
ผวา"ตกงาน"ดัชนีต่ำสุดรอบ10ปี ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคทรุดต่อ-กังวล"การเมือง-เศรษฐกิจ"
ผวาตกงานความเชื่อมั่นในการหางานทำต่ำสุดรอบ 10 ปี ขณะที่ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภครวมทรุดรอบกว่า 8 ปี ไม่มั่นใจทั้งปัญหาการเมือง เศรษฐกิจและน้ำมันแพง จี้รัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น มอง พ.ร.ก.กู้เงินฯ ผ่านช่วยหนุนจีดีพีติดลบแค่ 3
ผศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤษภาคม 2552 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และต่ำสุดในรอบกว่า 8 ปี โดยดัชนีปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 71.5 จากระดับ 72.1 ในเดือนเมษายน ส่วนดัชนีความเชี่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมปรับลดลงจากระดับ 65.1 ในเดือนเมษายน มาสู่ระดับ 64.3 ในเดือนพฤษภาคม นับว่าต่ำสุดในรอบ 90 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำอยู่ที่ระดับ 63.8 ต่ำสุดในรอบ 89 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 86.2 ต่ำสุดในรอบ 90 เดือน
ผลสำรวจพบว่าความกังวลหลักของผู้บริโภคคือ สถานการณ์ทางการเมือง และภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของไทย ทำให้มีความกังวลว่าสถานการณ์จ้างงานยังย่ำแย่ตามภาวะเศรษฐกิจ ประกอบกับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นสร้างความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง
ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัจจัยความกังวลหลักของผู้บริโภคมาจากเรื่องของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะจะมีผลต่อค่าครองชีพ ส่วนปัจจัยการเมืองนั้น ยังมีความกังวลอยู่ว่าความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งตัวเลขล่าสุดที่ประกาศออกมานั้นพบว่าไตรมาส 1 จีดีพีติดลบไปถึง 7.1%
“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกตัวปรับตัวลดลงต่ำสุดไม่ต่ำกว่า 8 ปี และน่าแปลกใจที่พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการหางานทำในอนาคตต่ำสุดในรอบ 10 ปีนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของประชาชนอย่างชัดเจน ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจด้วยการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบได้จริง และต้องดำเนินโครงการที่จะกระตุ้นการจ้างงานอย่างเร่งด่วน” ดร.ธนวรรธน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทผ่านสภา รวมทั้งรัฐบาลสามารถเบิกจ่ายงบประมาณมาดำเนินโครงการต่างๆ ได้โดยเร็ว เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้จะขยายตัวติดลบอยู่ที่ 2.5-3.5% ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะในขณะนี้ราคาน้ำมันจะเริ่มเข้ามาเป็นปัจจัยบั่นทอนความเชื่อมั่นอีกครั้ง



