ข่าว

'ปู'โผล่ร่วมประชุมรัฐสภาถกแก้รธน.

'ปู'โผล่ร่วมประชุมรัฐสภาถกแก้รธน.

27 ส.ค. 2556

'ยิ่งลักษณ์'โผล่ร่วมประชุมรัฐสภาถกแก้รธน. พร้อมลุกขึ้นอภิปรายโต้ประเด็นถูกพาดพิงด้วย ฝ่ายค้านยกข้อสังเกต'คปก.'ต้าน รัฐสภาป่วนรอบค่ำปชป.เสนอนับองค์ประชุม

              เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 ส.ค.2556  การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มมาตราว่าด้วยที่มาของส.ว.เป็นวันที่ 4 ได้เริ่มขึ้น โดยมีนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ซึ่งที่ประชุมเป็นการพิจารณาต่อเนื่องในมาตรา 3 ว่าด้วยการแก้ไข มาตรา 111 เกี่ยวกับการให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งจำนวน 200 คน และแก้ไขมาตรา 112 ว่าด้วยวิธีการเลือกตั้ง โดยกำหนดให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง โดยประชาชนมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งได้ 1 คนและหากในจังหวัดใดที่สามารถเลือกส.ว.เกิน1คนให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนสูงสุดเรียงตามลำดับได้รับเลือกตั้งเป็นส.ว. หลังจากที่รัฐสภาได้มีการพักประชุมไปเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14 .25 น.  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้เข้าร่วมการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญด้วย โดยได้ลงไปนั่งในฝั่งเก้าอี้ของส.ส.พรรคเพื่อไทย ติดกับนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ภายหลังมีกระแสกดดันจากฝ่ายต่างๆ ที่ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี เข้าประชุมสภา อย่างไรก็ตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่จนถึงเวลา 14.45น.ก็เดินออกจากห้องประชุมไป

 

"ยิ่งลักษณ์"ตอบราคายางกลางห้องประชุมถกรธน.

 

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.50 น. นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นมาหารือปัญหาการชุมนุมของชาวสวนยางพารา ที่จ.นครศรีธรรมราชว่า มีชาวบ้านจากจ.พังงา สอบถามมาว่า จะมีการสลายการชุมนุมในคืนนี้หรือไม่ และราคายางที่ขอไปกิโลกกรัมละ 100 บาท จะได้หรือไม่ ในเมื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเเละรมว.กลาโหม อยู่ในห้องประชุมสภาฯแล้วขอให้ตอบด้วย

              ทำให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลุกขึ้นชี้แจงจากที่นั่งสมาชิกรัฐสภาว่า ขอรับเรื่องไว้เพราะจะมีการพิจารณาอยู่แล้ว ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนต้องช่วยกันดูแลอย่างเต็มที่ และจะรับเรื่องไปประสานกับคณะกรรมการต่อไป อย่างไรก็ตามนายจุฤทธิ์ลุกขึ้นจี้ให้นายกฯตอบในเรื่องราคายางทำให้ส.ส.พรรคเพื่อไทยลุกขึ้นประท้วง ว่า เรื่องนี้จะพูดคุยกันในการประชุมสภาฯวันพฤหัสฯนี้แล้ว ประธานไม่ควรให้เอาเรื่องนี้มาพูดในห้องประชุมวันนี้ โดยเฉพาะนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า ประธานไม่ควรเปิดโอกาสให้มีการประท้วงเรื่องนี้ เพราะเป็นการเปิดโอกาสสร้างสถานการณ์ออกโทรทัศน์ ซึ่งในวันนี้นายกฯก็ให้เกียรติมาร่วมประชุมสภาฯแล้ว นายกฯ จะตอบได้อย่างไรเพราะมีคณะกรรมการดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว ประธานจะเปิดโอกาสแบบนี้ไม่ได้

              ด้านนายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นแนะนำว่า ในเมื่อนายกฯฯอยู่ห้องประชุม ขอให้นายจุฤทธิ์ไปคุยกับนายกฯเลย ซึ่งนายจุฤทธิ์ ได้เดินไปคุยกับนายกฯ ใช้เวลาประมาณ 1 นาที จากนั้นนายกฯ ก็เดินออกจากห้องประชุมสภาฯทันที ทั้งนี้นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ได้ตัดบทเข้าสู่การอภิปรายต่อไป

              ขณะเดียวกันเฟซบุ๊กYingluck Shinawatra ได้โพสต์รูปและข้อความว่า "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยเข้าประชุมร่วมของรัฐสภา ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่..)พ.ศ.. ณ อาคารรัฐสภา"


 

ฝ่ายค้านยกข้อสังเกต'คปก.'เกรงขัดรัฐธรรมนูญ

              ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สอบถามถึงกรอบการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันนี้ (27 ส.ค.) ซึ่งนายนิคม ชี้แจงว่าจะมีการประชุม ในเวลา 10.00-22.00 น. รวมเวลา 12ชั่วโมง ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้หารือต่อประเด็นที่นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ส่งหนังสือถึงประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภา เพื่อแสดงความเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลุ่มมาตราที่ว่าด้วยส.ว.นั้นส่อขัดต่อเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นประเด็นดังกล่าวจะมีการพิจารณาอย่างไรเพื่อไม่ให้การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญ

              นายนิคม ชี้แจงว่าตนได้รับหนังสือแล้ว และเห็นว่าเป็นประโยชน์ ดังนั้นขอให้เจ้าหน้าที่ห้องประชุมแจกเอกสารดังกล่าวให้กับสมาชิกด้วย จากนั้นให้นายยสามารถ แก้วมีชัย ส..ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ฐานะประธานกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่าความเห็นดังกล่าวเป็นการให้ความเห็นทางกฎหมายของนายคณิต ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีการท้วงติงเกี่ยวกับการพิจารณาร่างกฎหมายหลายฉบับ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ว่าด้วยการเปิดทางให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)มายกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ, ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท

              ทั้งนี้เป็นสิทธิ์ที่นายคณิตจะแสดงความเห็นได้ แต่ไม่ใช่ผู้ที่ชี้ขาดว่าการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตรวจสอบหากมีผู้ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาพิจารณาตามหลักการจะแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 111 มาตรา 112 มาตรา 115 มาตรา116 วรรคสอง มาตรา117 มาตรา 118 มาตรา 120 และมาตรา 241 วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา 113 และ มาตรา 114 โดยเมื่อรัฐสภารับหลักการแล้วและเข้าสู่การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ส.ส.และกรรมาธิการ สามารถขอแปรญัตติและแก้ไขเปลี่ยนแปลงจากร่างเดิมได้ เช่นเดียวกันคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ว.

              ขณะที่นายอนุรักษ์ นิยมเวช ส.ว.สรรหา กล่าวว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มมาตราที่ว่าด้วยที่มาของ ส.ว. ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง อาทิ ให้สว.เป็นไปตามจำนวนประชาชนประชากร, เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ ให้บุพการี ลูก ของนักการเมืองและให้นักการเมืองที่ลาออกจากตำแหน่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ว.ได้ ถือเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขัดต่อเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้ส.ว.เป็นกลาง ถ่วงดุล ซึ่งจะก่อให้เกิดการขาดดุลยภาพ ทั้งนี้ขอให้พิจารณาคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ครั้งที่พิจารณาร่างไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่ ทั้งนี้ได้ระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติของประชาชน และวุฒิสภาที่เป็นองค์กรสูงสุดทางการเมืองและได้รับการสถาปนาโดยประชาชน ต้องมีการทำประชามติก่อน แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะระบุว่าสามารถแก้ไขเป็นรายมาตราได้ ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ไขรายมาตราได้ทุกเรื่องส่วนตัวมองว่าสามารถแก้รายมาตราได้ในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลักการและกระทบองค์กรสุงสุดทางการเมือง

              ขณะที่นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากมีบุคคลยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มมาตราที่ว่าด้วยที่มาส.ว. และมีการวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตนขอเรียกร้องอย่าไปกล่าวหาศาลรัฐธรรมนูญฐานะองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุ

    หลังจากที่ที่ประชุมรัฐสภา หารือประเด็นดังกล่าว ประมาณ 40 นาที นายนิคม ได้ขอให้เข้าสู่ประเด็นการอภิปรายตามที่มีบุคคลสงวนคำแปรญัตติ โดยไม่ได้สรุปในประเด็นการหารือดังกล่าวแต่อย่างใด


ส.ว.ธานีเสนอรูปแบบเลือกตั้งส.ว.

              นายธานี อ่อนละเอียด ส.ว.สรรหา อภิปรายเสนอให้แก้ไขรูปแบบของการได้มาซึ่งส.ว.จากการเลือกตั้งจำนวน 200 คน จากเดิมที่กำหนดให้มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนทั้งหมด 200 คนเป็นให้มาจากการเลือกตั้งในจังหวัดรวม 125 คน และมาจากการเลือกตั้งผ่านระบบบัญชีรายชื่ออีก 75คน โดยกลุ่มบัญชีรายชื่อเหล่านี้มาจากกลุ่มวิชาชีพ 5 กลุ่มตามที่รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนด โดยบัญชีหนึ่งสามารถส่งบุคคลในกลุ่มอาชีพได้ 30 คนจากนั้นให้ประชาชนเลือก ซึ่งวิธีดังกล่าวเชื่อว่าจะทำให้เกิดดุลยภาพแห่งอำนาจได้

              ขณะที่ น.ส.นฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ อภิปรายว่า ตนสนับสนุนให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพราะเชื่อว่าจะดอำนาจการผูกขาดได้ อย่างไรก็ตามจากที่มีการกล่าวหาว่าส.ว.เลือกตั้งจะติดหนี้บุญคุณนักการเมืองนั้น ตนกลับมองว่าส.ว.ที่มาจากการสรรหา จะติดหนี้กลุ่มองค์กรสรรหา เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน มากกว่า

              ด้านนายกฤช อาทิตย์แก้ว ส.ส.กำแพงเพชร กล่าวว่าที่หลายฝ่ายกังวลว่า การมีส.ว.เลือกตั้ง อาจจะไปซ้ำพื้นที่กับส.ส. ทั้งนี้ประเทศไทยมีพื้นที่เพียงเท่านี้ การลงเลือกตั้งต้องซ้ำพื้นที่กัน แต่สิ่งที่สำคัญคืออำนาจหน้าที่ที่ต้องยึดปฏิบัติ ตนเชื่อว่าหากมีคนในบ้าน 5 คน คงไม่ถูบ้านทั้ง 5 คนแน่นอน ต้องมีการแบ่งงานกันทำ ตนสนับสนุนให้มีส.ว.มาจากการเลือกตั้งเพื่อยึดโยงกับความเป็นประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน

              “องค์กรที่ทำหน้าที่สรรหา ส.ว. ทั้ง 7 หน่วยงาน ไม่แน่ใจว่าทำผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะมีการสรรหามาแล้วถึง 2 รอบขณะที่ส.ว.เลือกตั้งลงเลือกตั้งได้เพียงครั้งเดียว อย่างไรก็ตามเคยมีคนชวนตนให้ไปลงสมัครส.ส. แต่ตนระบุว่าตนเบื่อ ไม่อยากมีนาย ทั้งนี้ไม่ทราบว่าเพื่อนส.ว.สรรหาขอผมมีนายด้วยหรือไม่ ” นายกฤช กล่าว

 

รัฐสภาป่วนรอบค่ำปชป.เสนอนับองค์ประชุม

              การพิจารณาดำเนินมาถึงเวลา 18.55 น. ขณะที่ที่นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา อภิปรายมาตรา 3 อยู่นั้น นายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า นายคำนูณอภิปรายวกวนนอกประเด็น ทำให้น.พ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงว่า ควรให้นายคำนูณได้อภิปรายต่อ และการอภิปรายครั้งนี้ เราก็อะลุ่มอะล่วยกัน ถึงแม้จะเห็นว่าในห้องประชุมมีสมาชิกไม่ครบองค์ประชุมก็ตาม ทำให้น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิช ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นชี้แจงว่า ตนในฐานะผู้ช่วยเลขาวิปรัฐบาล ยืนยันว่า องค์ประชุมครบ เพราะสมาชิกก็อยู่รอบๆ สภาฯ

              ทำให้น.พ.สุกิจ ลุกขึ้นกล่าวว่า ถ้าสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมจะถือเป็นองค์ประชุมก็ถือว่าไม่ถูกต้อง ดังนั้นตนขอนับองค์ประชุม ทำให้นายนิคม ไวรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา เรียกสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อนับองค์ประชุม ทั้งนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ก็ได้กลับเข้ามานั่งในห้องประชุมด้วย ซึ่งผลการประชุมปรากฏว่าที่สมาชิกอยู่ในห้องประชุม 375 คน ถือว่าครบองค์ประชุม

              ต่อมานายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นเสนอญัตติขอปิดอภิปรายในมาตรา 3 เพราะเห็นว่ามีการอภิปรายมานานแล้ว และเนื้อหาเริ่มวกวน แต่น.พ.สุกิจ พยายามทักท้วงว่ายังมีสมาชิกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้อภิปราย ซึ่งการเสนอญัตติปิดอภิปราย ถือเป็นการปิดหูปิดตาหรือไม่ ทำให้นายนิคม ขอให้นพ.สุกิจถอนคำพูด ถ้าไม่ถอนจะเชิญออกนอกห้องประชุม จนนพ.สุกิจ ยื่นข้อเสนอว่า ถ้าจนถอนคำพูดจะให้มีการถอนญัตติปิดอภิปรายหรือไม่ เพราะตนเพียงเสนอนับองค์ประชุม จะถือเป็นการปิดกั้นสิทธิการอภิปรายเลยหรือ ในที่สุดนพ.สุกิจก็ยอมถอนคำพูด แต่ร.ท.ปรีชาพล พงศ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นยืนยันการปิดอภิปราย จนนายอนุรักษ์ นิยมเวชส.ว.สรรหา ลุกขึ้นชี้แจงว่า ไม่เคยมีการปฏิบัติที่จะใช้เสียงปิดการอภิปราย โดยเฉพาะการพิจารณาร่างกฎหมายสูงสุด

              ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายว่า การจะใช้ข้อบังคับเสนอญัตติปิดอภิปราย โดยมีสมาชิกที่เสนอคำแปรญัตติอีกหลายคนรวมทั้งตนด้วย แต่ถ้าประธานจะเข้มงวดก็สามารถกำชับเวลาได้ อีกทั้งคนที่เหลืออยู่นั้น ก็มีคำแปรญัตติอาจจะไม่เหมือนกับผู้ที่อภิปรายไปแล้ว จึงขอยืนยันว่า การเสนอญัตติปิดอภิปรายนั้นไม่ชอบ เพราะนายคำนูณยังอภิปรายค้างอยู่
 
              ทำให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ขึ้นมาเสนอว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนขอให้ประธานพัก 10 นาที แต่นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย อภิปรายคัดค้านว่า หากให้พักการประชุม ไม่ทราบว่าเมื่อเปิดประชุมต่อ จะอภิปรายถึงเวลา 22.00 น. และลงมติตามที่ตกลงไว้หรือไม่ ตนห่วงว่าจะมีการยึดเวลาออกไป

              จนทำให้นายอภิสิทธิ์เสนอให้วิป 2 ฝ่ายไปหารือกัน เพื่อให้ผู้ที่ยังไม่ได้อภิปรายอยู่ในระดับที่เหมาะสม ขณะที่นายวิชาญ ลุกขึ้นถามว่า จะหารือกันเมื่อไหร่ และกำหนดกรอบอย่างไร ซึ่งยินดีที่จะนัดประชุมทันที ส่วนนายกฤช อาทิตย์แก้ว ส.ว.กำแพงเพชร ลุกขึ้นเสนอว่า ในฐานะที่ตนเป็นวิปวุฒิสภา ขอให้นายคำนูณได้อภิปรายให้จบ แล้วพักการประชุมเพื่อไปหารือกัน ทำให้นายนิคมสั่งพักการประชุม 10 นาที เพื่อให้วิป 3 ฝ่ายไปหารือกันในเวลา 19.40 น.

              เมื่อเริ่มประชุมอีกนายพิเชษฐ์ยอมที่จะถอนการปิดการอภิปราย จึงทำให้มีการอภิปรายต่อ

 

มาตรา3อภิปราย3วันไม่เสร็จประชุมต่อ28ส.ค.สิบโมง


             อย่างไรก็ตามการประชุมดำเนินมาถึงเวลาเวลา 22.00น.ยังไม่สามารถผ่านมาตรา 3 ได้ทั้งๆที่อภิปรายมาแล้ว 3 วัน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธาน ได้สั่งปิดประชุมและนัดประชุมต่อในวันที่ 28 ส.ค. เวลา 10.00 น.ทั้งนี้การอภิปรายในมาตราดังกล่าวมาแล้ว 3 วันก็ยังไม่เสร็จสิ้น


 


..............

(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊กYingluck Shinawatra)