
แกนนำพันธมิตรยุติบทบาทเพื่อ'เกิดใหม่'
แกนนำพันธมิตรยุติบทบาทเพื่อ'เกิดใหม่' : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์รายงาน
มองเผินๆ อาจจะคิดว่าการที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศยุติบทบาท คือ การ "ถอย" แต่แกนนำกลุ่มพันธมิตรคิด "ตรงกันข้าม"
"พิภพ ธงไชย" ซึ่งวันนี้กลายเป็นอดีตแกนนำพันธมิตร อธิบายนัยการประกาศยุติบทบาทเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะนำไปสู่ "การเกิดใหม่" (rebirth) ของขบวนการประชาชน หากศึกษาจากประวัติศาสตร์ในยุค 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519, พฤษภาคม 2535 จนถึงปัจจุบันมีขบวนการของภาคประชาชนเกิดใหม่ตลอด และพัฒนาไปกว่าในอดีต
"ตราบใดที่ยังไม่ลดความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรม การเคลื่อนไหวของประชาชนก็ยังดำรงอยู่ แต่จะจัดขบวนทัพกันอย่างไร ก็ขึ้นกับเหตุปัจจัยขณะนั้น เหมือนก่อนหน้านี้ใครเคยคิดว่าจะเกิดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่มีใครคิด แต่ทำไมจึงเกิดการรวมตัวกัน เพราะเหตุปัจจัยทำให้ต้องรวมตัวกัน"
"พันธมิตรอยู่มา 8 ปี เป็นขบวนการภาคประชาชนที่อยู่นานที่สุดในประวัติศาสตร์ การเป็นองค์กรที่ใหญ่ของพันธมิตร อาจไปกดทับการเคลื่อนไหวขององค์กรภาคประชาชนอื่นๆ วันนี้เราดึงแกนนำออก ก็จะเกิดการเคลื่อนไหวใหม่ เมื่อก่อนต้องรอฟังว่าแกนนำจะว่ายังไง คราวนี้เป็นการปลดปล่อยให้คนกลับไปทำงานเคลื่อนไหว ด้วยการตัดสินใจของตัวเอง ผมมองว่าจะเกิดการเกิดใหม่"
พิภพ ระบุว่า ถ้าแกนนำยังเดินหน้า อาจจะติดในตำแหน่งขึ้นมา ก็ต้องพิสูจน์ว่าไม่ได้ติดตรงนี้ สำหรับสมาชิกพันธมิตรอาจจะไม่รู้สึกว่าติดแกนนำ แต่เขาก็ฟังแกนนำมากเกินไป บางทีไม่เห็นด้วย แต่ด้วยความรักแกนนำและเพื่อความเป็นระเบียบ ฉะนั้นจึงเป็นการปลดปล่อยทุกฝ่ายให้ไปทำงานเพื่อปฏิรูปประเทศ พอเอาแกนนำออกไป เชื่อว่าพันธมิตรจะ "เกิดใหม่" สร้างมิติใหม่ทางความคิดอย่างมีอิสรภาพ นอกจากนี้เราจะทำงานเฉพาะกับพันธมิตรไม่ได้ ควรจะไปทำงานกับคนอื่น หรือแม้แต่คนเสื้อแดงที่อยู่ใกล้บ้าน ที่เขาเริ่มเห็นปัญหาของรัฐบาลและทักษิณแล้ว
"มีข้อสังเกตว่าแท็กซี่เริ่มเงียบเฉยกับรัฐบาลแล้ว ถ้าเทียบกับ 3-4 ปีที่แล้ว แท็กซี่จะโต้ตอบกับผู้โดยสารเพื่อปกป้องรัฐบาล ตอนนี้เริ่มเงียบเฉย แต่ยังไม่ด่ารัฐบาล ถ้าทักษิณหมดอำนาจเมื่อไหร่ พวกเสื้อแดงจะเกิดใหม่ คือ เกิดเป็นขบวนการประชาชนที่ตื่นตัวโดยไม่ผูกติดกับทักษิณ"
อย่างไรก็ตาม พิภพ ย้ำว่า เราไม่ได้ใช้คำว่าเลิก เราใช้คำว่ายุติบทบาท แกนนำพันธมิตรประกาศยุติบทบาทในฐานะแกนนำ แต่แกนนำยังเป็นสมาชิกพันธมิตรอยู่ ต้องแยกกัน เรายังไม่ได้ทิ้ง
ที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรต่อสู้มาทุกรูปแบบแล้ว แต่เนื่องจากระบบการเมืองยังเป็นแบบเดิม มาจากการเลือกตั้งแบบเดิมและต้องสังกัดพรรค ดังนั้นต่อให้ต่อสู้แล้วสามารถเอาอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ออกจากการเมืองได้ ก็จะเกิดนักการเมืองแบบทักษิณขึ้นมาอีก จึงเห็นว่าตราบใดที่ยังไม่มีการปฏิรูปประเทศ การเมืองจะล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำอีก พันธมิตรมีข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปออกมาอย่างละเอียดในแต่ละเรื่องแล้วว่าต้องปฏิรูปอย่างไร
พิภพ ยอมรับว่า เคยตั้งความหวังในเรื่องการปฏิรูปการเมืองไว้กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ ที่อภิสิทธิ์ตั้งคณะทำงานเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองขึ้นมา 5 คณะ สุดท้ายอภิสิทธิ์ก็ทำลายความหวังของเขา
"ตอนนั้นผมหวังการปฏิรูปของคุณอภิสิทธิ์ แต่คุณอภิสิทธิ์ทิ้งการปฏิรูป คุณอภิสิทธิ์เดินการเมืองผิด หลังแก้ปัญหาเรื่องราชประสงค์ ก็เกิดกระแสปฏิรูป แล้วตั้งคณะทำงานทำด้านต่างๆ มา 5 คณะ แต่สุดท้ายคุณอภิสิทธิ์ไปคิดแค่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ 2-3 มาตรา แล้วยุบสภาโดยคิดว่าตัวเองจะชนะ คิดว่าตัวเองจะได้เปรียบ ถ้าตอนนั้นคุณอภิสิทธิ์รู้จักเชื่อมโยง เอาทั้งหมดมาคุยกันว่าทิศทางปฏิรูปประเทศจะเป็นอย่างไร ทำให้สอดคล้องกัน แล้วตั้ง ส.ส.ร. (สภาร่างรัฐธรรมนูญ) มาเขียนรัฐธรรมนูญก็จะแก้ปมเรื่องรัฐธรรมนูญมาจากคณะรัฐประหารได้ คุณอภิสิทธิ์คิดแต่เรื่องการเมืองและการเข้าสู่อำนาจ ไม่สนใจคณะอื่นเลย นี่จึงเป็นคำตอบว่านักการเมืองสนใจแต่การเลือกตั้ง และการเข้าสู่อำนาจแบบเดิม เป็นเหตุให้การเมืองล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำอีก วิธีการแบบนี้จะไปไม่ได้ ถ้าไม่มีการปฏิรูปประเทศไทย"
ถ้ามีการปฏิรูปประเทศ ย่อมปฏิรูปพรรคการเมืองไปด้วย ต้องแก้ปัญหาเรื่องการผูกขาด คดีคอร์รัปชั่นต้องไม่มีอายุความ ให้ประชาชนสามารถฟ้องศาลได้โดยตรง ตั้งกองทุนคอร์รัปชั่น ใช้เรื่องระบบภาษีจัดการกับคนทุจริตคอร์รัปชั่น และต้องติดคุก รวมทั้งมีระบบตรวจสอบผู้นำเหล่าทัพเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น
ส่วนการเลือกตั้ง พิภพ บอกว่า ตามข้อเสนอของพันธมิตร คือ ให้ ส.ส.มาจากการเลือกตั้งที่มาจากทุกภาคส่วน และทุกสาขาอาชีพ โดยในแต่ละอาชีพให้นับจากที่มีการลงทะเบียน แล้วมาคำนวณว่าจะมี ส.ส.ได้กี่คน เช่น อาชีพหนึ่งพอคำนวณแล้วให้มี 5 คน ก็ให้สมัครเป็นบัญชีของอาชีพนี้ แล้วให้ประชาชนทั่วประเทศเป็นคนเลือก คนที่ได้คะแนน 5 อันดับแรก ก็ได้รับการเลือกตั้ง แบบนี้จะทำให้ได้ ส.ส.มาจากทุกสาขาอาชีพ เรื่องโหวตโนต้องให้มีผลทางกฎหมาย คือถ้าใครได้คะแนนน้อยกว่าโหวตโนจะต้องเลือกตั้งใหม่ และหากใครได้คะแนนไม่ถึงครึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องเลือกใหม่
"ที่สำคัญต้องไม่บังคับสังกัดพรรคการเมือง ไม่มีประเทศไหนในโลกกำหนดไว้อย่างนี้ แม้แต่สหรัฐอเมริกา ถือเป็นสิทธิของพลเมืองที่จะสังกัดหรือไม่สังกัดพรรคก็ได้ สมมุติว่ามี 10 พรรค แต่คุณไม่พอใจสักพรรค แต่อยากเข้าไปมีส่วนร่วม หรือถ้าคุณพอใจ แต่พรรคไม่ให้คุณลง นี่เป็นเรื่องการจำกัดสิทธิพลเมือง ระบบประชาธิปไตยต้องไม่มีฐานของการจำกัดสิทธิของพลเมือง"
พิภพ บอกอีกว่า วิธีที่พันธมิตรเสนอ แม้จะแก้ปัญหาซื้อเสียงไม่ได้ 100% แต่จะลดลง จะต้องใช้เงินมากขึ้น วิธีแก้การซื้อสิทธิขายเสียง ต้องทำให้ซื้อยากและลดลง ไม่ใช่ให้เป็นศูนย์ และแก้แค่นี้ก็ไม่สำเร็จ ต้องปฏิรูปเรื่องอื่นด้วย เพราะทุกเรื่องเชื่อมโยงกันหมด
"ตอนนี้จึงต้องขอความร่วมมือจากประชาธิปัตย์ในการกดดันให้เกิดการปฏิรูปการเมือง เพราะพบว่าลำพังพันธมิตรเคลื่อนไหว ถ้าองค์กรอื่นไม่เคลื่อนไหวทำงาน ก็ไม่สำเร็จ ต้องร่วมกันหลายทาง"
ส่วนที่พรรคระชาธิปัตย์ประกาศเดินเกม 2 ขานั้น พิภพ มองว่า จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเนื้อหา ที่สำคัญพรรคประชาธิปัตย์ต้องปฏิรูปตัวเองใหม่ ที่ผ่านมาไม่จริงใจในการสู้ทางการเมืองนอกสภา ถ้าวันนี้ยังฉวยโอกาส เล่นการเมือง 2 ขา ประชาธิปัตย์จะล้มเหลว
"แนวคิดในการปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องใหญ่ ทำได้ยาก แต่เชื่อว่าเมื่อเงื่อนไขมาถึง จะสามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าคิดไปถึงสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 มันก็ใหญ่มาก แต่มันจะเกิดได้เมื่อเงื่อนไขมาถึง"
อดีตแกนนำพันธมิตร แสดงมุมมองถึงเรื่อง "เผด็จการรัฐสภา" ว่า เพิ่งเกิดในช่วงทักษิณเป็นนายกฯ สมัยที่ 2 จากเมื่อก่อนมีหลายพรรค ตอนนี้กำลังจะเป็นพรรคเดียว นี่คือจุดอ่อนของทักษิณ พอเป็นพรรคเดียวก็จะเป็นแบบสิงคโปร์ ซึ่งทักษิณก็พยายามให้เกิดพรรคเดียว
"คนไทยเพิ่งมาเรียนรู้ในสมัยทักษิณ ว่าเผด็จการรัฐสภา คืออะไร เมื่อก่อนผมยังเคยเถียงว่าเป็นเผด็จการรัฐสภาได้ยังไง เพราะมาจากการเลือกตั้งแล้วก็มาโหวต แต่ตอนนี้ชัดเจน คนเริ่มคิดแล้วว่าประชาธิปไตยแบบนี้ เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ เริ่มรู้แล้วว่าไม่ใช่"
พิภพ มองสภาพการเมืองต่อจากนี้ว่าจะเลวร้ายขึ้น ในสภาพการที่ประชาชนตื่นตัวขึ้น ไม่ว่า "เหลือง" หรือ "แดง" หรือทั้งไม่ใช่เหลือง-ไม่ใช่แดง
"การเมืองหลังจากนี้จะเลวร้ายขึ้นในสภาพการที่ประชาชนตื่นตัวขึ้น คุณว่าอะไรจะเกิดขึ้นล่ะ คำตอบมีอยู่แล้วในสมการ คือทักษิณจะถึงที่สุด จะถูกล้ม ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา ประชาชนยังไม่ตื่นตัวเท่าไหร่ แต่ไปตื่นตัวมากในส่วนนักศึกษา แต่วันนี้คนตื่นตัวไปทั่ว ตอนนี้คนพบแล้วว่าทักษิณไม่ได้ขจัดความเหลื่อมล้ำ คนที่เคยรักทักษิณ จะเริ่มเฉยแล้ว เริ่มไม่ออกมาปกป้องแล้ว"
ในช่วงท้าย พิภพกล่าวถึงสัจธรรมข้อหนึ่งว่า "จุดอ่อนของคนมีอำนาจ คือ ย่อมใช้อำนาจในทางที่ผิด"
..............
(หมายเหตุ : แกนนำพันธมิตรยุติบทบาทเพื่อ'เกิดใหม่' : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์รายงาน)



