ข่าว

วีรบุรุษกับทุรบุรุษ

วีรบุรุษกับทุรบุรุษ

30 ส.ค. 2556

วีรบุรุษกับทุรบุรุษ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล

               เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายโรเบิร์ต มูกาเบ ได้เข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีของซิมบับเว นับเป็นสมัยที่ 7 ของเขา ที่ดำรงตำแหน่งผู้นำของประเทศนี้ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลา 33 ปี นับตั้งซิมบับเวได้รับเอกราชจากอังกฤษ ในปี ค.ศ.1980 และด้วยวัย 89 ปี ในปัจจุบัน ทำให้เขาเป็นผู้นำที่มีอายุสูงที่สุดของแอฟริกาและของโลก
    
               โรเบิร์ต กาเบรียล มูกาเบ เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1924 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโททางกฎหมาย และวิทยาศาสตร์ รวมทั้งได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกกว่า 30 ใบ (แต่ก็ถูกถอดถอนไปหลายใบเหมือนกัน) มูกาเบ มีส่วนร่วมในการก่อตั้งขบวนการกู้เอกราชแห่งชาติของชาวพื้นเมืองผิวดำ ซึ่งต่อต้านคนผิวขาวกลุ่มน้อยที่ปกครองประเทศอยู่ก่อนหน้านั้น ซิมบับเวเป็นดินแดนที่อยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ระหว่างแอฟริกาใต้กับแซมเบีย มีพื้นที่ประมาณ 3.9 ตร.กม. ประชากรประมาณ 13 ล้านคน ประกอบด้วยสองเผ่าใหญ่ คือ โชนา ร้อยละ 82 และนดีบีลี ร้อยละ 14 ผิวขาว ร้อยละ 1 ที่เหลือเป็นคนผิวดำเผ่าต่างๆ และชาวเอเชีย
    
               ซิมบับเวมีชื่อเดิมว่า โรดิเซีย ซึ่งมาจากชื่อของนักธุรกิจชาวอังกฤษ ชื่อ เซซิล โรดส์ ซึ่งเป็นเจ้าของเหมืองเพชรในแอฟริกาใต้ และอังกฤษได้เข้าปกครองดินแดนแห่งนี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1923 แต่มอบอำนาจให้ปกครองตนเอง โดยอังกฤษจะควบคุมเฉพาะเรื่องการต่างประเทศและการป้องกันประเทศ ต่อมาโรดีเซียถูกปกครองโดยรัฐบาลคนผิวขาว ซึ่งมีจำนวนเพียงร้อยละ 4 ของประชากรในเวลานั้น แต่ครอบครองพื้นที่เกษตรกรรมร้อยละ 75 ของประเทศ อย่างไรก็ตาม คนผิวขาวก็มีบทบาทสำคัญด้านเศรษฐกิจของประเทศ ผลักดันให้โรดิเซียได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของทวีปแอฟริกา มีสินค้าออกทางการเกษตรเช่น ยาสูบ และข้าวโพด เป็นลำดับสองของโลก รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเป็นจำนวนมาก
    
               มูกาเบ ได้ร่วมกับชาวผิวดำในการเรียกร้องเอกราชมาตั้งแต่ยุค 1960 โดยเขาได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหภาพประชาชาติแอฟริกันซิมบับเว เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลคนผิวขาวกลุ่มน้อยของ นายเอียน สมิธ เขาเคยถูกจับกุมคุมขังเป็นเวลา 10 ปี จากค.ศ.1964-1974 เมื่อได้รับการปลดปล่อยตัว ก็ได้หลบหนีไปตั้งกองกำลังจรยุทธ์ซิมบับเว ในโมซัมบิก ระหว่างปี 1975-1979 ซึ่งทำให้เขาได้รับการยกย่องจากชาวแอฟริกันเป็นอย่างมาก และมีชัยเหนือพรรคการเมืองของคนผิวขาวในการเลือกตั้งในซิมบับเว ในปี 1980
    
               เมื่อก้าวขึ้นมาปกครองประเทศ มูกาเบดำเนินนโยบายทางการเมืองและเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นด้านประชานิยมและแก้แค้นคนผิวขาว ด้วยการยึดที่ดินของชาวผิวขาว 75 เปอร์เซ็นต์ของประเทศมาแจกจ่ายแก่ประชาชน ขับไล่ชาวผิวขาว 4,000 คน หรือแทบทั้งหมดออกนอกประเทศ ยึดโรงงานและบริษัทของคนผิวขาวเป็นของรัฐ ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจชะงักงัน เพราะขาดทั้งบุคลากรเงิน ทุนและระบบการผลิต การบริหารจัดการ ที่ดี เมื่อประสบปัญหาเรื่องขาดดุลงบประมาณ ธนาคารชาติก็พิมพ์ธนบัตรออกมาเพิ่มอย่างไม่อั้น ผลก็คือภาวะเงินเฟ้อ ค่าเงินตกต่ำ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนก็พลอยตกต่ำตามไปด้วย ปัจจุบันนี้ซิมบับเวมีอัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 516 ล้านล้านล้านต่อปี ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี
    
               นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 80 อยู่ในสภาพที่ว่างงาน ขาดแคลนทั้งอาหาร น้ำมันเชื้อเพลิง ไฟฟ้า น้ำประปา น้ำสะอาด และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ประชากรร้อยละ 10 อพยพออกนอกประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ เป็นเหตุให้ระบบสาธารณสุขของประเทศล่มสลาย และที่หนักไปกว่านั้นก็คือ ประชากรร้อยละ 20 ติดเชื้อเอชไอวี
    
               สำหรับตัวมูกาเบเองนั้น ได้รับการประณามจากโลกตะวันตกว่า เป็นหนึ่งในผู้นำที่เลวร้ายที่สุดของโลกปัจจุบัน อยู่ในกลุ่มเดียวกับผู้นำของซีเรีย และเกาหลีเหนือ ฯลฯ
    
               ครับ อำนาจเป็นสิ่งเสพติด และทำให้คนที่เคยเป็นวีรบุรุษที่ได้รับการสดุดี กลายเป็นทุรบุรุษที่มีแต่คำประณามได้เช่นเดียวกับมุกาเบนี่แหละครับ