ข่าว

รวบยกแก๊ง!โจรปล้นร้านทอง'ออโรร่า'

รวบยกแก๊ง!โจรปล้นร้านทอง'ออโรร่า'

28 ส.ค. 2556

รวบยกแก๊ง! โจรปล้นร้านทอง 'ออโรร่า' สาขาบิ๊กซีลาดพร้าว อีกคดี แก๊งทองคำแท่งยัดไส้อาละวาด ร้านทองโคราชเสียท่ารับซื้อสูญ 5 ล้านบาท

 

                        28 ส.ค.56 พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ร่วมกันแถลงข่าวผลตำรวจสืบสวนนครบาล และฝ่ายสืบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาล 4 (บก.น. 4) ชุดสืบสวนสน.โชคชัย จับกุมแก๊งปล้นร้านทองออโรร่า ในห้างบิ๊กซี ลาดพร้าว ช่วงค่ำวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้ผู้ต้องหา 3 คนคือ นายทวีโชค กนกสิงห์ อายุ 30 ปี คนใช้ปืนบุกเดี่ยวเข้าจี้ในวันเกิดเหตุ นายจักรณรงค์ มาสวัสดิ์ อายุ 24 ปี ทำหน้าที่ขี่รถจักรยานยนต์พามือปืนหลบหนีไปตามเส้นทางถนนเลียบด่วนรามอิน ทรา และ นายสุเทพ เนียมเส็ง อายุ 34 ปี ทำหน้าที่ขับรถยนต์รอรับนายทวีโชค พาหลบหนีออกต่างจังหวัด

                        ทั้งนี้สามารถยึดของกลางรถยนต์ฮอนด้า 1 คัน รถจักรยานยนต์ ที่ใช้หลบหนีในวันเกิดเหตุ สร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือจำนวน 56 เส้น น้ำหนักรวม 65.3 บาท คิดเป็นมูลค่า 1,200,000 บาท โดยติดตามจับกุมนายทวีโชค ตามหมายจับข้อหาชิงทรัพย์ได้ในพื้นที่ จ.แม่ฮองสอน ขณะกบดานซ่อนตัวหลบหนีการจับกุมโดยนำสร้อยทองคำที่ได้ใส่กระบอกไม้ใผ่ซุกซ่อนฝังดินไว้ จากนั้นขยายผลจับกุมเพื่อนร่วมขบวนการอีก 2 คนได้ในพื้นที่ ย่านรัชดาภิเษก กทม.โดยระหว่างสัมภาษณ์แถลงข่าวนายทวีโชค ไม่มีท่าทีสลดแต่อย่างใดโดยบอกว่า ตั้งใจที่จะทำก็ต้องยอมรับความผิด

                        จากการสอบสวนนายทวีโชครับสารภาพว่า ไม่ได้ทำอาชีพอะไรและวางแผนที่จะปล้นไว้ก่อนแล้วและตั้งใจที่จะทำผิดเพราะความชอบส่วนตัวคิดว่าการปล้นร้านทองง่ายกว่าการปล้นธนาคารโดยศึกษาวิธีการ ปล้นจากภาพยนต์ต่างๆทั้งไทยและต่างประเทศรวมถึงดูในเว็ปไซด์และยูทูปด้วย เหตุที่เลือกร้านทองนั้นคิดมาตลอดว่าง่ายต่อการลงมือและมาดูลาดเลาที่ร้านนี้ก่อนแล้วจึงชวนเพื่อนมาร่วมด้วยโดย ให้รออยู่ด้านหน้า ส่วนปืนนั้นเป็นของตัวเองเพราะปกติขายปืนทางเว็ปไซด์อยู่แล้วและคิดไว้ก่อน ว่าจะหนีไปไหน

                        "ตอนเข้าปล้นนั้นไม่ได้ตั้งใจจะยิงใครและไม่ได้ยิงใส่ร้านทองแต่ปืนลั่นเอง ช่วงที่กำลังเก็บทองใส่กระเป๋าหลังก่อเหตุและตั้งใจจะแบ่งทองให้เพื่อนบาง ส่วนและใช้หนี้ให้เพื่อนสองคนแต่ยังไม่ทันได้แบ่งให้เพราะต้องหลบหนีก่อน เหตุที่แต่งตัวแบบนั้นเพื่อต้องการตบตาตำรวจให้เกิดความสับสน จากนั้นก็หลบไปอยู่พัทยา 1 วันนำทองไปขายบางส่วนเอาเงินมาใช้จ่ายส่วนตัวและเดินทางต่อไป จ.แพร่ ก่อนจะไปซ่อนตัวที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน โดยนำทองยัดใส่กระบอกไม้ไผ่เดินเข้าไปฝังดินในป่า และคิดว่าจะหลบอยู่ในป่าสัก1ปีโดยจะตั้งแค๊มป์ก่อนสร้างบ้านไม้เล็กๆ รอเรื่องเงียบค่อยกลับมาเอาทองที่ซ่อนไว้ไปขายกิน" นายทวีโชค กล่าว

                        พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวว่า ช่วงเกิดเหตุต้องยอมรับว่าเป็นช่วงที่มีการระดมกำลังตำรวจนครบาลทั้งหมดมา ดูแลความสงบเรียบร้อยการชุมนุมช่วงที่มีการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง ทำให้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพียงพอในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน ประชาชน ทำให้คนร้ายฉวยโอกาสก่อเหตุดังกล่าวแต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนของเรา ก็สามารถติดตามจับกุมคนร้ายและของกลางคืนมาได้เกือบหมดโดยนายทวีโชคเป็นคน ร้ายที่ลงมือก่อเหตุตามภาพที่ปรากฎในกล้องวงจรปิดของร้านและในห้างใช้อาวุธ ปืนบุกเดี่ยวเข้าไปชิงทองภายในร้านทองออโรร่า สาขาชั้นใต้ดิน ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ลาดพร้าว กทม. ได้ทองรูปพรรณหนัก 60 กว่าบาทใส่กระเป๋าวิ่งหลบหนีไปซอยข้างห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ขึ้นรถจักรยายนต์ที่มีนายจักรณรงค์เป็นคนขับพาหลบหนีไปทางถนนเลียบด่วนราม อินทรา และเปลี่ยนเสื้อเพื่อไปยังจุดนัดพบที่ถนนเกษตรนวมินทร์มีนายสุเทพเป็นผู้รอ รับตัวพาหลบหนีไปโดยรถยนต์โดยทั้งหมดทำกันเป็นขบวนการและมีการวางแผนมาก่อนล่วงหน้า

                        ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ขออำนาจศาลอาญารัชดาภิเษก ออกหมายจับภาพคนร้ายตามกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งภายในร้าน เป็นชายไทยอายุประมาณ 25-35 ปี ผิวขาว สูง 170 เซนติเมตร โดยวันเกิดเหตุสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อน กางเกงขายาวสีเข้มทรงเดฟ รองเท้าหุ้มส้นสีดำลักษณะปลายยาว ใส่นาฬิกาสเตนเลสที่ข้อมือซ้าย สะพายกระเป๋าโน้ตบุ๊กสีดำ การแต่งกายค่อนข้างดีโดยเจ้าหน้าที่ได้แจกจ่ายภาพจากกล้องวงจรปิดไปทั่วพื้น ที่บช.น. และพื้นที่ต่างๆจนติดตามจับกุมได้ในที่สุดส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีข้อหา ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนและพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

คุมตัวโจรปล้นทองร้านออโรร่าทำแผน

 

                       เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.โชคชัย นำโดย พ.ต.อ.ธนวัตร วัฒนกุล ผกก.สน.โชคชัย พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน และฝ่ายปราบปรามกว่า 50 นาย คุมตัวนายทวีโชค กนกสิงห์ อายุ 30 ปี พร้อมเพื่อนที่ร่วมก่อเหตุอีก 2 ราย มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ร้านเพชรทองออโรร่า สาขาอิมพีเรียลเวิล์ลาดพร้าว ถ.ลาดพร้าว ซอย 81

                       โดยจุดแรกที่บุกเดี่ยวใช้อาวุธปืนเข้าไปก่อเหตุภายในร้านทองดังกล่าว ก่อนกวาดเอาทองคำหลบหนีไป โดยขณะกวาดเอาทองนั้นได้ทำปืนลั่น 1 นัด จุดที่สองคือจุดที่นายทวีโชคให้เพื่อนขับ จยย.มารับที่ด้านข้างห้างอิมพีเรียลเวิลด์ลาดพร้าว หรือบิ๊กซีลาดพร้าว ซอย 83 จุดที่สามภายในซอยย่อยซอยลาดพร้าว 83 ซึ่งอยู่ใกล้กับบิ๊กซี ห่างกันประมาณ 100เมตร เป็นจุดที่นายทวีโชคมานั่งดื่มกินอยู่ภายในร้านอาหารอีสานชื่อร้าน สารคามจิ้มจุ่ม กับเพื่อนอีก 2 คน ก่อนที่นายทวีโชคจะปลีกตัวไปก่อเหตุ แล้วย้อนกลับมานั่งกินต่ออีกสักพัก และจุดสุดท้ายบริเวณปากซอยลาดพร้าว 87 เป็นจุดที่นายทวีโชคให้เพื่อไปส่งที่ปากซอยแล้วแยกย้ายกันหนี

                       ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการทำแผนนายทวีโชคได้ให้การเพิ่มเติมว่า จริงๆแล้วก่อเหตุคนเดียว เพื่อนอีก 2 คนที่นัดมาวันนั้นไม่รู้เรื่องด้วย เพราะตนออกอุบายชวนเพื่อนรุ่นน้องทั้ง 2 ว่ามีเรื่องกับคนแถวนี้ ให้มาช่วยกระทืบคน โดยจะให้ค่าจ้างคนละ 4 หมื่นบาท ซึ่งจะโอนเงินให้ภายหลังก่อนจะก่อเหตุก็พามานั่งกินอาหารอีสานที่ร้าน สารคามจิ้มจุ่ม แล้วก็สั่งเบียร์มากิน พอกินได้ที่ ตนก็เริ่มตึงใจกล้า จึงตัดสินใจไปก่อเหตุใช้ปืนจี้ร้านทอง เพราะที่ผ่านมามีจินตนาการนึกภาพการปล้นมาตลอด โดยเฉพาะได้ดูภาพยนตร์ ดูวีดีโอต่างๆทางเน็ตเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ โดยลำดับภาพคิดไปเองว่าต้องทำอย่างไร ไปแบบไหน แล้วจะหนีวิธีไหน แต่ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า คิดอยากจะทำก็ทำเลย

                       “ที่จริงผมจะลงมือก่อเหตุก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นยังทำใจให้กล้าไม่ได้ แต่พอครั้งนี้กินเบียร์ย้อมใจเข้าไปก็ใจกล้าขึ้นมาทันที เพื่อน 2 คนก็ไม่รู้ ที่มานั่งกินพูดคุยกันที่ร้านลาบก็ไม่ได้พูดแผนการ พูดเรื่องทั่วไป ผมแค่อยากทำตามจินตนาการของผม ยืนยันว่าไม่มีหนี้สิน ไม่เล่นการพนัน ไม่ติดผู้หญิง ไม่เสพยาเสพติด วันเกิดเหตุผมยังมีเงินติดตัวเกือบหมื่นบาท แค่อยากเอาเงินไว้ใช้จ่ายส่วนตัวทั่วไป ทองที่ได้ไปก็ไม่ได้แบ่งใคร มีขายเป็นบางส่วนเพื่อใช้ระหว่างหลบหนี และที่เหลือก็ฝังดินไว้” นายทวีโชค กล่าวด้วยเสียงหนักแน่นหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส

                       ผู้สื่อข่ายรายงานว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้างดังกล่าวรายหนึ่งยอมรับในความนิ่งของผู้ต้องหา เนื่องจากวันเกิดเหตุตนพร้อมกำลัง รปภ.กว่า 10 คนพยายามตามตัวคนร้าย และหาเบาะแสช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และยังเข้าไปถามกลุ่มคนร้ายที่กำลังนั่งกินดิ่มกันที่ร้านสารคามจิ้มจุ่ม แต่วันนั้นมีการแจ้งรูปพรรณคนร้ายรวมถึงการแต่งกายที่คลาดเคลื่อน เพราะได้รับแจ้งมาว่าใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ซึ่งจริงๆแล้วคนร้ายใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน ตนก็ไม่ได้เอะใจ โดยคนร้ายรายนี้ยังตอบแบบใจเย็นว่า ไม่เห็นมีใครมีพิรุธวิ่งมาทางนี้หรือเข้ามาในร้านนี่เลยนะครับ

                       รปภ.คนเดิมยังบอกอีกว่า จากพฤติการณ์ที่คนร้ายก่อเหตุแล้วยังกลับไปนั่งดิ่มกินที่ร้านลาบใกล้ที่เกิดเหตุนั้น แสดงให้เห็นถึงความนิ่ง เยือกเย็น ไม่แสดงท่าทีพิรุธยิ่งกว่าโจรมืออาชีพ จะว่าไปแล้วก็น่าเจ็บใจหากข้อมูลไม่คลาดเคลื่อนคงจับกันได้ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุแล้ว

                       เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อคำรับสารภาพ หลังทำแผนประกอบคำรับสารภาพเสร็จได้คุมตัวไปสอบปากคำต่อที่ สน.โชคชัย ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 

ร้านทองโคราชผวา! แก๊งทองคำแท่งยัดไส้อาละวาด เสียท่ารับซื้อสูญ 5 ล.

 

                        วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา พ.ต.ท.ถาวร เหล่าโพธิ์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา ได้นำตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ 2 ราย ซึ่งประกอบไปด้วย นางวรนุช กันโต อายุ 44 ปี บ้านเลขที่ 13/2 หมู่ 7 ต.ไม้ดัด อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี และนางศิริพร จิตรติกรกุล อายุ 41 ปี บ้านเลขที่ 1 ซ.ท้าวสุร1 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อทำการสอบปากคำในคดีขายทองคำแท่งยัดไส้ให้กับร้านทองในตัวเมืองจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 4 แท่งๆละ 1 กิโลกรัม มูลค่าเงินกว่า 5 ล้านบาท โดย พล.ต.ต.องอาจ ผิวเรืองนนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ได้สั่งการ พ.ต.อ.วณัฐ อรรถกวิน รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เป็นผู้สอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย พร้อมกับได้เชิญผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของร้านทองมาให้ปากคำด้วย

                        ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีเจ้าของร้านทอง 2 ราย ภายในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ประกอบด้วย นายสุเทพ ณัฐกานตร์กนก ร้านทองกรุงเทพตราหัวใจคู่ และนางสาวภัทรียา รัตนศิริมณีเวทย์ ร้านทองไทเฮ้งล้งตาช้าง ได้เข้ามาแจ้งความว่า ได้มีลูกค้านำทองคำแท่งยัดไส้จำนวน 4 แท่ง มาขายให้กับร้านทองทั้ง 2 แห่งๆ ละ 2 แท่ง สูญเสียเงินไปกว่า 5 ล้านบาท โดยลูกค้ารายนี้นำมาขายให้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม และวันที่ 27 สิงหาคม วันละ 1 แท่ง ซึ่งทางร้านรู้สึกผิดปกติ จึงได้นำทองคำแท่งจำนวนหนึ่ง ไปเผาไฟด้วยความร้อนสูงกว่า 3,000 องศาเซลเซียส ปรากฏว่ามีสิ่งแปลกปลอมทะลุออกมาจากทองคำ จึงทราบว่าทองคำแท่งดังกล่าวมีการยัดไส้มา

                        ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา จึงได้ตามจับตัว 2 ผู้ต้องหามาได้ตามชื่อที่อยู่ซึ่งให้ไว้กับร้านทอง แต่ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ยังให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าซื้อทองคำแท่งมาจากร้านทองแห่งหนึ่งภายในจังหวัดนครราชสีมา โดยที่ไม่ทราบว่ามีการยัดไส้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะว่าผู้ต้องหาให้การวกไปวนมา และมีความผิดปกติหลายอย่าง จึงได้แจ้งข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ไว้ในเบื้องต้น

                        ทั้งนี้นายสุเทพ ณัฐกานตร์กนก เจ้าของร้านทองกรุงเทพฯ ตราหัวใจคู่ เปิดเผยว่า ทองคำแท่งที่ลูกค้ารายนี้นำมาขายให้ ถือว่ามีความแนบเนียนมาก ทั้งเนื้อทองคำ น้ำหนัก และเครื่องหมายต่างๆ โดยความหนาของทองคำแท้ที่เคลือบมานั้นคาดว่ามีน้ำหนักประมาณ 5 บาท แต่เมื่อทำเป็นทองคำแท่งน้ำหนัก 1 กิโลกรัม จะมีมูลค่าสูงถึง 1.4 ล้านบาท ซึ่งหากไม่ได้นำมาเผาไฟด้วยความร้อนสูงกว่า 3,000 องศาเซลเซียส ก็จะไม่มีทางรู้ได้ว่าเป็นทองคำแท่งยัดไส้ ดังนั้นครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่พบทองคำแท่งยัดไส้เช่นนี้ จึงอยากฝากเตือนไปยังร้านทองทั่วประเทศว่าให้ระมัดระวังไว้ หากพบสิ่งผิดปกติ ให้รีบตรวจสอบอย่างละเอียดทันที

                        ด้านนายชัยชนะ ประพฤทธิพงษ์ ประธานบริหารชมรมร้านทองนครราชสีมา กล่าวว่า ทองคำแท่งยัดไส้ที่ทำได้แนบเนียนเช่นนี้ เชื่อได้ว่าต้องมีโรงงานในการผลิต และน่าจะผลิตมาจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้กำลังเริ่มระบาดเข้ามาในประเทศไทย ดังนั้นตนจึงได้แจ้งไปยังสมาคมผู้ค้าทองคำ และชมรมร้านทองทั่วประเทศ เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมกลุ่มคนร้ายเหล่านี้ ซึ่งแน่ใจว่าจะต้องทำกันเป็นขบวนการใหญ่ และมีเงินหมุนเวียนเป็นมูลค่ามหาศาล ทั้งนี้ตนอยากแจ้งให้ประชาชนหันมาซื้อทองคำกับร้านทองดีกว่าไปซื้อกันเองนอกระบบ เพราะจะมีรหัส และใบรับประกันของแท้แน่นอนกว่า

                        ขณะที่ พ.ต.อ.วณัฐ อรรถกวิน รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ถือว่าโชคดีของร้านทองในจังหวัดนครราชสีมา เพราะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเพิ่งจะมีการอบรมเรื่อง “รู้ทันทองปลอม” ขึ้น จึงทำให้ร้านทองต่างๆ เกิดความตื่นตัว จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหารายนี้ได้ ซึ่งเบื้องต้นผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ แต่ด้วยหลักฐานคือทองคำแท่งยัดไส้ที่นำไปขายให้กับร้านทอง จึงได้แจ้งความข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ และนำตัวไปดำเนินคดีต่อไป

 

โจรบุกเดี่ยวชิงทรัพย์ร้านทองกลางเมืองอุบลฯ

 

                       ร.ต.ท.พัทรวุฒิ ศิริปรุ ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองอุบลราชธานี ได้รับแจ้งเหตุชิงทรัพย์ร้านทองเยาวราช สาขาบิ๊กซี จึงรายงาน พล.ต.ต.สุรพล แก้วขาว ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ทราบ พร้อมเดินทางตรวจสอบที่เกิดเหตุ

                       พล.ต.ต.สุรพล กล่าวว่า ทันทีที่ทราบข่าวได้สั่งการให้ตำรวจทุกชุดระดมกำลังติดตามผู้ก่อเหตุ ส่วนในที่เกิดเหตุเป็นห้างทองเยาวราชบิ๊กซี เลขที่ 11/15 ซ.ธรรมวิถี 4 ถ.ธรรมวิถี 4 อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เป็นอาคารสองชั้น จากการตรวจสอบพบผู้เสียหายเจ้าของร้าน 3 คน ถูกคนร้ายใส่กุญแจมือไว้บนชั้น 2 ของร้าน จากนั้นตำรวจให้การช่วยเหลือ

                       จากการสอบถามเจ้าของร้าน ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุทั้ง 3 คน อยู่ชั้นล่างของร้าน กำลังเตรียมเปิดร้านขายทองตามปกติ จู่ๆมีชายสูงประมาณ 180 เซนติเมตร สวมหมวกไหมพรม เดินเข้ามาพร้อมใช้ปืนจี้บังคับให้เดินขึ้นชั้นสองพร้อมใส่กุญแจมือ แล้วขู่บังคับให้เปิดตู้เซฟ จากนั้นได้กวาดเงินจำนวน 1,500,000 บาท ทองรูปพรรณจำนวนมาก และปืนของทางร้านอีก 3 กระบอก ใส่กระเป๋าโน๊ตบุ๊คหลบหนี

                       ระหว่างที่คนร้ายกำลังหลบหนีนั้น เป็นช่วงพอดีที่ชุดสายตรวจของ สภ.เมืองอุบลราชธานี เข้ามาดูแลความเรียบร้อยตามปกติ เห็นชายคนดังกล่าวท่าทางมีพิรุธ กำลังขับขี่รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า มีโอ สีดำ จึงได้ติดตามจนมาเจอรถจักรยานยนต์จอดอยู่ที่หอพักไม่มีชื่อ ในซอยชยางกูร 40 อ.เมือง จ.อุบลราชธานี จึงเข้าตรวจสอบพบว่ารถคันดังกล่าวใช้ทะเบียนปลอม ตำรวจจึงค้นข้อมูลจากตัวเลขของรถ จนทราบว่ารถจักรยานยนต์ต้องสงสัยเป็นของนายศราวุธ กาศกุล อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 473 ถ.พิชิตรังสรรค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี จึงเข้าตรวจค้น พบนายศราวุธกำลังเปลี่ยนใช้รถเก๋งโตโยต้า โซลูน่า ทะเบียน กต 5212 อุบลราชธานี เพื่อหลบหนีการจับกุมพร้อมทรัพย์สินที่ขโมยมาได้มีทองจำนวนมาก ปืน 3 กระบอกของร้านทอง และปืน .38 ที่ใช้ก่อเหตุ ส่วนเงินจำนวน 1,500,000 บาท ได้ให้แฟนสาวทราบชื่อน.ส.อรชร คงมาลัย อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 250/13 เจริญนคร 34 บางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพฯ ซึ่งกำลังจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงประสานติดตาม จนจับกุมตัวได้ที่สถานีขนส่งจ.อุบลราชธานี จากนั้นตำรวจจึงควบคุมตัวทั้ง 2 คนเพื่อสอบสวน

                       “เบื้องต้นนายศราวุธ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเวลา 07.00 น. ได้ตัดกุญแจที่ประตูเหล็กหน้าร้านเข้ามาซ่อนตัว จนเจ้าของร้านทั้ง 3 คนลงมาจึงเข้าขู่บังคับขึ้นชั้นบนเพื่อชิงทรัพย์ได้เงิน ทองและปืน พร้อมซัดทอดว่าเงินจำนวน 1,500,000 บาทนั้น ได้ให้น.ส.อรชร แฟนสาว ขณะนี้สามารถติดตามจับกุมตัวมาได้แล้วทั้งสองราย สาเหตุคาดว่าจะเกิดจากความคึกคะนอง ส่วนจำนวนทองที่ถูกขโมยรวมถึงทรัพย์สินอื่นๆอยู่ระหว่างการตรวจสอบมูลค่า” พล.ต.ต.สุรพล กล่าว

                       พล.ต.ต.สุรพล เพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบประวัตินายศราวุธ ทราบว่า เคยเป็นอาสมัครแจ้งข่าวอาชญากรรมให้กับทางสถานีตำรวจ แต่ช่วยงานไประยะหนึ่งพบว่านิสัยไม่ดี จึงไม่ได้ให้เข้ามาช่วยงานอีก พร้อมฝากเตือนผู้ประกอบการต้องเพิ่มความระมัดระวังทั้งเรื่องการติดตั้งกล้องวงจรปิด สัญญาณกันขโมย รวมถึงประชาชนให้ช่วยเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวัง พร้อมกำชับให้สายตรวจอออกตรวจสถานที่บ่อยครั้งเพื่อร่วมป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่