ข่าว

คมคิด จากเดียนเบียนฟู

คมคิด จากเดียนเบียนฟู

03 ก.ย. 2556

ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : คมคิด จากเดียนเบียนฟู : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ

 

                            เอ่ยชื่อเมือง เดียนเบียนฟู ขึ้นมาเชื่อว่าผู้คนครึ่งโลกล้วนเคยได้ยินชื่อนี้ ด้วยว่าเป็นสมรภูมิแห่งความภูมิใจของคนเวียดนาม ที่สามารถเอาชนะกองทหารฝรั่งเศสผู้เพียบพร้อมกว่า ด้วยอาวุธและยุทธวิธีสมัยใหม่ได้ที่สมรภูมิเนินเอ-วัน กลางเมืองเดียนเบียนฟูแห่งนี้

                            จนมีคำกล่าวว่า “หากไม่ชนะฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟู เวียดนามก็จะไม่มีวันรวมชาติได้ และไม่สามารถขับไล่อเมริกันออกไปได้สำเร็จในเวลาต่อมา” เดียนเบียนฟูจึงเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชัยชนะที่คนเวียดนามภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เดียนเบียนฟู สำหรับคนไทยยังมีความหมายมากไปยิ่งกว่านั้น เพราะชนเผ่าไทยเป็นชนเผ่าที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในเดียนเบียนฟู มายาวนานจนถึงปัจจุบันนี้ และเดียนเบียนฟู หรืออีกชื่อหนึ่งในอดีตกาลก็คือเมืองแถน ซึ่งเป็นเมืองในประวัติศาสตร์อันยาวนานของคนไทยนั่นเอง

                            จากการที่มีโอกาสได้เดินทางไปเวียดนามมามากกว่าสิบครั้ง และไปที่เดียนเบียนฟู ถึงสามครั้งมาแล้ว ทำให้ผมได้รับรู้ถึงวิธีคิดของคนเวียดนามส่วนหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก เช่น เรื่องการเปิดประเทศเพื่อการพัฒนาและประกอบธุรกิจการค้ากับต่างชาติ ชาวเวียดนามที่มีการศึกษาและประกอบอาชีพเป็นอาจารย์ สอนในสถานศึกษาระดับวิทยาลัยท่านหนึ่งมีความเห็นว่า 

                            หากต้องการเปิดประเทศให้กว้างมากกว่าทุกวันนี้ ประชาชนในประเทศต้องมีความแข็งแกร่งทางธุรกิจและมีความคิดกว้างไกล พอที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ก่อน มิฉะนั้นเปิดประเทศเสรีกว้างมากขึ้นเพียงใด ก็จะเท่ากับเร่งทำให้ประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศ อ่อนแอลงและตกไปอยู่ในมือของต่างชาติเร็วขึ้นเท่านั้น

                            ตัวอย่างเช่นการสร้างระบบขนส่งต่อเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน เวียดนามเคยได้รับการยื่นข้อเสนอให้ความช่วยเหลือ จากประเทศจีนซึ่งมีพรมแดนติดกันว่า จะลงทุนสร้างทางรถไฟความเร็วสูงต่อเชื่อมให้ยาวทั้งประเทศจากเหนือจรดใต้ แต่รัฐบาลเวียดนามคิดว่าแม้จะได้ทางรถไฟมาฟรีๆ โดยมีเงื่อนไขบางประการติดมาบ้างก็ตาม

                            แต่ประชาชนของเวียดนามซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตร น่าจะได้รับผลกระทบจากสินค้าเกษตรกรรมของจีนเข้ามาโจมตีตลาด มากกว่าที่จะมีโอกาสขยายตลาดไปสู่ประเทศจีน เพราะเป็นที่รับรู้กันดีว่าต้นทุนการผลิตของจีนนั้นต่ำมากๆ เวียดนามจึงปฏิเสธที่จะรับความช่วยเหลือดังกล่าวจากประเทศจีนอย่างละมุนละม่อม โดยเห็นความอยู่รอดของประชาชนของตนเองมาก่อนผลประโยชน์เฉพาะหน้า

                            นั่นเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างที่ผมได้รับรู้จากทีท่าของประชาชนชาวเวียดนาม ทำให้รับรู้ได้ว่าการดำรงชาติและประชาชนในชาติให้อยู่รอดนั้น ผู้บริหารประเทศหรือรัฐบาลต้องพิจารณาองค์ประกอบทุกด้านอย่างรอบคอบ อย่ามองเพียงแค่ผลพลอยได้ทางวัตถุเฉพาะหน้า หรือมองเพียงแค่ผลประโยชน์เฉพาะตัวนั้น ดังเช่นที่คนเฒ่าคนแก่ในเวียดนามหลายคนบอกกับผมว่า

                            “อุตส่าห์ทนยากลำบากนานหลายสิบปี ทำการต่อสู้เพื่อขับไล่อเมริกันออกไป  ถ้ารู้ว่าทุกวันนี้ลูกหลานจะมาย้อมผมแดง, สวมกางเกงยีน, ร้องเพลงฝรั่ง ฯลฯ ก็ไม่รู้ว่า หลายสิบปีที่ผ่านมาจะไปทนขับไล่ฝรั่งเศสและอเมริกันออกไปทำไม?” นั่นสะท้อนให้เห็นว่าความเจริญของชาติ ไม่สามารถวัดได้จากความเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องวัดดูจากการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมและประเพณีประกอบกันด้วย

 

 

-----------------------

(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : คมคิด จากเดียนเบียนฟู : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)