
'อินเดีย'ช่วยคนจนซื้อข้าวกก.ละ1.50บาท
สภาอินเดีย ผ่านร่างกม.ความมั่นคงทางอาหาร อุดหนุนให้คนจนซื้อข้าวถูก กก.ละ 1.50 บาท
27 ส.ค. 56 สภาผู้แทนราษฎรอินเดีย ผ่านร่างกฎหมายความมั่นคงทางอาหาร ที่จะให้เงินอุดหนุนทำให้คนยากจนกว่า 800 ล้านคน สามารถซื้ออาหารโดยเฉพาะข้าวในราคาแสนถูก เหลือเพียงกิโลกรัมละ 1 บาท 50 สตางค์ เพื่อขจัดความอดอยากและภาวะขาดสารอาหาร
ร่างกฎหมายความมั่นคงทางอาหารผ่านการเห็นชอบในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวาน โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดสรรอาหารโดยเฉพาะข้าวและธัญพืชต่างๆ ในราคาถูกมากๆ ให้กับคนยากจนที่มีสัดส่วนมากถึง 2 ใน 3 หรือกว่า 800 ล้านคน จาก 1,200 ล้านคน โดยก่อนการลงมติ นางโซเนีย คานธี ผู้นำพรรคคองเกรสที่เป็นพรรครัฐบาล แถลงต่อที่ประชุมเรียกร้องให้ ส.ส.ร่วมกันแสดงให้ชาวโลกรู้ว่า อินเดียมุ่งมั่นลดความหิวโหย และภาวะขาดสาอาหาร ซึ่งเธอเปรียบเทียบปัญหานี้ว่าเป็นความอับอายของประเทศ
แม้อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตเศรษฐกิจสูงมาก แต่ดัชนีความหิวโหยทั่วโลกประจำปี 2555 ระบุว่า อินเดีย มีสัดส่วนเด็กที่ขาดสารอาหารมากกว่า 40% สูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากติมอร์ตะวันออก
และภายใต้ร่างกฎหมายความมั่นคงทางอาหาร จะทำให้ชาวอินเดียซื้อข้าวได้ในราคาถูกมากๆ เพียงกิโลกรัมละ 3 รูปี หรือ 1 บาท 50 สตางค์ // ข้าวสาลีกิโลกรัมละ 2 รูปี หรือ 1 บาท และข้าวฟ่างราคาถูกที่สุด กิโลกรัมละ 1 รูปี หรือ 50 สตางค์เท่านั้น โดยจะจำหน่ายให้เดือนละไม่เกิน 5 กิโลกรัมต่อคน เพื่อเป็นสวัสดิการให้ประชาชนดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ยากลำบากจนเกินไป นอกจากนี้ยังจะอนุญาตให้หญิงตั้งครรภ์รับอาหารฟรีได้นานถึง 6 เดือน รวมถึงเด็กๆ อายุตั้งแต่ 6 เดือนไปจนถึง 6 ปีอีกด้วย
ร่างกฎหมายนี้เป็นไปตามคำสัญญาของนายมานโมฮัน ซิง นายกรัฐมนตรีที่เข้าสู่อำนาจสมัยที่ 2 เมื่อปี 2552 และเป็นนโยบายประชานิยมที่สร้างความยินดีให้กับประชาชนอย่างมาก แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังต้องรอผ่านความเห็นชอบในวุฒิสภา จึงจะมีผลบังคับใช้ได้ และหากผ่านมติ ก็ถือเป็นผลงานครั้งสำคัญของรัฐบาลก่อนจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้า
แต่นโยบายนี้ก็ได้รับเสียงวิจารณ์ไม่น้อยว่าเป็นการสร้างภาระให้กับระบบเศรษฐกิจของอินเดีย ที่อาจทำให้ต้องใช้เงินมากถึงกว่า 7 แสน 2 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะในปีนี้ ที่อัตราการเติบโตของอินเดียชะลอลงเหลือ 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี และการคลอดกฎหมายฉบับนี้ จะยิ่งทำให้รัฐบาลไม่สามารถลดการขาดดุลงบประมาณได้
-------------------------
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)



