
จี้แบงก์ชาติดูแลค่าบาทหนุนส่งออก
หอการค้าไทย ยื่น 3 มาตรการดูแลส่งออก วอนดูแลค่าเงินบาท เสริมสภาพคล่องผ่านมาตรการประกันความเสี่ยงพร้อมขอสินเชื่อซอฟท์โลน รุดถกแบงก์ชาติ 19 มิ.ย.นี้ หลังพบ พ.ค.เงินบาทแข็งขึ้นถึง 3.28% ระบุสัญญาณส่งออกเริ่มฟื้นตัว
นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์ค่าเงินบาทของไทยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันพบว่าเงินบาทแข็งค่าสูงถึง 2.71% สะท้อนการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและเมื่อเทียบกับการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนประเทศคู่แข่ง ซึ่งมีส่วนต่างน้อยกว่าไทยมาก โดยช่วง 1 พฤษภาคม-10 มิถุนายน 2552 เงินบาทไทยแข็งค่าถึง 3.28% ริงกิตมาเลเซีย 0.23% เปโซฟิลิปปินส์ 1.26% หยวน 0.18% วอนเกาหลี 1.72% รูเปี๊ยะห์อินโดนีเซีย 5.70%
ทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าทุก 1 บาทต่อดอลลาร์ จะมีผลให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 0.3% การจ้างงานเพิ่มขึ้น 1.1 แสนคน อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้น 0.1% ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นทุก 1 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้จีดีพีลดลง 0.3% การจ้างงานลดลง 1.1 แสนคน อัตราเงินเฟ้อลดลง 0.5% ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง 0.1%
“เงินบาทที่แข็งค่ามากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค สะท้อนถึงการบริการจัดการค่าเงินบาท ที่เห็นว่าควรจัดการให้มีเสถียรภาพเหมือนกับเพื่อนบ้าน และหากดำเนินการได้จะเป็นผลทางจิตวิทยาด้านการลงทุน เอื้อต่อการส่งออก และช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากภาวะวิกฤติโลก” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวและว่าทาง หอการค้าไทย จึงเสนอมาตรการดูแลการส่งออกต่อรัฐบาล 3 มาตรการได้แก่ 1.การดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ากว่าคู่แข่ง 2.การสร้างระบบประกันความเสี่ยงผู้ส่งออก หรือขยายเวลาการชำระเงินไปอีก 30-90 วัน และ3.มาตรการให้สินเชื่อซอฟท์โลน โดยการรับซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือให้กู้ยืมเงินโดยมีตั๋วสัญญาหรือหลักทรัพย์ของรัฐบาลไทยเป็นประกัน
อย่างไรก็ตามพบว่าเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา การขอใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อการส่งออก หรือใบซีโอ ผ่านหอการค้าไทยมีสัญญาณดีขึ้นไม่ติดลบ แสดงให้เห็นว่าภาพรวมการส่งออกกำลังดีขึ้น แต่ผู้ส่งออกไทยติดปัญหาความสามารถการแข่งขันวันที่ 19 มิถุนายนนี้ จะนำประเด็นดังกล่าวไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ต่อไป



