงปากีสถาน ฯลฯ ก็หันมาปลูกยางกันมากขึ้น ยางใช้เวลา 5-6 ปีจึงจะเริ่มกรีดได้ และในช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่มีผลผลิตออกมามากขึ้น นี่เป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่สะท้อนว่าตอนนี้เราอยู่ในช่วงยางขาลงและคาดว่ายังจะลงต่อ
บทเรียนแทรกแซงสินค้าเกษตร...ไม่ง่าย

              รัฐบาลอาจจะมีเหตุผลในการช่วยเกษตรกรรับมือกับราคาที่ตกต่ำกะทันหัน แต่รัฐบาลไม่ควรตั้งเป้ายกระดับราคาให้สูงกว่าราคาตลาดโลก ยางเป็นสินค้าเกษตรอีกตัวอย่างหนึ่งที่รัฐบาลพยายามและมีมาตรการมาหลายอย่าง เช่น การร่วมมือกับประเทศอื่นเพื่อกำหนดราคาสินค้าเกษตร ซึ่งยางเป็นตัวที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดคือมีการประชุมที่เรียกว่า ไอทีอาร์ซี และมีการตั้งองค์กรที่เรียกว่า ไอโค (IRCo) ซึ่งเป็นความร่วมมือของประเทศหลักที่ปลูกยางพารามากที่สุดของโลก 3 ประเทศคือ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ปีที่แล้วช่วงที่ราคายางต่ำลงมีการประชุม แต่หาทางออกไม่ได้ เสร็จแล้วให้แต่ละประเทศกลับไปลดการส่งออกร้อยละ 10 ในทางปฏิบัติไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง ไอโค ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาในช่วงราคาค่อนข้างดี คนที่เอามาตรการนี้มาใช้ก็คุยกันว่าสามารถทำให้ราคายางดีอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน พอถึงยามที่ราคายางตกลงเราก็ได้รู้ว่าองค์กรนี้ช่วยอะไรไม่ได้เลย
เปรียบเทียบข้าวกับยาง

              หากจะเปรียบเทียบการช่วยเหลือระหว่าง ข้าว กับ ยาง จะเห็นว่า ปีที่แล้วรัฐบาลนี้ได้มีมาตรการแทรกแซงตลาดยาง ได้ซื้อยางเข้ามาและตอนนี้มีสต็อกยางอยู่กว่า 2 แสนตัน จำนวน 2 แสนตันอาจจะฟังดูน้อยเมื่อเทียบกับสต็อกข้าว แต่อย่าลืมว่าราคายางหนึ่งกิโลกับข้าว 1 กิโลกรัม ยางราคาสูงกว่าข้าวมาก รัฐบาลใส่เงินเข้าไปรับซื้อยาง 2 ครั้ง ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น และเราก็มีสต็อกยางซึ่งรัฐบาลก็ไม่กล้าเอามาขาย เพราะกลัวว่าถ้าเอามาขายจะทำให้ราคายางตกลงไปอีก

              รัฐบาลเริ่มเรียนรู้จากทั้งเรื่องข้าวและยางว่า ไม่สามารถสู้กับตลาดได้ เรื่องข้าวรัฐบาลพยายามหาทางลงโดยเจรจากับชาวนาอยู่ แต่ส่วนหนึ่งต้องเห็นใจชาวนาด้วยว่า โครงการของรัฐบาลดึงให้ต้นทุนของชาวนาสูงขึ้นจริง การปรับตัวก็เป็นเรื่องยากพอสมควร

              "คิดว่าพอมีเรื่องข้าวเกิดขึ้น และรัฐบาลกำลังพยายามหาทางลง พอมีเรื่องยางขึ้นมาในช่วงนี้รัฐบาลจึงลังเลที่จะใช้วิธีการเข้าไปทำแบบเดียวกับข้าว"

              สำหรับทางออกต้องเข้าใจว่า ข้าวต่างกับยาง ข้าวเราบอกว่าเราเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก จากผลผลิตเราไม่เกินร้อยละ 7 ของโลก แต่ยางเราเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก อันนี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าแม้เราจะเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก แต่เราก็ไม่สามารถกำหนดราคาตลาดโลกได้จริง หรือแม้กระทั่งว่าเราเป็นอันดับหนึ่ง และสามประเทศหลักรวมกันมีผลผลิตถึงร้อยละ 70 แต่ว่าเวลามีประเทศอื่นผลิตออกมาก็ยังมีผลกระทบ และสามประเทศหลักเองก็ไม่สามารถคุมราคาของยางในตลาดโลกได้

              อันนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า การที่คิดจะไปสู้กับสินค้าเกษตรไม่ง่าย และตัวอย่างของยางที่ดีอีกอันหนึ่งก็คือ การที่เราผลิตมาก มีส่วนที่ใช้ภายในประเทศแค่ประมาณร้อยละ 15 อีกร้อยละ 85 ส่งออก คนชอบพูดกันว่าเราควรจะแก้ปัญหานี้โดยการหันมาใช้ยางในประเทศมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงคือ ในเมื่อเราส่งออกถึงร้อยละ 85 แม้เราจะใช้ยางเพิ่มขึ้นเป็น 2-4 เท่า โจทย์จะไม่เปลี่ยน เพราะยางจำนวนมากจะต้องส่งออก และราคายางยังต้องไปโยงกับราคาตลาดโลกเหมือนเดิม อันนี้จึงไม่ใช่ทางออกเหมือนกัน


ทางออก... ยอมถอยก็แก้ได้

              ถ้ายอมถอยและยึดหลักการไม่พยายามไปสู้กับตลาด สิ่งที่รัฐบาลทำได้คือ ทำให้ราคาในประเทศผันผวนน้อยกว่าราคาตลาดโลก โดยอาจใช้มาตรการเก็บภาษีเวลาราคาในตลาดโลกสูง และเวลาราคายางตกต่ำก็มาอุดหนุนการส่งออกแทน เป็นการแทรกแซงเมื่อจำเป็น คงมีข้อถกเถียงกันได้มากว่าแค่ไหนถึงได้ หลายคนก็พูดถึงต้นทุน แต่จะชี้ข้อเท็จจริงอันหนึ่ง คือ ยางที่กำลังกรีดกันในวันนี้ ต้องมองถอยหลังไปที่ 5 ปีครึ่ง สำหรับภาคใต้ และนานกว่านั้นสำหรับภาคอีสาน ณ เวลาที่เกษตรกรตัดสินใจปลูกกันก็คงคิดต้นทุน และราคาที่จะขายได้ไว้แล้ว ตอนนั้นเชื่อว่าเกษตรกรแทบจะไม่มีใครคิดว่าจะได้ราคาสูงกว่า กิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนต้นทุนก็คงพูดได้ว่าต่ำกว่า 50 บาท แต่ทีนี้หลังจากปลูกมาแล้วก็เกิดสถานการณ์ที่ว่าใน 2-3 ปี ถัดมาราคายางขยับขึ้นมา 70 บาทไปจนถึงมากกว่า 100 บาท และก็กลับมาลดลง

              ช่วงที่ยางขึ้นไปเกิน 100 บาท หรือ 100 บาทปลายๆ เกษตรกรมีฐานะดีขึ้นมาก ดูได้จากยอดการซื้อรถปิกอัพที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ในแง่หนึ่งอาจพูดได้ว่าช่วงนั้นเป็นลาภลอยของชาวสวนยาง ไม่ได้เป็นฝีมือจากใคร แต่มาจากปัจจัยน้ำมันที่สูงขึ้นตอนนั้น พอเป็นแบบนั้นเมื่อราคาตกลงมา เกษตรกรซึ่งคิดว่าราคาควรจะยืนอยู่ในระดับสูงอาจจะรู้สึกว่าแย่ หรือตัวเองไม่ได้รับความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม การจะทำระบบรักษาเสถียรภาพราคายางก็ต้องคำนึงถึงเรื่องพวกนี้ด้วย คิดว่าราคาที่เกิน 100 บาทหรือใกล้ๆ 100 บาท เป็นราคาที่ไม่สามารถคาดหวังได้ในระยะยาว
 

จากข้าวถึงยาง แนะทบทวนนโยบายแทรกแซงสินค้าเกษตร
              บทเรียนที่รัฐบาลได้แม้จะยังไม่ได้ยอมรับเต็มปาก คือ ไม่สามารถไปสู้กับราคาตลาดโลกได้จริง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอะไร ปัญหาที่รัฐบาลสร้างและพยายามหาทางลง คือ รัฐบาลมีปัญหากับข้าวและพยายามแก้ปัญหาโดยการปรับนิดปรับหน่อยปรับราคาและยอดรับจำนำลง โดยหวังจะทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายลดลง รวมถึงแนวทางอื่นๆ แล้วคิดว่าปรับแล้วมันจะพอไปได้ คิดว่ารัฐบาลจะเอาตัวรอดจากตรงนี้ได้ ก็ต่อเมื่อไม่มีปัญหาอื่นแทรกเข้ามาและเราก็ได้เห็นว่ามันไม่จริง เพราะตอนนี้ยางก็เป็นประเด็นขึ้นมา และอาจจะมีที่ตามมาอีกคือ มันสำปะหลัง ข้าวโพด ฯลฯ

              ตอนนี้ถ้ารัฐบาลได้รับบทเรียนแล้วก็เป็นโอกาสที่ดีที่รัฐบาลจะได้ทบทวนนโยบายสินค้าเกษตรโดยรวม และถ้ารัฐบาลทำแบบนั้นจะทำให้ไม่ถูกข้อกล่าวหาด้วยว่า ช่วยชาวนาแต่ไม่ช่วยชาวสวนยาง เพราะถ้ามองแค่ตัวเลขราคา 1.5 หมื่นบาท กับ 120 บาท ก็เป็นราคาที่สูงกว่าตลาดทั้งคู่ และจะเห็นว่าการที่เราได้พยายามสู้แล้ว แต่เราสู้กับตลาดไม่ไหว เราควรเปลี่ยนแนวทางไปเลยในเรื่องของนโยบายสินค้าเกษตรโดยรวม

............................

(หมายเหตุ : นักวิชาการฝากถึงรัฐบาล'ปู' บทเรียนแทรกแซงสินค้าเกษตร...ไม่ง่าย : รายงาน)