
'1กันยา'ประชาชอกช้ำชาวเน็ตเหน็บเศรษฐกิจขาขึ้น
'1กันยา'ประชาชอกช้ำ ชาวเน็ตบ่นขรม-เหน็บเศรษฐกิจขาขึ้น'แพงทั้งแผ่นดิน' : ทีมข่าวภูมิภาครายงาน
นับถอยหลังอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง... เชื่อแน่ว่าประชาชนในประเทศนี้กำลังจะเผชิญกับปัญหาปากท้องระลอกใหม่ อันเป็นผลมาจากสินค้าและสาธารณูปโภคหลายประเภท จะขยับราคาพร้อมกันแบบยกแผงในวันที่ 1 กันยายนนี้ โดยเฉพาะ "ก๊าซแอลพีจี" หรือ "ก๊าซหุงต้ม" ถือเป็นหัวใจสำคัญของร้านอาหาร และอยู่ในครัวแทบทุกบ้าน โดยปรับขึ้นแบบขั้นบันได กล่าวคือปัจจุบันกิโลกรัมละ 18.13 บาท จะปรับขึ้นเดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม กระทั่งเต็มเพดานที่ 24.82 บาทต่อกิโลกรัม ในเดือนตุลาคม 2557
แม้ว่าสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน มีแผนคลอดมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มในภาคครัวเรือน กำหนดออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน และผู้ไม่มีไฟฟ้าใช้ทั่วประเทศ โดยดูจากใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2556 จะได้รับสิทธิ์ซื้อก๊าซราคาเดิม (ก่อนมีการปรับราคา) ไม่เกิน 18 กิโลกรัมต่อ 3 เดือน และกลุ่มที่สอง คือ กลุ่มร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร ที่ใช้ก๊าซขนาดถังไม่เกิน 15 กิโลกรัม และมีพื้นที่ไม่เกิน 50 ตารางเมตร จะได้รับสิทธิ์ซื้อก๊าซราคาเดิม (ก่อนมีการปรับราคา) ไม่เกิน 150 กิโลกรัมต่อเดือน
ทว่าจนถึงขณะนี้เสียงร้องโอดครวญเรื่องปัญหาปากท้องยังดังระงมไปทั่วทุกภาค
ไม่แต่คนทำมาหากินอย่าง นายปรีดา มณีพรหม เจ้าของร้านอาหารตามสั่ง ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เล่าว่า การปรับขึ้นราคาก๊าซส่งผลกระทบต่อรายได้แน่ๆ ลำพังต้องแบกภาระต้นทุนวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นผัก หรือเนื้อสัตว์ก็กระอักอยู่แล้ว ยังต้องจ่ายค่าก๊าซเพิ่มขึ้นอีก สำหรับผู้ที่มีรายได้สูงอาจมองว่าเป็นเพียงตัวเลขเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แต่คนหาเช้ากินค่ำทุกอย่างที่เพิ่มขึ้น คือ ต้นทุนการดำรงชีพ ส่วนมาตรการช่วยเหลือของรัฐบอกตรงๆ ว่า ไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจน แต่เคยได้ยินมาบ้างว่ารัฐจะช่วยเหลือ โดยให้ไปลงทะเบียน เพื่อประเมินการช่วยเหลือว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่ รวมถึงต้องศึกษาเงื่อนไขในการกำหนด หรือเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ ซึ่งมีหลายขั้นตอนมาก เป็นสิ่งที่ชาวบ้านถนัดเลย
"การปรับขึ้นราคาสินค้าไม่ว่าประเภทไหน คนมีรายได้น้อยก็กระทบหมด ไม่ว่าจะเข้าเกณฑ์หรือไม่ก็ตาม ดังนั้น การช่วยเหลือของรัฐที่ตรงจุดที่สุด ไม่ใช่การกำหนดเงื่อนไขการช่วยเหลือ แต่เป็นการยกเลิกการขึ้นราคามากกว่า หรืออาจต้องหาวิธีการที่ง่าย และชาวบ้านเข้าถึงได้ง่ายกว่านี้" นายปรีดาแนะนำ
เช่นเดียวกับ นางอรพิน สินธุวงศ์ แม่ค้าแผงลอย ในย่านเทศบาลนครหาดใหญ่ บอกว่า ไม่ได้มีสิทธิ์ในการยกเว้นการใช้ก๊าซในราคาเดิม เพราะไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับกฎเกณฑ์การช่วยเหลือ รู้แค่ว่าก๊าซจะขึ้นราคาวันที่ 1 กันยายนนี้ แต่ไม่มีใครได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการของรัฐ ในเบื้องต้นชาวบ้านต้องช่วยเหลือตัวเอง โดยพยายามลดต้นทุนในส่วนอื่นๆ ที่ไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภค ที่สำคัญต้องทำใจยอมรับกับต้นทุนที่สูงขึ้นทุกวันๆ ไม่ใช่เฉพาะก๊าซเท่านั้นที่ปรับราคา เชื่อว่าลูกค้าส่วนใหญ่คงจะเข้าใจ
การช่วยเหลือที่มีกฎเกณฑ์ซับซ้อนจนชาวบ้านเข้าถึงได้ยากนั้น นายสุทธิชัย สุขสีเสน พลังงานจังหวัดสงขลา อธิบายว่า ในพื้นที่มีประชาชนมีรายได้น้อย และอยู่ในเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือที่มีการสำรวจในลอตแรกประมาณ 1.2 แสนราย หรือครัวเรือน ขณะเดียวกันได้เปิดให้ผู้มีรายได้น้อยรายอื่นๆ มาลงทะเบียนขอรับการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ได้เรียกประชุมหารือหน่วยงานส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นจำนวน 140 แห่งทั่ว จ.สงขลา เพื่อชี้แจงและเร่งประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านได้รับทราบรายละเอียดการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
ในส่วนของภาคอีสาน นางจันทิมา ด่านพัฒนะสวัสดิ์ เจ้าของร้านอาหารปักษ์ใต้ ครัวแก้วใจ 2 ถนนรื่นรมย์ เทศบาลนครขอนแก่น จ.ขอนแก่น ยอมรับว่า ไม่ได้ขึ้นทะเบียนขอชดเชย แต่ก็ต้องยอมรับราคา การขึ้นราคาก๊าซกระทบทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ราคาข้าวแกงเท่านั้น แต่กระทบถึงต้นทุนของสินค้าแทบทุกชนิด
"ก๊าซแพงขึ้นทุกอย่างก็ปรับขึ้น ราคาหมูแพงขึ้น วัตถุดิบบางอย่างในร้านต้องสั่งซื้อจากทะเลค่าขนส่งก็แพงขึ้น ต้องแบกภาระเพิ่มขึ้น อยากให้รัฐบาลใส่ใจกับการเอาเปรียบผู้บริโภคด้วย โดยเฉพาะปริมาณก๊าซในถังไม่รู้ว่าได้น้ำหนักตามมาตรฐานหรือไม่ เพราะบางครั้งที่ซื้อมาทั้งที่ใช้เท่าเดิม แต่ใช้หมดเร็วจนเป็นที่ผิดสังเกต เช่น ถังใหญ่จากที่ใช้ได้ 10 วัน อยากให้เปิดเติมที่ปั๊มได้ เพราะรู้สึกว่าใช้ได้นานกว่า แม้ว่าจะจ่ายในราคาเท่ากัน ถ้าถังได้มาตรฐานเชื่อว่าการเติม หรืออัดก๊าซที่ปั๊มคงจะปลอดภัยเช่นกัน" นางจันทิมากล่าว
ส่วน นางสุดใจ เจิมจูน แม่ค้าขายข้าวแกงที่ตลาดคำไฮ ในเขตเทศบาล ต.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น บอกว่า ราคาก๊าซปรับขึ้นกระทบแม่ค้าอย่างมาก ต้องหาทางช่วยลดต้นทุนของตัวเอง การลงทะเบียนขอชดเชยราคาอาจจะลดต้นทุนได้บ้าง แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น อย่างน้อยก็ช่วยลดภาระได้บ้าง ส่วนราคาอาหารยังขายเท่าเดิมถุงละ 20-30 บาท
ขณะที่ นางสุวรรณ ศิลาแก้ว แม่ค้าขายขนมฝักบัวหน้าโรงงานแหอวนแห่งหนึ่ง ถนนเหล่านาดี อ.เมือง จ.ขอนแก่น ตัดพ้อว่า ไม่รู้ว่ามีการลงทะเบียนขอชดเชยราคาก๊าซ เพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาทำมาหากิน ขายของมีรายได้เลี้ยงครอบครัวไปวันๆ แค่เห็นข่าวทางโทรทัศน์แบบผ่านๆ
ในเรื่องนี้ น.ส.นงนุช อุดมคำ การค้าภายในจังหวัดขอนแก่น ระบุว่า มีแม่ค้าหาบเร่แผงลอยมาลงทะเบียน ผู้ประกอบการร้านค้าร้านอาหารรายย่อยเพื่อชดเชยการปรับราคาก๊าซหุ้งต้ม ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน-30 สิงหาคม จำนวน 604 ราย กระจัดกระจายทั่วทั้งจังหวัด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มหาบเร่ แผงลอย
ที่ จ.เชียงใหม่ นายประทิม บุญมา หัวหน้างานสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อมแขวงนครพิงค์ เทศบาลนครเชียงใหม่ กล่าวว่า มีผู้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ตามโครงการช่วยเหลือเรื่องก๊าซจำนวน 102 ราย ยอมรับว่าการดำเนินงานในโครงการดังกล่าว การประชาสัมพันธ์ยังไม่ทั่วถึง
ส่วนคนค้าขายอย่าง แม่ค้าขายลูกชิ้นทอดรายหนึ่ง ในตัวเมืองเชียงใหม่ สะท้อนปัญหาว่า ขายลูกชิ้นทอดตามตลาดนัดทุกวัน ต้องใช้ก๊าซขนาด 15 กิโลกรัม ตกสัปดาห์ละ 4-5 ถัง ปัจจุบันซื้อก๊าซถังละ 310 บาท หากราคาก๊าซแอลพีจีปรับขึ้นก็เดือดร้อน เพราะทุกวันนี้ ราคาน้ำมัน ราคาวัตถุดิบต่างๆ แพงขึ้นก็ได้รับความเดือดร้อนอยู่แล้ว รายได้ไม่พอเพียงกับค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว หากราคาก๊าซแอลพีจีขึ้นอีก ไม่รู้จะทำอย่างไร จะปรับราคาขายลูกชิ้นทอดไม่ได้ ลูกค้าอาจหันไปซื้อร้านอื่นที่ถูกกว่า หรือไม่ก็ไม่ซื้อเลย แต่ถ้ารัฐบาลช่วยเหลือตามที่ได้รับทราบข้อมูลมาว่า จะช่วยเหลือพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยให้ซื้อก๊าซแอลพีจีในราคาเดิม ก็พอใจ เพราะจะได้ไม่ต้องวิตกกังวลกับการค้าขายมากนัก แต่ไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะช่วยพ่อค้าแม่ค้านานแค่ไหน และยังกังวลว่าการซื้อก๊าซแอลพีจีจะสูงขึ้นอีกหรือไม่
เช่นเดียวกับ นางบัวลอง กาวิล อาชีพค้าขายอาหารตามสั่งบริเวณตลาดกาดก้อม ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันซื้อก๊าซแอลพีจีราคาถังละ 310 บาท โดย 1 เดือน ใช้ก๊าซจำนวน 6-8 ถัง หากราคาก๊าซแอลพีจีปรับตัวขึ้น จะทำให้กำไรลดน้อยลง อีกทั้งไม่สามารถขึ้นราคาค่าอาหารได้ เพราะเห็นใจผู้บริโภคด้วย ทุกวันนี้ราคาอาหาร ราคาน้ำมัน ค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงขึ้นมาก ลูกค้าบางรายก็บ่น จึงต้องขายราคาเดิมต่อไป และไม่ได้ขอลงทะเบียนผู้มีสิทธิ์ในโครงการ เพราะคิดว่าต้องทำเรื่องหลายอย่างทำให้ยุ่งยาก จึงไม่ขอเข้าร่วมโครงการ
ขณะที่ นางบังอร กลัดแป้น อาชีพแม่ค้าขายขนมหวาน ในตลาดเมืองใหม่ ต.ช้างม่อย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ บอกว่า ทราบเรื่องโครงการจากร้านค้าก๊าซถึงมาลงทะเบียน การขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีจะทำให้เดือดร้อน เพราะทำขนมหวานขายทุกวัน ใช้ก๊าซแอลพีจีขนาดถัง 15 กิโลกรัม วันละ 1 ถัง ปัจจุบันซื้อถังละ 300 บาท 1 เดือนต้องจ่ายค่าก๊าซถึง 9,000 บาท ถ้าราคาก๊าซเพิ่มสูงขึ้นต้นทุนขนมหวานจะเพิ่มขึ้น แต่กลับราคาขายได้เท่าเดิมเพราะไม่สามารถขึ้นราคาขายได้ เนื่องจากมีคู่แข่งหลายรายและผู้บริโภคเลือกซื้อขนมในราคาถูก ดังนั้นหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทางรัฐบาลก็ยิ่งเดือดร้อนหนัก
ชาวเน็ตบ่นขรม-เหน็บเศรษฐกิจขาขึ้น'แพงทั้งแผ่นดิน'
"ค่าแก๊สหุงต้ม (แอลพีจี) จากเดิม 18.13 บาทต่อกิโลกรัม ปรับราคาไปสู่ระดับ 24.82 บาทต่อกิโลกรัม จะทยอยปรับขึ้นเดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม"
"ค่าไฟฟ้า (เอฟที) ปรับขึ้นประมาณ 6-7 สตางค์ต่อหน่วย เป็นผลจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้ต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงมาผลิตไฟฟ้าแพงขึ้น"
"ค่าทางด่วน ปรับขึ้น 5-10 บาท รถ 4 ล้อ จากเดิม 45 บาท เป็น 50 บาท, รถ 6-10 ล้อ จากเดิม 70 บาท เป็น 75 บาท, รถมากกว่า 10 ล้อ จากเดิม 100 บาท เป็น 110 บาท และส่วนโครงข่ายนอกเขตเมือง จะปรับเฉพาะทางพิเศษศรีรัช ช่วงถนนพระราม 9-ถนนศรีนครินทร์ รถ 6-10 ล้อ จากเดิม 50 บาท เป็น 55 บาท และรถมากกว่า 10 ล้อ จากเดิม 70 บาท เป็น 75 บาท ตามลำดับ"
1 กันยายนนี้...ชาวบ้านรากหญ้าต้องเผชิญกับการปรับขึ้นราคาของสินค้าอุปโภคและบริโภค ให้สอดคล้องกับราคาแก๊ส-ไฟฟ้า-ทางด่วน อาจจะสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงสินค้าตัวอื่นๆ ที่กำลังจ่อคิวขยับราคากันอีกหลายรายการ
เกิดคำถามมากมายในสังคม ในทำนองว่าต้องปรับตัวอย่างไร ? ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ คุณ "Kriengsak Lekkla" แสดงความกังวลผ่านเฟซบุ๊กว่า ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคที่ประชาชนต้องกินต้องใช้ในชีวิตประจำวันราคาแพงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ผู้ใช้แรงงานส่วนหนึ่งที่มีรายได้ขั้นต่ำเพิ่มอีกจนครบวันละ 300 บาท ข้าราชการจบปริญญาตรีกลุ่มหนึ่ง มีรายได้เพิ่มขึ้นจนถึง 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน
"รายได้ส่วนเกินนี้ ถูกใช้ไปกับสินค้าที่ราคาแพงขึ้นจนไม่เหลือเงินเก็บ ซ้ำอาจต้องควักเพิ่มด้วยซ้ำ จากนโยบายประชานิยมทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพงขึ้น จนทำให้คนเดือดร้อนทั้งแผ่นดิน รัฐบาลกลับไม่เอาใจใส่ที่จะแก้ไขปัดเป่าความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบหลักของรัฐบาล"
เช่นเดียวกับ คุณ "Happy Small" ร่วมแสดงความคิดเห็นว่า สมัยก่อนการขึ้นเงินเดือน เขามีวิธีการคำนวณเงินเฟ้อ ผลกระทบรอบด้าน แต่รัฐบาลนี้ประกาศแล้วทำทันที โดยไม่ดูผลกระทบ สิ่งที่ตามมา คือ ค่าแรง 300 บาท แต่ของแพงกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าแรง 200 บาท ข้าวแกงจานละ 20 บาท แต่พอค่าแรง 300 ข้าวแกงจานละ 30-40 ทุกอย่างแพงไปหมด
ด้านเว็บไซต์พันทิปดอทคอม มีการตั้งกระทู้มากมายที่เข้ามาระบายความในใจถึงสินค้าที่ขยับขึ้นราคาในวันที่ 1 กันยายนนี้ อาทิ คุณ "สมาชิกหมายเลข 908877" บอกว่า วันที่ 1 กันยา เป็นวันหวยออกจริงๆ ยังมีอีกอย่าง ค่าทางด่วน พร้อมโพสต์ภาพค่าทางอัตราใหม่ คู่กับสลากกินแบ่งรัฐบาล
ส่วน คุณ "สมาชิกหมายเลข 738469" แสดงความคิดเห็นว่า เวลาทางด่วนขึ้นราคา ทำให้รถโล่งดี ประหยัดน้ำมันอีกต่างหาก ต้องรีบใช้ตอนคนไม่พอใจกันเยอะๆ พอคนหายโกรธก็กลับมาติดเหมือนเดิม
ในมุมมองของ คุณ "หนุ่มเมืองใต้" โพสต์กระทู้ว่า ดีเดย์ 1 ก.ย. ขึ้น LPG "พาณิชย์" พร้อมรับคุมเข้มอาหารจานด่วน
จากนั้น คุณ "ppjj88" แสดงความเห็นว่า จะคุมยังไง เมื่อเที่ยงลงไปกินข้าวที่ร้านประจำสั่งกะเพราไก่+ไข่ดาว เดิม 35 บาท ตอนนี้ขยับเป็น 40 บาท ถามป้าคนขายว่า ยังไม่วันที่ 1 กันยายนเลย ทำไมรีบขึ้น แกบอกว่าทั้งหมู ไก่ ผัก ขึ้นราคาหมดแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยเรื่องการปรับขึ้นราคาไข่ไก่ในวันนี้ มีผู้ตั้งคำถามว่า "ไข่พุ่ง 4.6 บาทต่อฟอง นี่มันมีผลกระทบต่อชีวิตจริงๆ หรือ" คุณ "smilehand" มองว่า ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ทำไมไม่มีการไปคุมราคาไข่ ในเมื่อผลผลิตมันล้นตลาดอยู่แล้ว และการที่ขึ้นถือว่า ฉวยโอกาสหรือไม่
สอดคล้องกับ คุณ "Jeon Woo Chi" ระบุว่า ตอนนี้ข้าวราดแกงที่โรงอาหารของบริษัท ใส่ไข่ดาว คิดเพิ่ม 10 บาท จากเดิม 5 บาท กระทบต่อชีวิตจริงๆ ส่วน คุณ "บอนน์" ยอมรับว่า ปกติซื้อของมาทำอาหารเอง เดินตลาดรู้เลยว่าของแพงขึ้นจริงๆ อย่างไข่ไก่ แต่ก่อนซื้อ 10 ฟอง เบอร์ 0 ราคาไม่เคยเกิน 40 บาท แพงสุดคือ 36 บาท ผ่านไปไม่นาน...แม่เจ้า 44 บาท ที่ตลาดออเงิน แปลกใจว่า ทำไมพวกรัฐมนตรีไปเดินตรวจตลาดแล้วบอกของไม่แพงขึ้น งงจริงๆ
คุณ "สมาชิกหมายเลข 915910" โพสต์ข้อความเชิงประชดว่า ประชาชนอย่าคิดไปเอง ของไม่ได้ขึ้นราคา เป็นกลไกของตลาด และรัฐบาลก็สนับสนุน กระชากราคาค่าครองชีพ เดี๋ยววันที่ 1 กันยายนนี้ ดีเดย์ ไฟฟ้า แก๊สหุงต้ม ค่าทางด่วน กระชากพร้อมกันเลย รอก่อน เดี๋ยวค่าแท็กซี่ปรับขึ้น ยกเลิกรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี สะท้อนต้นทุนชีวิตที่คิดเลือกรัฐบาลนี้มา
อย่างไรก็ตาม คุณ "หนูน้อยจมูกบาน" เชื่อว่า ไม่ได้ขึ้นราคาเฉพาะไข่ แต่หลากหลายสินค้ารวมใจกันขึ้น ไข่ขึ้นฟองละไม่กี่สตางค์ ข้าวขึ้นกิโลละไม่กี่บาท ผัก หมู ไก่ เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ขึ้นกิโลละไม่กี่บาท แก๊สขึ้นราคาตกถังไม่กี่บาท น้ำมันขึ้นขวดละไม่กี่บาท ฯลฯ รวมยิบย่อยกว่าจะเป็นอาหาร 1 จาน เล่นเอาหลายบาท ส่งผลกระทบแน่นอน !!
...........................
(หมายเหตุ : '1กันยา'ประชาชอกช้ำ ชาวเน็ตบ่นขรม-เหน็บเศรษฐกิจขาขึ้น'แพงทั้งแผ่นดิน' : ทีมข่าวภูมิภาครายงาน)



