
ม็อบยางชูธงยึดถนนสายหลักทั่วปท.
รัฐงัดไม้แข็ง...ม็อบยางชูธงวันพิพากษา3ก.ย. เดินแผนแบบไร้แผนยึดถนนสายหลักทั่วปท. : สุพิชฌาย์ รัตนะรายงาน
พืชเศรษฐกิจหลักระดับเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงชาวปักษ์ใต้มายาวนานอย่าง "ยางพารา" แต่เมื่อพื้นที่ปลูกยางไม่ได้จำกัดจำเพาะเจาะจงอยู่แค่เพียงอาณาเขตดินแดนด้ามขวานเท่านั้น วันนี้แทบทุกภาคของไทยสามารถปลูกยางพาราได้เช่นกัน
ดังนั้นคงไม่ผิดนัก หากเมื่อใดที่ราคายางพาราเริ่มตกต่ำ จึงปรากฏสัญญาณการเรียกร้องให้แก้ไขออกมาเป็นระยะพร้อมกับการเคลื่อนไหวจากชาวสวนเป็นระลอกๆ
กระทั่งภาพการปะทะกันระหว่างเกษตรกรชาวสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมันในพื้นที่ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช กับเจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชน หรือปราบจลาจล ในสังกัดกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช เปรียบดั่งชนวนที่จุดอารมณ์ให้เกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศตบเท้าเดินหน้ากดดันรัฐบาลให้เร่งแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ ให้ยิ่งเข้มข้นมากขึ้น บวกกับความรู้สึกที่คับข้องใจ ทำนองว่า รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ไม่ใส่ใจแก้ไขปัญหา
ขณะที่ ยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ย้ำจุดยืนว่า ไม่สามารถดำเนินการตามข้อเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรที่ต้องให้รัฐบาลการันตีราคาที่กิโลกรัมละ 120 บาท เนื่องจากราคาตลาดอยู่ที่ 71-72 บาท ถ้ารัฐรับซื้อก็ยิ่งขาดทุน พร้อมทั้งแนะให้ชาวสวนยอมรับความจริง
สัญญาณเสียงดังชัดเจนจาก รมว.เกษตรฯ ที่ออกมายืนยันจะไม่ยอมสยบ หรืออ่อนข้อให้ม็อบ จนพวกเขามองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติเมื่อเทียบกับ "ชาวนา" ที่รัฐบาลรับจำนำสูงกว่าราคาตลาดถึงเท่าตัว
นี่คือแรงขับที่กลุ่มเกษตรกรประกาศยกระดับการชุมนุม นัดเคลื่อนขบวนใหญ่พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 3 กันยายนนี้ โดยเป้าหมายหลักของการประกาศเคลื่อนพลพร้อมกันของชาวสวนยาง 4 ภาค คือ ปิดถนนพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อขอให้รัฐบาลแทรกแซงราคาในระยะสั้น โดยรับซื้อยางแผ่นดิบในราคา 92 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 101 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด 81 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วยที่ราคา 83 บาทต่อกิโลกรัม
นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ระบุว่า เมื่อประมาณปลายเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา สมาคมเป็นตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางเข้ายื่นหนังสือถึงรัฐบาล เพื่อให้เข้ามาดูแลราคายางที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จนสร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างมาก ในเวลานั้นราคาซื้อขายยางแผ่นดิบชั้น 3 ที่ขายผ่านยี่ปั๊ว ซาปั๊วประมาณ 68-70 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาน้ำยางสด 65-66 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่ถือว่าต่ำมาก จึงเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือหรือแทรกแซงราคากลาง คือยางแผ่นดิบชั้น 3 ที่กิโลกรัมละ 92 บาท ยางแผ่นรมควัน 101 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด 81 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย 83 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่สมเหตุสมผลที่สุด แต่ข้อเรียกร้องดังกล่าวกลับไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล กระทั่งวันนี้ความเดือดร้อนของเกษตรกรเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณตามระดับราคายางที่ดิ่งเหวลงทุกวัน
"เวลาผ่านมา 1 เดือน วันนี้ราคายางเหลือกิโลกรัมละ 60 บาท ถือว่าต่ำมากๆ จึงเป็นที่มาของการประท้วงของกลุ่มชาวสวนยางที่เดือดร้อนจริงๆ โดยไม่มีประเด็นอื่นๆ ทั้งเรื่องการเมือง การต่อต้านรัฐบาลแอบแฝงเลยแม้แต่น้อย หากเปรียบเทียบกับต้นทุนการผลิต คือประมาณ 83 บาทต่อกิโลกรัม เป็นตัวเลขที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคำนวณไว้ โดยต้นทุนหลักคือ 64.19 บาทต่อกิโลกรัม บวกกับค่าครองชีพอีก 30% ดังนั้นวันนี้จึงรัฐบาลต้องทบทวนการให้ความช่วยเหลือเกษตรอย่างเร่งด่วน โดยมาตรการหรือแนวทางการช่วยเหลือนั้น เชื่อว่ารัฐบาลรู้และมีคำตอบอยู่แล้ว แต่อยู่ที่ว่าจะเดินหน้าหรือนิ่งเฉยเท่านั้น" นายบุญส่ง กล่าว
ด้าน นายเพิก เลิศวังพง ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางพาราแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นลำพังกระทรวงเกษตรฯ ไม่สามารถจัดการปัญหาได้ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นระดับนโยบายระดับชาติที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาจัดการอย่างเร่งด่วนทั้งระบบ โดยจะปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะการชุมนุมครั้งนี้ไม่มีการเกณฑ์คน ไม่มียุทธศาสตร์ ไม่มีการเมืองแอบแฝง และไม่มีแกนนำหลักในการเดินขบวน เพราะกลุ่มที่มาชุมนุมประท้วงคือชาวสวนยางที่เดือดร้อนจริงๆ ดังนั้นหากรัฐบาลยังนิ่งเฉยต่อปัญหา ไม่เพียงแค่การชุมนุมใหญ่วันที่ 3 กันยายนเท่านั้น เชื่อว่าจะเกิดผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างแน่นอน
"วันนี้ชาวสวนยางเดือดร้อนจริงๆ ทุกคนมาร่วมชุมนุมโดยไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าต้องต่อรองอะไรกับรัฐบาล แต่สิ่งที่ทุกคนรับรู้ได้ตรงกันคือ ยางราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม ทุกคนเดือดร้อนและต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือหลังจากเรียกร้องมาช่วงเวลาหนึ่ง แต่รัฐบาลไม่สนใจและใส่ใจในปัญหา กระทั่งวันนี้ทนแบกรับภาระไม่ไหวแล้ว ต้องออกมาเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง" นายเพิก กล่าว
ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางฯ ระบุอีกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไม่สนใจปัญหายางพารา ทั้งที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ส่งผลให้โครงสร้างความช่วยเหลือต่างๆ ที่มีการเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้รับการตอบสนองที่ตรงจุด ที่สำคัญรัฐบาลไม่มีบุคลากรที่เป็นมืออาชีพที่ชัดเจนในการเข้ามาดูกลไกการตลาด ทำให้เกิดปัญหาเรื้อรังมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นรัฐบาลต้องมีมาตรการอย่างหนึ่งอย่างใดออกมาช่วยเกษตรกรอย่างเร่งด่วนที่สุด เพราะเวลานี้เกษตรกรยังคงปิดถนนเป็นวันที่สี่ และมีความเป็นไปได้สูงมากที่ความเดือดร้อนของชาวสวนยางจะผลักให้การชุมนุมประท้วงยกระดับไปอีกขั้นในวันดีเดย์สำคัญคือ 3 กันยายนนี้
การเคลื่อนไหวของชาวสวนยางพร้อมกันทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ ด้วยการประกาศปิดถนนสายสำคัญ จะเป็นการพิพากษาปัญหาการแก้ไขวิกฤติราคายางให้ชาวสวนทั่วประเทศได้หรือไม่ รัฐบาลจะเป็นผู้ให้คำตอบ ?!!
............................
(หมายเหตุ : รัฐงัดไม้แข็ง...ม็อบยางชูธงวันพิพากษา3ก.ย. เดินแผนแบบไร้แผนยึดถนนสายหลักทั่วปท. : สุพิชฌาย์ รัตนะรายงาน)



