ข่าว

จับนำเข้างาช้าง105กก.มูลค่า16ล้าน

จับนำเข้างาช้าง105กก.มูลค่า16ล้าน

30 ส.ค. 2556

กรมศุลกากรจับ2 สามีภรรยาชาวเวียดนาม ลักลอบนำเข้างาช้าง105กก.มูลค่า16ล้าน

              เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 30 สิงหาคม ที่กรมศุลกากร นายยุทธนา หยิมการุณ รองอธิบดีฯ รักษาการอธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วยนายเสริมยศ สมมั่น รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมแถลงข่าวการจับกุม 2 สามีภรรยาชาวเวียดนาม คือ นายพาม งอก ทวน (Mr.Pham Ngoc Tuan) อายุ 41 ปี และนางพาม ติ คิม ชิ (Mrs.Pham Thi Kim Chi) อายุ 41 ปี พร้อมของกลางกระเป๋าเดินทาง 4 ใบ ภายในบรรจุงาช้างลักลอบนำเข้า 27 รายการ น้ำหนักรวม 105 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 16 ล้านบาท

              นายยุทธนา เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม เวลาประมาณ 15.30 น. เจ้าหน้าที่ศุลกากรฝ่ายปราบปราม (ฝปป.) ส่วนควบคุมทางศุลกากร (สคศ.) สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สผภ.) ได้รับประสานจากเจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์ป่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งได้รับแจ้งจากฝ่ายรักษาความปลอดภัย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมอีกว่า เมื่อตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์กระเป๋า จำนวน 4 ใบ ซึ่งมาจากเมืองลูอันดา ประเทศแองโกลา ด้วยสายการบินเอธิโอเปีย เที่ยวบินที่ อีที 850 ผ่านเมืองแอดดิสอาบาบา ประเทศเอธิโอเปีย เที่ยวบิน อีที628 ส่งมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และมีความประสงค์จะส่งต่อไปยังเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ด้วยสายการบินกรุงเทพ พีจี 909 พบวัตถุต้องสงสัยว่าอาจเป็นซากสัตว์ป่าคุ้มครอง

              นายยุทธนา กล่าวอีกว่า ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. เจ้าหน้าที่ศุลกากร เจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์ป่า เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สุวรรณภูมิ ได้ร่วมกันไปรอเปิดตรวจบริเวณข้างประตูทางออก ซี 1 เอ ซึ่งเป็นทางออกขึ้นเครื่องบิน การบินกรุงเทพ เที่ยวบิน พีจี 909 แต่ไม่พบผู้ที่ใช้นามว่า MRS.PHAM THI KIM CHI และ MR.PHAM NGOC TUAN ที่มีชื่อปรากฏที่บัตรผูกกระเป๋าทั้ง 4 ใบมาขึ้นเครื่องบินดังกล่าว และทราบในภายหลังจากสายการบินดังกล่าวว่า ทั้ง 2 คนไม่มารายงานตัวเพื่อขึ้นเครื่อง จึงทำการเปิดตรวจกระเป๋าต่อหน้าเจ้าหน้าที่สายการบินและเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ซึ่งภายในพบเป็นงาช้างลูกปัดทำด้วยงาช้าง และเศษวัสดุที่เป็นงาช้าง จำนวนกว่า 27 รายการ จากนั้นจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำการติดตามตัวทั้ง 2 คนจนพบภายในอาคารผู้โดยสาร ทราบว่าทั้ง 2คนถือหนังสือเดินทางประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

              สอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพว่า เพิ่งกระทำความผิดเป็นครั้งแรก โดยรับจ้างขนงาช้างในราคาเที่ยวละประมาณ 50,000 บาทไทย มีค่าตั๋วเครื่องบินและค่าที่พักให้ต่างหาก เพื่อส่งผ่านไปยังประเทศกัมพูชา โดยจะนำไปทำเป็นเครื่องประดับหรือนำไปเป็นส่วนผสมของยา ทั้งนี้งาช้างที่นำไปส่งจะสามารถขายคิดเป็นเงินไทย ได้กิโลกรัมละ 150,000 - 300,000 บาท

              เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา นำเข้า หรือ นำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี หรือ ผู้ที่อธิบดีได้รับมอบหมาย ตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ.2469 โทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.สุวรรณภูมิ ดำเนินคดีต่อไป ส่วนงาช้างของกลางนั้น จะส่งด่านตรวจสัตว์ป่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อดำเนินการต่อไป

              ด้านนายเสริมยศ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่สนามบินสุวรรณภูมิ มักจะเฝ้าระวังผู้โดยสารและกระเป๋าสัมภาระที่มาจากประเทศแถบแอฟริกา เนื่องจากสัตว์ป่า และของหายากจากฝั่งนั้นค่อนข้างเยอะ เนื่องจากราคางาช้างสูงมาก โดยเฉพาะช้างแถบแอฟริกาที่มีราคาตั้งแต่กิโลกรัมละ 150,000-300,000 บาท จึงทำให้พบคนกระทำความผิดเยอะขึ้น ซึ่งในกรณีดังกล่าวคาดว่าชาวเวียดนาม 2 คนจะนำงาช้างเข้าเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เพื่อส่งต่อไปแกะสลักต่อที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการแกะสลักงาช้างและไม้อยู่แล้ว หลังจากนั้นอาจมีการนำไปขายต่อที่ประเทศจีน ซึ่งจะทำให้ได้ราคาดีขึ้น โดยอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 1 ล้านบาท

              “เราค่อนข้างระวังอยู่แล้วที่สุวรรณภูมิ คือคนที่เดินทางจากประเทศไกลๆ จะยิงกระเป๋ายาวทีเดียวเลย แต่ถ้าแถบอื่นไม่ค่อยมี แต่ถ้ามาจากแอฟริกา ต้องจับตาเฝ้าระวังเป็นพิเศษอยู่แล้ว โดยต่อให้ยิงกระเป๋ายาว เราก็จะจับมาสแกนอีกที เพราะก่อนหน้านี้เคยเจอลูกเสือฉีดยาสลบ ซุกมาในกระเป๋าก็มี ”นายเสริมยศ กล่าว