
'อภิสิทธิ์'เสนอเลือกตั้งส.ว.กลุ่มจังหวัด
'อภิสิทธิ์'เสนอเลือกตั้งส.ว.กลุ่มจังหวัด หวั่นได้ส.ว.คนดีระดับจว.แต่เลวระดับชาติ 'สุเทพ'ซัดประธานถูกครอบงำ สภาผ่านมาตรา3ด้วย344ต่อ140เสียง
28ส.ค.2556 ในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข ในมาตรา 3 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวนำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้อภิปรายตามที่สงวนคำแปรญัตติไว้โดยเสนอให้มีการเลือกตั้ง ส.ว.เป็นกลุ่มจังหวัด เนื่องจากหวั่นว่าจะได้ส.ว.คนดีระดับจังหวัดแต่เป็นคนเลวระดับชาติ
ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ ให้เหตุผลว่า ประเทศที่มีสภาสูงที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพราะเขามีเหตุผลว่า สภาสูงทำหน้าที่แตกต่างจากสภาล่าง และสภาสูงส่วนใหญ่ไม่มีอำนาจเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน เขาจึงไม่ถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะอำนาจบทบาทคนละอย่างกับสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกากำหนดแนวคิดชัดว่า สภาล่างเป็นตัวแทนประชาชน แต่สภาสูงเป็นตัวแทนมลรัฐ เราต้องดูก่อนว่าบทบาทของวุฒิสภา ไม่ใช่บทบาทเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร อำนาจและการถอดถอนเป็นคนละเรื่องกับการไม่ไว้วางใจ การไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องการตรวจสอบเป็นหลัก แต่เรื่องถอดถอนเป็นเรื่องตัดสินว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมาย รัฐธรรมนูญ หรือประพฤติทุจริตคอร์รัปชั่นหรือไม่ ลักษณะการถอดถอนก็ไม่ใช่อำนาจเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร แต่อาจกึ่งๆ คล้ายๆ ตุลาการก็ได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การให้ ส.ว.มาจากสาขาอาชีพจะทำให้มีความหลากหลาย แต่ไม่เห็นด้วยที่ไปอนุญาตให้ดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ ทั้งนี้ ยอมรับว่าเราจะหาประเทศที่ให้มาจากการเลือกตั้งโดยไม่สังกัดพรรคการเมืองนั้น หายาก เพราะเรามีความผูกพันกับพรรคการเมือง และเราปฏิเสธอิทธิพลของพรรคการเมืองตรงนี้ไม่ได้ ตนเห็นด้วยที่แก้จำนวน ส.ว.จาก 150 เป็น 200 คน เพื่อมาถ่วงดุลกับสภาผู้แทนฯ แต่เมื่อเป็น 200 เรามากำหนดเขตเลือกตั้ง 5 คนไปเลย ให้ประชาชนเลือกได้เพียงคะแนนเดียว เพราะไม่เช่นนั้นถ้าพรรคมีอิทธิพลต่อการลงคะแนนเสียง จังหวัดไหนมี ส.ว. 1 คน ก็มีแนวโน้มเป็นไปตามฐานเสียงของพรรคการเมืองนั้น
"ผมเรียนรู้จากความล้มเหลวในอดีต ถามว่าทำไมท่านไม่เรียนรู้" นายอภิสิทธิ์กล่าว
สภาผ่านมาตรา3ด้วย344ต่อ140เสียง
เวลา 21.50 น. หลังจากสมาชิกอภิปรายจนครบแล้ว นายนิคม ไวยรัชพานิช ในฐานะประธานการประชุม ได้สั่งยุติการอภิปรายในมาตรา 3 จากนั้นขอมติในร่างมาตรา 3 โดยที่ประชุมได้ลงมติเห็นด้วย 344 เสียง ไม่เห็นด้วย 140 เสียง งดออกเสียง 32 เสียง และไม่ลงคะแนน 2 เสียง เห็นควรคงตามร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก
จากนั้นนายนิคมได้ขอมติในมาตรา 4 ทันที โดยอ้างเหตุผลว่า เนื่องจากมาตรา 3 เป็นการแก้ไขให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ฉะนั้นเมื่อที่ประชุมเห็นชอบให้มี ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง และยกเลิก ส.ว.สรรหา ขณะที่มาตรา 4 ให้ยกเลิกมาตรา 113 และมาตรา 114 ที่ว่าด้วยคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาแล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะอภิปรายและพยายามให้ที่ประชุมได้ลงมติ แต่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภา ได้ลุกขึ้นประท้วงไม่เห็นด้วย โดยระบุว่าเป็นการละเมิดสิทธิของสมาชิก อย่างไรก็ตามนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานการประชุม จึงสั่งพักการประชุมเมื่อเวลา 22.50 น. เพื่อไปพิจารณาต่อในวันที่ 30 ส.ค. เวลา 100 น.
"สุเทพ"ซัดประธานถูกครอบงำ
อย่างไรก็ตามในการพิจารณาก่อนหน้านี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ไม่เห็นด้วยที่จะให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง เนื่องจากอำนาจหน้าที่ของ ส.ว.นั้นมีความสำคัญ โดยเฉพาะอำนาจการแต่งตั้งบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานของรัฐ อาทิ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งองค์กรดังกล่าวตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องมีความเป็นอิสระ และปลอดจากฝ่ายการเมืองแทรกแซง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายสุเทพอภิปรายนั้น มีเหตุวุ่นวายขึ้น เมื่อนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภาให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้แก่ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม.ลุกขึ้นประท้วงการอภิปรายของนายสุเทพ แต่มีการทักท้วงจากนายสุรเชษฐ์ แวอาแซ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ว่า นายวิชาญไม่ยกมือประท้วง ดังนั้นตามข้อบังคับไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้ และขอเรียกร้องให้นายนิคมปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาอย่างเคร่งครัดด้วย ทำให้นายนิคมกล่าวขึ้นว่า ถ้าจะให้ตนใช้ข้อบังคับอย่างเคร่งครัดก็จะขอใช้ข้อที่ 44 ว่าด้วย ถ้าประธานเห็นว่าผู้ใดอภิปรายพอสมควรแล้วประธานจะให้ผู้นั้นยุติการอภิปรายได้
นายสุเทพ กล่าวตอบโต้ว่า “ใช้เลยครับ ใช้เลย ถ้าใช้ก็เท่ากับท่านประธานถูกครอบงำจากพวกท่าน ขอให้บอกสังคมด้วยว่า ผมทำผิดตรงไหน”
จากนั้นนายสุเทพได้ขอยุติการอภิปราย ด้านนายนิคม กล่าวว่า ขอให้นายสุเทพอภิปรายต่อไปได้ แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยนายสุเทพระบุว่า จะใช้สิทธิ์ในการอภิปรายในมาตรา 112 ต่อไป
เปิดศึก“นิพนธ์-สุทัศน์”ปะทะคารมเดือด
และได้เกิดการปะทะคารมขึ้น เมื่อนายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีต ส.ว.ปี 2543 ซึ่งเป็นชุดเลือกตั้งชุดแรก อภิปรายโจมตีวุฒิสภาชุดปี 2543 ว่าถูกแทรกแซงจากรัฐบาลชุดนั้น มีการรับเงินรับทอง เพื่อล็อบบี้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรอิสระ ขนาดตนยังต้องยอมถอนตัวจากการลงสมัครเป็นประธานวุฒิสภา หรือมีการบล็อกโหวตในหลายเรื่องจนสื่อมวลชนตั้งฉายาให้ว่าสภาทาส ซึ่งตนไม่อยากให้เกิดขึ้นอีกเพราะรู้สึกขมขื่นใจ ทำให้อดีตส.ว.ปี 2543 อาทิ นางนันทนา สงฆ์ประชา ส.ส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย พล.ต.อ.วิรุฬ พื้นแสน ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี ส.ส.เพชรบูรณ์ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงตอบโต้อย่างรุนแรง
นายสุทัศน์ กล่าวว่า สิ่งที่พูดทำให้เพื่อนส.ว.ยุคนั้นเสียหาย ตนยืนยันหรือให้สาบานตรงนี้ก็ได้ว่าไม่เคยรับเงินรับทองจากใคร ไม่เคยเป็นทาสใคร ที่บอกว่ามีการแทรกแซงผ่านเครือญาติอาจเป็นไปได้ แต่ถามว่าที่บอกให้เงิน ใครให้ใครรับอย่าพูดเป็นตุเป็นตะ แม้ที่ผ่านมาจะมีข่าวแต่ถามว่ามีหลักฐานหรือไม่ ขอท้าใครก็ได้ให้มาสาบานกัน ต้องใช้หลักกาลามาสูตร อย่าฟังแค่คำบอกเล่าแล้วมาถีบหัวส่งแบบนี้”
จากนั้นนายนิพนธ์พยายามยกเอกสารขึ้นมาอ่าน โดยอ้างว่าเป็นบทความจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่เขียนถึงสภาทาส แต่นายนิคมวินิจฉัยว่า ไม่ให้อ่าน เพราะไม่ใช่ต้นฉบับจริง เป็นเพียงการคัดลอกมาบางส่วนเท่านั้น ไม่มีที่มาที่ไป ไม่รู้ว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่



