ข่าว

สังเวยตรุษจีนรถชนเละ2รายพระมรณภาพ5รูป

สังเวยตรุษจีนรถชนเละ2รายพระมรณภาพ5รูป

27 ม.ค. 2552

ระทึกโชเฟอร์รถตู้ขนพระ-ชาวบ้านกลับจากทำบุญ หลับในแหกโค้งชนต้นไม้ พระภิกษุดับอนาถ 5 ศพ พระภิกษุ 3 รูป ชาวบ้านอีก 2 เจ็บอื้อ ส่วนที่ราชบุรีพระดวงกุดนั่งรถกลับจากฉันเพล วิ่งข้ามแยกถูกสิบล้อชนมรณภาพ 2 เจ็บ 6 ราย อีกรายที่ชุมพรคุณตาพาหลานๆ วัย 11 ขวบไปเที่ยวทะ

เหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นจากความประมาททำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายเปิดเผยเมื่อเวลา 02.10 น. วันที่ 26 มกราคม พ.ต.ท.ฐเสฏฐ์ ธานันท์ทิพพ์ พนักงานสอบสวน สภ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ รับแจ้งเหตุรถตู้พุ่งชนต้นไม้ ช่วง กม.101 ทางโค้งบ้านลี่ ถนนสีคิ้ว-ชัยภูมิ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิและแพทย์เวรโรงพยาบาลจัตุรัส
 ที่เกิดเหตุพบรถตู้ทะเบียน นข 940 สิงห์บุรี ชนติดกับต้นไม้ข้างทาง สภาพพังยับเยิน จากการตรวจสอบพบผู้เสียชีวิตทั้งหมด 5 คน เป็นพระภิกษุ 3 รูป ทราบชื่อคือ พระสกล ชาตรี อายุ 24 ปี พระวุฒิวงษ์ แก่นสาร อายุ 21 ปี และพระปัญญาเมศวร์ ปติตานัง อายุ 30 ปี  ส่วนอีก 2 คน เป็นชาวบ้านที่เดินทางมาด้วย ทราบชื่อคือ นางหนู ผุยเพชร อายุ 56 ปี และนางสมหมาย ภูมิน้อย อายุ 57 ปี
 นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 4 คน ถูกนำส่งโรงพยาบาลชัยภูมิ 1 คน โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา 1 คน และโรงพยาบาล อ.จัตุรัส 2 คน คือ พระสัจจารักษ์ ไร่สงวน อายุ 30 ปี พระอนุชา ไทยทวี อายุ 30 ปี สามเณรจำเริญ อินทร์เจริญ อายุ 17 ปี และนายพจกร แจ่มสุวรรณ์ อายุ 31 ปี ชาวสิงห์บุรี คนขับ ตอนนี้ผู้บาดเจ็บทั้งหมดพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่แพทย์ยังให้พักรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลก่อน
 จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนายพจกร คนขับ ได้ขับรถตู้นำชาวบ้านและพระลูกวัดบ้านเมืองน้อยใต้ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ รวม 9 คน กลับจากทำบุญที่วัดไผ่ดำ ต.ทองเอม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี กระทั่งมาถึงจุดเกิดเหตุระหว่างทางบริเวณทางโค้ง กม.101 บ้านลี่ ถนนสีคิ้ว-ชัยภูมิ รถแหกโค้งพุ่งชนต้นไม้ข้างทาง เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่าขณะเกิดเหตุนายพจกรเกิดความอ่อนเพลียจากขับรถในระยะทางไกลและใช้เวลานาน ทำให้อาจหลับใน จึงเป็นเหตุให้รถแหกโค้งพุ่งชนต้นไม้ข้างทางมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
 ส่วนอุบัติเหตุที่สร้างความเศร้าโศกอีกรายเกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.30 น. วันเดียวกัน พ.ต.ท.บุญมี พูลสวัสดิ์ สารวัตรเวร สภ.โพธาราม จ.ราชบุรี ได้รับแจ้งเหตุรถชนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย เหตุเกิดบนถนนเพชรเกษม กม.ที่ 86 บริเวณจุดกลับรถบ้านสิงห์ หมู่ 4 ต.บ้านสิงห์ อ.โพธาราม จึงเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วยมูลนิธิสว่างราชบุรีและกำลังตำรวจจำนวนหนึ่ง
 ที่เกิดเหตุบนถนนเพชรเกษม กม.ที่ 86 ตำรวจพบผู้เสียชีวิต 2 คน เป็นพระสงฆ์ ทราบชื่อคือ พระน้ำฝน อาจปักษา อายุ 52 ปี และพระยม สวนคำนา อายุ 76 ปี โดยพระทั้งสองรูปเป็นพระลูกวัดท่าหลวงพล อ.โพธาราม นอกจากนี้ยังมีพระที่ได้รับบาดเจ็บ 5 รูป ทราบชื่อคือ พระประเสริฐ มะลิพุ่ม อายุ 80 ปี พระธีรพัทธ์ ศรีสวัสดิ์ อายุ 23 ปี พระสายันต์ เสาเหม อายุ 56 ปี พระสม ปูนเกษม อายุ 67 ปี โดยพระสมพงษ์ ไม่ทราบนามสกุล ได้รับบาดเจ็บสาหัส แพทย์ต้องนำเข้าห้องผ่าตัดเพื่อช่วยชีวิตเป็นการด่วน อย่างไรก็ตามจากอุบัติเหตุดังกล่าวทำให้ชาวบ้านที่เดินข้ามถนนในขณะเกิดเหตุได้รับบาดเจ็บอีก 1 คน คือ น.ส.นวพร แสงธรรมอาภา อายุ 18 ปี เจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาลโพธารามไปก่อนหน้านี้แล้ว
 ห่างจากจุดพบศพไปเล็กน้อยพบรถตู้โตโยต้า สีเขียว ทะเบียน ม 7155 ราชบุรี สภาพถูกชนท้ายพังเสียหาย โดยรถคันดังกล่าวได้บรรทุกพระที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ ใกล้ที่เกิดเหตุมีนายสิทธภากร อักษรนิติกุล อายุ 54 ปี คนขับรถ ยืนรอให้การต่อตำรวจ ใกล้กันพบรถบรรทุกสิบล้อยี่ห้อ
ฮีโน่ ทะเบียน 85-0023 นครปฐม สภาพด้านหน้ากันชนหัก กระจกหน้าแตกละเอียด มีนายบุญโฮม นิวงษา อายุ 42 ปี บ้านเลขที่ 44/56 หมู่ 1 ต.ท่าตลาด อ.สามพราน จ.นครปฐม คนขับรถสิบล้อ ยืนรอให้การต่อตำรวจเช่นกัน
 จากการสอบสวนพระครูสถิตย์ ธรรมวัตร เจ้าอาวาสวัดท่าหลวงพล ผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุดังกล่าว ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้นำพระลูกวัดจำนวน 9 รูป ไปฉันเพลที่วัดกำแพงใต้ เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุที่เป็นทางแยก คนขับรถตู้ได้ขับข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งของถนน ระหว่างนั้นเป็นจังหวะเดียวกับรถบรรทุกสิบล้อที่วิ่งมาจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองราชบุรีผ่านแยกดังกล่าวชนท้ายรถตู้อย่างแรง ทำให้พระภิกษุมรณภาพและบาดเจ็บอีกหลายรูป รวมทั้งชาวบ้านที่เดินเท้าอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย
 ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุ ตำรวจจะสอบปากคำโชเฟอร์ทั้งสองฝ่าย รวมทั้งพยานผู้เห็นเหตุการณ์ว่ารถคันไหนเป็นฝ่ายผิด จากนั้นจะดำเนินตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
 ขณะเดียวกัน เกิดอุบัติเหตุที่น่าเศร้าสะเทือนใจอีกราย เปิดเผยเมื่อเวลา 09.00 น. พ.ต.ท.อติชาติ พรฑิตกุล สารวัตรเวร สภ.ปะทิว จ.ชุมพร รับแจ้งเหตุมีนักท่องเที่ยวหลายรายจมน้ำบริเวณอ่าวทุ่งไข่เน่า หมู่ 5 ต.ชุมโค อ.ปะทิว จ.ชุมพร จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นประสานไปยังนักประดาน้ำ หน่วยกู้ภัยศิรินทร์ปะทิว มูลนิธิชุมพร อปพร.เทศบาลตำบลชุมโค นำกำลังไปตรวจสอบ และช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
 ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณด้านหน้าของบังกะโลชื่อ “คอรัลบีช” เป็นชายหาดสวยงามขึ้นชื่อของ จ.ชุมพร จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีนักท่องเที่ยวจมน้ำ 4 คน หน่วยกู้ภัยและชาวบ้านในพื้นที่ช่วยกันลงไปค้นหาและนำศพขึ้นมาจากทะเลมาได้ 2 คน ทราบชื่อคือ ด.ญ.ไอลดา ป่ามะขำ อายุ 13 ปี และนายจำปี บัวทอง อายุ 49 ปี ทั้งสองอยู่บ้านเลขที่ 27 หมู่ 9 ต.ท่าแซะ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร นอกจากนี้ยังมีเด็กถูกคลื่นทะเลซัดจมหายไปอีก 2 คน คือ ด.ช.สหรัฐ ป่ามะขำ อายุ 11 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27 หมู่ 9 ต.ท่าแซะ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร และ ด.ญ.สุธาพร จำปาแดง 11 ปี อยู่บ้านเลขที่ 116 หมู่ 12 ต.ท่าแซะ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร
 ภายหลังเกิดเหตุ นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เดินทางมาตรวจสอบ และสั่งการให้ระดมเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยศิรินทร์ปะทิว อปพร. มูลนิธิชุมพร และนักประดาน้ำรวมกว่า 50 คน ออกค้นหาช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน  แต่ระหว่างการค้นหาพบว่าสภาพทะเลมีคลื่นลมแรง ท้องฟ้ามืดครื้ม เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อย่างมาก กระทั่งช่วงสายเจ้าหน้าที่พบศพ ด.ญ.สุธาพร ที่ถูกคลื่นซัดอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 1 กิโลเมตร ส่วน ด.ช.สหรัฐ หน่วยกู้ภัยยังคงค้นหาแต่ไม่พบ
 จากการสอบสวนทราบว่า นายจำปี ผู้เสียชีวิตพาหลานชายและหลายสาวคือ ด.ญ.ไอลดาและ ด.ช.สหรัฐ พร้อมญาติรวม 8 คน มาเที่ยวทะเล ระหว่างลงเล่นน้ำผู้ตายทั้ง 3 และผู้สูญหายถูกกระแสคลื่นซัดจมหายไปในทะเลต่อหน้าต่อตานักท่องเที่ยว เบื้องต้นคาดว่าขณะผู้ตายทั้งหมดลงไปเล่นน้ำทะเล ได้ถูกกระแสคลื่นที่เชี่ยวกรากและไหลวนซัดจมหาย ประกอบกับบริเวณดังกล่าวเป็นชายหาดมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ทำให้ผู้ตายไม่สามารถช่วนตนเองได้ 
 ทั้งนี้อ่าวทุ่งไข่เน่าถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชายหาดสวยงาม โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ จะมีนักท่องเที่ยวทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัดเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวจำนวนมาก และช่วงระยะ 5 ปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตจากจมน้ำตาย 1-2 ราย เป็นประจำทุกปี เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นชายหาดโค้งเว้า อยู่ข้างเชิงเขา ลักษณะเป็นแอ่งกระทะ กระแสน้ำเชี่ยวและไหลวน ที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานใดแก้ไขปัญหานำทุ่นไปวางหรือเขียนป้ายแจ้งเตือนภัยให้นักท่องเที่ยวทราบแต่อย่างใด