
ตั้ง'ประเวศน์ มูลประมุข'เลขาปปท.ตามคาด
ครม.ตั้ง'ประเวศน์ มูลประมุข'นั่งเก้าอี้'เลขาธิการป.ป.ท.'คนใหม่ แทน'โภคพิบูลย์'
27 ส.ค.56 คณะรัฐมนตรีมีมติแต่ตั้ง พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ขึ้นดำรงตำแหน่ง เลขาธิการการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) แทนการครบเกษียณอายุราชการของ พ.ต.อ.โภคพิบูลย์ โปรตะนันท์ เลขาธิการป.ป.ท. ที่จะเกษียณอายุในวันที่ 30 ก.ย.นี้
แหล่งข่าว เปิดเผยว่า สำหรับผู้ที่เป็นตัวเต็งได้รับการเสนอชื่อเป็นเลขาธิการป.ป.ท.คนใหม่ คือ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการเลื่อนระดับจากรองอธิบดีดีเอสไอขึ้นเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง พร้อมวางตัวให้เป็นเลขาธิการป.ป.ท.คนต่อไป เพื่อตอบแทนผลงานจากการเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีการสลายการชุมนุมปี 53 การสั่งไม่ฟ้องคดีผังล้มเจ้า คดีการปราศรัยจาบจ้วงถึงที่มากระสุนของนายจตุพร พรหมพันธ์ รวมถึงการคืนความเป็นธรรมให้กลุ่มคนเสื้อแดง
"รมว.ยธ."เผย"เลขาฯป.ป.ท.คนใหม่"มีคุณสมบัติเหมาะสม
นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง พ.ต.อ.ประเวศน์ เป็นเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) คนใหม่ แทน พ.ต.อ.โภคพิบูลย์ นั้น โดยพ.ต.อ.ประเวศน์เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมและเป็นตัวเก็งมาตั้งแต่การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การทำงานของป.ป.ท. ยังมีปัญหาในด้านกฎหมาย ขณะนี้กำลังให้คณะกรรมการเสนอร่างแก้ไขกฎหมายปรับเปลี่ยนอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการจากเดิมที่กำหนดให้ทำงานคล้ายกับกรรมการ ป.ป.ช. แต่ ป.ป.ท.ยังเป็นหน่วยงานในกำกับของรมว.ยุติธรรม การที่เลขาธิการ ป.ป.ท.ไม่มีอำนาจบริหารแต่เพราะต้องทำงานภายใต้คณะกรรมการและรมว.ยุติธรรม ทำให้งานปราบปรามทุจริตในภาครัฐไม่มีผลงานชัดเจน
นายชัยเกษม กล่าวต่อว่า ขณะนี้ร่างแก้ไขกฎหมาย ป.ป.ท.ได้ส่งให้ตนพิจารณาแล้ว โดยตนได้มอบหมายให้นายกิตติพงษ์ กิติยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม พิจารณาอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งการผลักดันกฎหมายจะทำควบคู่กับการทำงานของเลขาธิการป.ป.ท.คนใหม่ โดยตนจะให้ความสำคัญกับการเรื่องร้องเรียนซึ่งปัจจุบันมีประชาชนร้องเรียนเข้าครม.จำนวนมาก หลายปัญหายังไม่มีผู้รับผิดชอบแก้ไข ดังนั้น จะมอบให้ ป.ป.ท.เข้าไปดูแลและเร่งแก้ปัญหา เช่น กรณีที่มีการร้องเรียนสำนักงานเขตต่าง ๆ ใน กทม.ที่ปล่อยให้มีการค้าขายหาบเร่แผงลอยตามทางเท้า ทำให้ผู้ใช้ถนนและคนเดินเท้าเดือดร้อน ส่วนอีกปัญหาคือเรื่องสิ่งแวดล้อมซึ่งในการประชุมครม.สัญจรที่จ.พระนครศรีอยุธยา มีการนำเสนอปัญการแอบปล่อยน้ำเสียในพื้นที่ยามวิกาล ในเรื่องนี้ถือเป็น พ.ร.บ.แนบท้ายการสอบสวนคดีพิเศษของดีเอสไอก็จะสามารถทำควบคู่ไปได้ อย่างไรก็ตามต้องมีการเตือนก่อนเพราะหากปราบปรามจริงจังจะกระทบกับระบบเศรษฐกิจได้



