ข่าว

'อิสราเอล'เครียด!'มะกัน'ส่อถล่ม'ซีเรีย'

'อิสราเอล'เครียด!'มะกัน'ส่อถล่ม'ซีเรีย'

29 ส.ค. 2556

ชาวอิสราเอล เครียดและตื่นตระหนกต่อความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะโจมตีซีเรีย ขณะที่หน้ากากกันแก๊สไม่พอแจก

 

                         29 ส.ค. 56  การขาดแคลนหน้ากากกันแก๊ส ส่งผลให้เกิดการจลาจลย่อยๆ ในกรุงเยรูซาเล็มของอิสราเอล จากการที่บรรดาแม่ๆ ที่ตื่นตระหนก และไม่สามารถหาซื้อได้ ขณะที่อิสราเอล เตรียมพร้อมรับมือกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะใช้ปฏิบัตการโจมตีทางอากาศต่อซีเรีย ที่อาจนำไปสู่การโจมตีตอบโต้เข้าไปในอิสราเอลด้วย

                         ที่ศูนย์แจกจ่ายหน้ากากกันแก๊สที่สำนักงานไปรษณีย์ ในย่านฮาดาร์ มอลล์ ทางตะวันตกของกรุงเยรูซาเล็ม พบว่า ชาวอิสราเอลได้ฝ่าเทปสีเหลืองที่ถูกขึงเป็นแนวกั้นรักษาความปลอดภัย และยื้อแย่งกันหยิบกล่องบรรจุอุปกรณ์ป้องกันของรัฐบาล ซึ่งโฆษกของสำนักงานไปรษณีย์ถึงกับออกปากว่า เป็นการจู่โจมที่รุนแรงต่อความสงบเรียบร้อย จนต้องเรียกตำรวจเข้าไปช่วยปรามฝูงชน

                         หญิงแม่ลูกอ่อนคนหนึ่ง ได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง เมื่อพบว่า หน้ากากกันแก๊สถูกแจกไปหมดแล้ว เธอบอกว่า พวกเขาเตือนเรื่องความเป็นไปได้ที่จะถูกโจมตี แต่กลับไม่มีหน้ากากให้ ด้านทางการได้รายงานความต้องการที่เพิ่มขึ้น และประชาชนไปเข้าแถวยาวเพื่อขอรับหน้ากากกันแก๊สฟรี ขณะที่สหรัฐและชาติพันธมิตรตะวันตก ต่างสนับสนุนให้ใช้ปฏิบัติการโจมตีซีเรีย หลังเกิดเหตุใช้แก๊สพิษโจมตีบริเวณชานกรุงดามัสกัส เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และรัฐบาลซีเรียได้ปฏิเสธความรับผิดชอบในเหตุโจมตีที่เกิดขึ้น ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนหลายร้อยคน รวมทั้งผู้หญิงและเด็ก

                         คณะผู้ตรวจสอบอาวุธของสหประชาชาติ ได้เข้าไปตรวจสอบหลายพื้นที่่ เพื่อหาข้อสรุปให้ได้ว่ามีการใช้อาวุธต้องห้ามหรือไม่ แต่สหรัฐและพันธมิตร ระบุว่า จากข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยข่าวกรองได้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ใช้อาวุธเคมี ทำให้รัฐบาลอิสราเอลต้องเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับความเป็นไปได้ว่าจะถูกโจมตีตอบโต้จากซีเรีย แต่ก็บอกว่าไม่ให้ตื่นตระหนกจนเกินไป

                         นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู บอกว่า ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่ขณะเดียวกัน เราได้เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น และกองทัพได้สั่งทหารกองหนุน ไปประจำการที่บริเวณชายแดนทางตอนเหนือ

                         ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า ปัจจุบัน มีหน้ากากเพียง 60 เปอร์เซ็นต์ สำหรับประชากร 7.7 ล้านคน และต้องใช้เวลาถึง 2 ปี ถึงจะมีหน้ากากเพียงพอสำหรับประชาชนทุกคน ทำให้ฝ่ายค้านโจมตีรัฐบาลผสมของนายเนทันยาฮูอย่างหนักในเรื่องนี้ ในระหว่างการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถ้าเป็นการโจมตีด้วยอาวุธตามแบบ อิสราเอลนั้นมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะรับมือ แต่ถ้าเป็นการโจมตีด้วยอาวุธที่ไม่ใช่ตามรูปแบบ ก็ไม่แน่ว่าอิสราเอลจะรับได้หรือไม่

                         อิสราเอลมีความทรงจำที่ยาวนาน เมื่อครั้งสงครามอ่าวเปอร์เซีย ตอนที่ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรักใน ขณะนั้น ได้โจมตีอิสราเอลด้วยขีปนาวุธสกั๊ด ขณะที่พลเมืองต่างซ่อนตัวอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า "เซฟ รูมส์" ด้วยความหวังว่า แผ่นพลาสติกขนาดใหญ่และปิดผนึกด้วยเทปกาวจะช่วยป้องกันพวกเขาจากอาวุธเคมีหรือชีวภาพได้ และด้วยการเรียกร้องจากสหรัฐ เพื่อคงไว้ซึ่งความร่วมมือจากนานาชาติ โดยเฉพาะอาหรับ ทำให้อิสราเอลไม่ได้ตอบโต้อิรัก แต่นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูและบรรดานายพล ต่างแสดงท่าทีชัดเจนว่า พวกเขาจะไม่อยู่เฉยอีก ถ้าถูกซีเรียหรือเฮซบุลเลาะห์ ซึ่งเป็นกองกำลังที่อิหร่านสนับสนุนโจมตี

                         แต่จากรายงานข่าวกรองทางทหาร พบว่า ซีเรียจะไม่โจมตีอิสราเอล เพื่อตอบโต้ที่ถูกสหรัฐโจมตี ซึ่งในปีนี้ เครื่องบินรบอิสราเอลถล่มซีเรีย 2 ครั้งแล้ว ในเดือนมกราคม และพฤษภาคม เพื่อพยายามขัดขวางการลำเลียงอาวุธจากในซีเรียไปให้เฮซบุลเลาะห์ ที่มีฐานอยู่ในเลบานอน และซีเรียก็ไม่ได้ตอบโต้แต่อย่างใด ด้าน ส.ส.อิหร่าน ได้เตือนว่า การโจมตีต่อซีเรียจะส่งผลให้อิสราเอลโดนตอบโต้ด้วย ซึ่่งทำให้ชาวอิสราเอลวิตกและเครียดกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการไม่มีหน้ากันแก๊สไว้ป้องกันตัว

 

 

'โอบามา' ย้ำ 'ซีเรีย' ใช้อาวุธเคมีจริง

 

                         ประธานาธิบดีโอบามา ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์พีบีเอส ระบุว่า สหรัฐได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วว่า ซีเรียใช้อาวุธเคมีโจมตีในย่านชุมชนในกรุงดามัสกัสเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจริง และประเทศใดที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยอาวุธเคมีที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐ สมควรได้รับการตอบโต้จากนานาชาติ แต่เขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะใช้วิธีการแทรกแซงทางทหาร ถึงอย่างนั้นเขาก็ส่งสัญญาณเป็นนัยว่า หากสหรัฐโจมตีจริง ก็มีเป้าหมายเพื่อส่งสัญญาณถึงประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด เพื่อขัดขวางการใช้อาวุธเคมีครั้งใหม่ และบอกว่าสหรัฐไม่เห็นด้วยที่จะปล่อยให้ความขัดแย้งในซีเรียยืดเยื้อโดยไม่มีที่สิ้นสุด

                         แม้โอบามา ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับหลักฐานใดๆ แต่รัฐบาลเตรียมเผยแพร่ข่าวกรองชั้นความลับเกี่ยวกับหลักฐานที่ยืนยันชัดเจนอย่างปฏิเสธไม่ได้ว่าซีเรียใช้อาวุธเคมี

                         ขณะที่กำหนดการประชุมลับของ 5 ชาติสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อพิจารณาญัตติของอังกฤษที่ขออำนาจใช้กำลังทหารเพื่อยับยั้งการใช้อาวุธเคมีในซีเรีย ต้องถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากรัสเซียและจีนที่เป็นพันธมิตรของซีเรียไม่เห็นด้วย รัสเซียบอกว่า การลงมติใดๆ ควรมีขึ้นหลังได้รับรายงานจากผู้เชี่ยวชาญอาวุธเคมีของยูเอ็นที่เข้าไปเก็บหลักฐานในซีเรียขณะนี้

                         ส่วนที่มีข่าวว่า สหรัฐอาจเริ่มการโจมตีทางทหารต่อซีเรียอย่างเร็วในวันพฤหัสบดีนี้และใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศด้วยขีปนาวุธนาน 3 วันนั้น ยังไม่มีความชัดเจน เพราะทีมผู้ตรวจสอบอาวุธจากยูเอ็นคาดว่าจะออกจากซีเรียในวันเสาร์ และซีเรียได้ขอให้ทีมดังกล่าวขยายเวลาภารกิจออกไป ซึ่งสหรัฐไม่เห็นด้วยเพราะมองว่าเป็นแผนซื้อเวลาของซีเรีย

                         ขณะที่ผลโพลล์พบว่ามีชาวอเมริกันเพียงส่วนน้อยที่สนับสนุนให้สหรัฐใช้กำลังทหารโจมตีซีเรีย และสภาผู้แทนราษฎรขอคำชี้แจงจากรัฐบาลถึงเป้าหมายของการโจมตี และโอกาสที่จะขยายปฏิบัติการมากกว่านี้ พร้อมกับติติงว่ายังไม่มีการปรึกษาหารือและคำชี้แจงเพียงพอให้สภาคองเกรส และประชาชนสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร  ล่าสุดเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว กระทรวงกลาโหม และกระทรวงต่างประเทศจะสรุปสถานการณ์ให้คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาทางโทรศัพท์ในเย็นวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น

 

 

'จอร์แดน' หวั่นถูกล้างแค้น ลั่นไม่ยอมเป็นฐานให้ใช้ปฏิบัติการโจมตี 'ซีเรีย'

 

                         จอร์แดน ประกาศว่า จะไม่ยอมให้ใช้แผ่นดินเป็นฐานในการโจมตีซีเรีย และต้องการให้ใช้การแก้ปัญหาทางการทูตเพื่อยับยั้งวิกฤติที่เกิดขึ้น โดยนายโมฮัมหมัด โมมานี่ รัฐมนตรีข่าวสาร ซึ่งดำรงตำแหน่งโฆษกของรัฐบาลจอร์แดนด้วย แถลงเมื่อวันพุธว่า ปฏิบัติการโจมตีซีเรียภายใต้การนำของสหรัฐ เพื่อตอบโต้การใช้อาวุธเคมีของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ซึ่งจะมีการใช้ขีปนาวุธที่ยิงจากทะเลด้วยนั้น ไม่เป็นจำต้องอาศัยดินแดนของจอร์แดนแต่อย่างใด

                         ถ้อยแถลงของจอร์แดน ได้เน้นย้ำให้เห็นว่า ชาติพันธมิตรของสหรัฐแห่งนี้ พยายามจะหลีกเลี่ยงความบาดหมางกับประเทศที่มีขนาดใหญ่กว่าอย่างซีเรีย เพราะกลัวการตอบโต้จากซีเรีย หรืออิหร่าน ที่เป็นพันธมิตรรายใหญ่ของซีเรีย และยังมีขึ้นในวันเดียวหลังจากจอร์แดน เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมของบรรดาผู้บัญชาการทหารจากประเทศตะวันตกและตะวันออกกลาง ซึ่งรวมทั้งประเทศที่มีแนวโน้มจะเข้าร่วมการใช้ปฏิบัติการทางทหารด้วย

                         เมื่อวันอังคาร พลเอกมาร์ติน เดมพ์ซีย์ ประธานเสนาธิการทหารร่วมของสหรัฐ ได้พบกับตัวแทนจากชาติอาหรับและตะวันตก เพื่อหารือกันถึงแนวทางในการเพิ่มการรักษาความปลอดภัยให้กับบรรดาเพื่อนบ้านของซีเรีย เพื่อรับมือกับความเป็นไปได้ที่จะถูกโจมตีจากซีเรียด้วยอาวุธเคมี หรืออื่นๆ ขณะที่เหล่าเสนาธิการทหารของจอร์แดน , ซาอุดิอาระเบีย , กาตาร์ , ตุรกี , อังกฤษ , เยอรมนี , ฝรั่งเศส , อิตาลี และแคนาดา ได้เข้าร่วมการหารือด้วย

                         สถานีวิทยุของทางการซีเรีย รายงานอ้างความเห็นของนักวิเคราะห์การเมืองคนหนึ่ง ที่กล่าวตำหนิจอร์แดนว่า ให้ความร่วมมือในการรุกรานภายใต้การนำของสหรัฐ ด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม

                         จอร์แดน ต้องรับผู้อพยพจากซีเรียหลายแสนคน และเมื่อวันพุธ ผู้แทนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า แต่ละวันมีชาวซีเรียข้ามไปยังจอร์แดนประมาณ 200 คน แต่ไม่พบว่ามีคนที่มาจากบริเวณที่ถูกระบุว่าถูกโจมตีด้วยแก๊สพิษแต่อย่างใด

 

 

'ซีเรีย' ประกาศใช้ปฏิบัติการกามิกาเซ่โจมตีศัตรูผู้รุกราน

 

                         ผู้เชี่ยวชาญทางทหารหลายคน เตือนว่า การใช้ขีปนาวุธโจมตีซีเรีย อาจจะทำให้เกิดวินาศกรรมบนแผ่นดินสหราชอาณาจักรและต่างประเทศ และจะบังเกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ตามมาอีกมาก ขณะอิสราเอล ได้เตรียมมาตรการปลอดภัยไว้ก่อน ที่รวมถึงเพิ่มระบบป้องกันขีปนาวุธ และแจกหน้ากากกันแก๊สพิษให้ประชาชนจนเกิดการขาดแคลน

                         บรรดานายอดีตนายพลของกองทัพอังกฤษ รวมถึงผู้บัญชาการสมัยสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรกต่างเตือนว่า อังกฤษกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเดินเข้าสู่สงครามอย่างเต็มรูปแบบ จากการยิงขีปนาวุธโจมตีซีเรีย และการโจมตีระบอบที่อำมหิตของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด อาจเป็นการยั่วยุให้เกิดการโจมตีตอบโต้ทั้งในและต่างประเทศ

                         ชาติพันธมิตรภายใต้การนำของสหรัฐ อังกฤษ และฝรั่งเศส กำลังเตรียมที่จะลงโทษประธานาธิบดีอัสซาด ด้วยข้อหาใช้แก๊สพิษโจมตีพลเรือนผู้บริสุทธิ์จนเสียชีวิตไปหลายร้อยคน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งบรรดาผู้บัญชาการทหาร ต่างเห็นชอบที่จะให้โจมตีโครงสร้างทางทหารที่สำคัญ รวมทั้งฐานทัพอากาศ , คลังแสง และศูนย์กลางการคมนาคมสื่อสาร โดยใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลที่ยิงจากเรือรบ หรือเรือดำน้ำ ที่แล่นอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

                         เป้าหมายของการโจมตี คือการยับยั้งไม่ให้ประธานาธิบดีอัสซาด ใช้อาวุธเคมี และเพิ่มความลำบากให้กับเขาในการหวนไปใช้อีกในอนาคต แต่บรรดานายพลต่างวิตกว่า นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน และผู้นำชาติพันธมิตร อาจจะทำให้สถานการณ์สงครามกลางเมืองในซีเรียลุกลามไปสู่ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือความบาดหมางกับรัสเซีย พันธมิตรสำคัญของซีเรีย

                         ประธานาธิบดีอัสซาด อาจถูกยั่วยุให้โจมตีตอบโต้ไปที่ฐานทัพอังกฤษในไซปรัส และการโจมตีด้วยขีปนาวุธอาจจะกระตุ้นให้พวกหัวรุนแรงก่อวินาศกรรมนองเลือดบนถนนในอังกฤษ

                         ลอร์ด เวสต์ อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรือ บอกว่า ควรจะพยายามโน้มน้าวให้รัสเซียกับจีน ร่วมกันประณามรัฐบาลซีเรียเรื่องการใช้แก๊สพิษ ในมติแก้ปัญหาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติให้ได้ก่อน

                         ลอร์ด เวสต์ ยังเตือนเรื่องการใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อซีเรียต่อไปว่า จะเพียงพอที่จะหยุดผู้นำซีเรียหรือไม่ ถ้าเขาบ้าพอที่จะใช้อาวุธเคมีทำร้ายประชาชนของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง เขาจะทำอะไรต่อไป ถ้าพันธมิตรโจมตีซีเรีย ซึ่งอาจจะบ้าถึงขั้นโจมตีฐานทัพที่ไซปรัส ตามด้วยพันธมิตรขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต้ หรือโจมตีอธิปไตยของอังกฤษ ซึ่งเป็นสงครามเต็มรูปแบบ และพวกนักการเมืองจะต้องคิดป้องกันให้ได้ก่อน

                         ลอร์ด ดันนัทท์ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารอังกฤษในสงครามโคโซโว เมื่อปี 2542 บอกว่า การเข้าแทรกแซงสถานการณ์ในซีเรีย อาจยิ่งกระพือความขัดแย้งและทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ขณะที่นายพลบางคน มองว่า อันตรายที่จะตามมาคือการตอบโต้จากรัฐบาลซีเรีย และประชาชนในโลกอาหรับก็จะประณามว่า ตะวันตกถล่มตะวันออกกลางอีกแล้ว

                         นายกรัฐมนตรีวาเอล อัล-ฮัลกี ของซีเรีย ได้ตอบโต้เรื่องการใช้ปฏิบัติการทางทหารเข้าแทรกแซงของชาติตะวันตก ด้วยการเตือนว่า ซีเรียจะกลายเป็นหลุมศพขนาดใหญ่ของผู้รุกราน ส่วนบรรดาผู้บัญชาการกองทัพ ได้ประกาศว่า ประธานาธิบดีอัสซาด อาจใช้นักบินกามิกาเซ่เล่นงานกองกำลังชาติตะวันตก

                         หนังสือพิมพ์การ์เดียน รายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ทางการซีเรียว่า ถ้าสหรัฐหรืออังกฤษโจมตีซีเรียเมื่อใด กองทัพซีเรียก็มีกองกำลังพลีชีพราว 8 พันคน ที่พร้อมจะสละชีพเพื่อสอยเครื่องบินรบของศัตรู และตัวเขาเองก็ยืนยันว่าพร้อมจะระเบิดตัวเองเพื่อทำลายเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐ เพื่อขัดขวางไม่ให้โจมตีประเทศและประชาชนชาวซีเรีย

 

 

'นายกฯผู้ดี' เจอแรงกดดันให้ชะลอแผนการโจมตี 'ซีเรีย'

 

                         นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน เจอเสียงทัดทานจากพรรคแรงงาน ที่เป็นพรรคฝ่ายค้านที่ต้องการให้รัฐสภามีโอกาสได้ตรวจสอบมากขึ้นเกี่ยวกับแผนการใช้กำลังทหารโจมตีซีเรีย เพื่อลงโทษกรณีรัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วนในพรรคอนุรักษ์นิยมของนายคาเมรอน ประกาศด้วยว่าจะยกมือคัดค้านเรื่องนี้ในการอภิปรายเพื่อลงมติในวันนี้

                         ก่อนหน้านี้รัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะไม่รอผลการตรวจสอบอาวุธเคมีของผู้เชี่ยวชาญจากสหประชาชาติที่มีกำหนดเสร็จสิ้นภารกิจในวันเสาร์นี้ และนายวิลเลียม เฮก รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ บอกว่า ไม่อาจปล่อยให้กระบวนการทางการทูตที่เป็นอัมพาตเป็นเกราะป้องกันสำหรับผู้กระทำผิดในการก่ออาชญากรรมใช้อาวุธเคมีสังหารประชาชน

                         แต่ต่อมาฝ่ายการเมืองของคาเมรอน และพรรคฝ่ายค้านได้หารือร่วมกันและตกลงว่าจะรอผลสรุปการตรวจสอบอาวุธเคมีของยูเอ็นก่อน และญัตติที่จะมีการออกเสียงเห็นชอบในสภาวันนี้กำหนดว่า คณะมนตรีความมั่นคงของยูเอ็นจะต้องมีเวลาได้พิจารณารายงานสรุปของผู้ตรวจสอบอาวุธ และใช้ความพยายามทุกวิถีทางในการออกมติร่วมกันสนับสนุนการใช้กำลังทหารก่อนจะมีปฏิบัติการใดๆ หลังจากนั้นเมื่อทราบผลการตรวจสอบแล้ว สภาผู้แทนราษฎรค่อยจัดการลงมติในภายหลังซึ่งอาจเป็นสัปดาห์หน้าว่าจะมีการใช้กำลังทหารกับซีเรียหรือไม่

                         ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นของยูกอฟ พบว่า ชาวอังกฤษ 50% คัดค้านการโจมตีด้วยขีปนาวุธต่อซีเรีย และเพียง 25% ที่สนับสนุน นอกจากนี้มีชาวอังกฤษหลายร้อยคนชุมนุมประท้วงที่ถนนดาวนิ่งสตรีทในกรุงลอนดอนเมื่อวาน เพื่อเรียกร้องไม่ให้ใช้วิธีการแทรกแซงทางทหารต่อซีเรียเหมือนที่ทำกับอิรัก อัฟกานิสถาน และลิเบีย และคาดว่าจะมีประชาชนออกมาชุมนุมตามท้องถนนเพิ่มขึ้นอีกเพื่อคัดค้านสงคราม

 

 

เผยภาพ 'เหยื่อ' ต้องสงสัยถูกโจมตีด้วยระเบิดนาปาล์ม-ระเบิดฟอสฟอรัสขาว

 

                         ฝ่ายกบฏในซีเรีย อ้างว่า ฝ่ายรัฐบาลใช้ระเบิดนาปาล์มและระเบิดฟอสฟอรัสขาว โจมตีพลเรือนในเมืองอาเล็ปโป ขณะที่ตุรกี ส่งเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์เข้าไปช่วยล้างพิษให้เหยื่ออาวุธเคมี และเจ้าหน้าที่สืบสวนของสหประชาชาติ ได้ข้ามแนวหน้าของซีเรียเข้าไปยังพื้นที่ของฝ่ายกบฏในวันนี้เช่นกัน

                         ภาพล่าสุด ที่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ระบุว่า มีการใช้ระเบิดฟอสฟอรัสและระเบิดนาปาล์มโจมตีพลเรือนในเมืองอาเล็ปโป เมื่อวันจันทร์ และเป็นช่วงเดียวกับที่ตุรกี ส่งทีมบรรเทาทุกข์ที่่ผ่านการอบรมมาเป็นพิเศษ เข้าไปล้างสารพิษให้กับเหยื่ออาวุธเคมี และตรวจสอบว่าเป็นสารเคมีชนิดใด หลังมีการใช้แก๊สพิษถล่มชานกรุงดามัสกัส เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

                         ตุรกี ซึ่งมีพรมแดนติดกับซีเรีย ได้รับผู้อพยพไว้ราว 5 แสนคนที่หนีภัยความขัดแย้งในซีเรีย ที่ยาวนานถึง 2 ปีครึ่ง และคาดว่าจะหลั่งไหลเข้ามาอีกหลังการโจมตีของชาติตะวันตก ส่วนผู้อพยพจำนวนมากที่ข้ามพรมแดนไปยังตุรกีในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ผ่านทางเมืองซิลเวโกซู ที่เป็นพรมแดนด้านที่ติดกับเมืองอาเล็ปโปของซีเรีย มีสภาพเหมือนถูกไฟลวก และกำลังถูกทดสอบว่าโดนอาวุธเคมีด้วยหรือไม่

                         เจ้าหน้าที่ระดับสูงของตุรกี ระบุว่า ได้ยินเรื่องการใช้ฟอสฟอรัส แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีคนที่ถูกสารเคมีเดินทางข้ามพรมแดนไปยังตุรกีหรือไม่ ด้านเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอาวุธของสหประชาชาติ ได้ข้ามไปยังฝั่งของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย เพื่อตรวจสอบพื้นที่ที่ถูกโจมตีด้วยแก๊สพิษ

 

 

'ผู้นำซีเรีย' กร้าว ! จะปกป้องปท.จากการรุกราน

 

                         สำนักข่าว SANA ของทางการซีเรีย รายงานอ้างคำกล่าวของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ของซีเรียว่า ซีเรียจะป้องกันตัวเองจากการรุกรานใดๆ ซึ่งความเห็นของเขามีขึ้นท่ามกลางความคาดหมายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่า บรรดาชาติมหาอำนาจตะวันตกจะร่วมกันใช้ปฏิบัติการทางทหารลงโทษซีเรีย เพื่อตอบโต้ต่อข้อสงสัยที่ว่า รัฐบาลซีเรียใช้แก๊สพิษโจมตีพื้นที่่ใกล้ชานกรุงดามัสกัส เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งกลุ่มแพทย์ไร้พรมแดน ระบุว่า แก๊สพิษคร่าชีวิตประชาชนไป 335 คน

                         ด้านสำนักข่าวอินเตอร์แฟ็กซ์ ของรัสเซีย รายงานว่า รัสเซียได้ส่งเรือปราบเรือดำน้ำ และเรือลาดตระเวนติดขีปนาวุธ เข้าไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ขณะที่แหล่งข่าวในกองทัพ ระบุว่า การส่งเรือรบเข้าไปครั้งนี้ เป็นแผนประจำการเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ทราบกันเป็นอย่างดี ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในซีเรีย

                         กองทัพเรือได้ปฏิเสธว่า การส่งเรือทั้ง 2 ลำเข้าไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไม่เกี่ยวกับซีเรีย โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสับเปลี่ยนเรือ แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีอีกเช่นกันว่า รัสเซียต่อต้านอย่างแข็งกร้าวต่อการใช้ปฏิบัติการทางทหารเข้าแทรกแซงซีเรีย ซึ่งนายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศ เชื่อว่า จะทำให้เสถียรภาพในภูมิภาคสั่นคลอนอย่างร้ายแรง และการโจมตีซีเรียโดยปราศจากฉันทามติจากคณะมนตรีความมั่นคงเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

 

 

------------------------

(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)