ข่าว

'ปชป.'แนะ'ปู'ปฏิรูปตัวเองก่อน!

'ปชป.'แนะ'ปู'ปฏิรูปตัวเองก่อน!

26 ส.ค. 2556

'ปชป.' สอน 'ยิ่งลักษณ์' ปฏิรูปตัวเองก่อนคิดปฏิรูปการเมือง ชี้ 'ตั้งสภาปาหี่ปฏิรูป' สร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง เป้าหมาย 'แก้รธน.ล้างผิด-คืนทรัพย์สิน'

 

                          26 ส.ค. 56  นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีเวทีปฏิรูปการเมืองมี 7 ข้อเสนอเป็นแนวทาง ในการจัดเวทีหารือหรือ เป็นโรดแม็พที่จะดำเนินการตามที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เป็นข้อเสนอที่ไม่มีอะไรใหม่ ปัญหาสำคัญไม่ใช่ต้องไปศึกษาหาทางออกใหม่ แต่เป็นเพราะรัฐบาลไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่ควรจะดำเนินการ เพราะมีเป้าหมายแอบแฝงในการดำเนินการ เนื่องจากข้อเสนอจากคณะกรรมการปฏิรูปชุดต่างๆ ที่เสนอการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมในสังคม นางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่เคยสนใจ นำมาปฏิบัติ รวมถึงข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) แต่หยิบยกมาเฉพาะประเด็นที่ถูกใจเช่นการเยียวยา ดังนั้นพฤติกรรมรัฐบาลจึงมีคำตอบในใจชัดเจนว่าต้องการอะไร

                          การตั้งสภาปฏิรูปการเมืองเป็นเพียงเครื่องมือไปถึงเป้าหมายให้มีข้ออ้างเท่านั้นเอง ซึ่งตนเชื่อว่ารัฐบาลกำหนดเป้าหมายไว้ชัดในเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายล้างผิด คืนทรัพย์สิน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนต้องการ แต่เป็นความต้องการของรัฐบาลเพื่อไทยและนางสาวยิ่งลักษณ์ หาบุคลากรมาประทับตรายางความถูกต้องให้ถึงเป้าหมายที่ตัวเองต้องการ

                          สำหรับ 7 ข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่จำเป็นต้องทำโรดแม็พ แต่นายกรัฐมนตรีควรปฏิบัติดังนี้ 1. ขอให้บอกลูกพรรคว่าหยุดกฎหมายนิรโทษกรรมที่จะทำให้คนหมิ่นสถาบันพ้นผิด ถ้าทำได้ก็พอมีค่าให้เชื่อถือได้ เพราะรัฐบาลมีมวลชนของตัวเองที่มักไม่ปฏิบัติตามกลไกของบ้านเมือง ประพฤติตัวอยู่เหนือกฎหมาย แต่ความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาลกลับไม่เอาจริงเอาจังกับพฤติกรรมจาบจ้วงหมิ่นสถาบัน ทั้งคำพูดและเว็บไซต์ อีกทั้งยังแอบสนับสนุนคนที่จาบจ้วงสถาบันด้วย

                          2. เรื่องความเหลื่อมล้ำ นายกฯไม่เคยให้ความสนใจตลอด 2 ปีที่ผ่านมา แต่กลับเพิ่งมาพูดในเวลานี้ โดยพรรคเคยวางนโยบายโฉนดชุมชน ให้ประชาชนเข้าถึงพื้นที่ทำกินได้ตามกฎหมาย โดยดำเนินการที่ จังหวัดลำพูน และนครปฐม แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ละทิ้งเรื่องนี้ทั้งที่เป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เช่นเดียวกับเรื่องธนาคารที่ดินที่ทำให้ประชาชนมีที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรมทั่วถึง นายกฯก็ละทิ้งเรื่องนี้ กองทุนการออมแห่งชาติซึ่งจะเป็นแหล่งกองทุนบำเน็จบำนาญให้ประชาชน แต่ถูกล้มโครงการไปแล้ว แสดงให้เห็นเจตนาว่าไม่ได้ต้องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง

                          3. กลไกที่โปร่งใสตรวจสอบได้แต่รัฐบาลนี้ ดัชนีการทุจริตสูงสุด มีการยกเว้นระเบียบพัสดุฯในการประมูลเงินกู้ 3.5 แสนล้าน ดังนั้นไม่ว่านายกฯจะพูดให้สวยหรูอย่างไร ก็ไม่มีความหมายเพราะสิ่งที่ทำตรงกันข้าม รัฐบาลเปิดช่องให้เกิดการทุจริตเพิ่มขึ้น จึงไม่ควรพูดอะไรที่ตรงกันข้ามกับพฤติกรรมของตัวเอง

                          4. นายกฯ บอกว่ากระบวนการยุติธรรมต้องเสมอภาคกัน แต่ในความเป็นจริงคือ สมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์หรือบุคลากรอื่นๆ ที่ถูกดำเนินคดี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกกรัฐมนตรี กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ทุกฝ่ายเดินเข้ากระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ความจริง แต่นายกฯกลับสนับสนุนให้มีการล้างผิดให้พี่ชายที่หนีคดีอยู่นอกประเทศ ให้ดีเอสไอตามล่าสมีคำอย่างเต็มที่ แต่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมีรัฐมนตรีไปพบไม่มีการดำเนินการทางกฎหมาย

                          ต้องถามว่าใครทำให้กระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน รัฐบาลให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำคดีเฉพาะฝ่ายค้าน ภาคประชาชน และ " ป้ายเสือ สิงห์ กระทิง นายกฯ " ได้รับเป็นคดีพิเศษ แต่คดีฆาตกรรมเอกยุทธกลับปิดคดีอย่างรวดเร็ว ทั้งที่มีปมพิรุธมากมาย นี่คือความไม่เท่าเทียมจากกระบวนการยุติธรรมตั้งต้นภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์

                          5. รัฐบาลไม่เคยเปิดโอกาสให้เสียงส่วนน้อย ไปแสดงความเห็น อภิปรายในสภาเรื่องนิรโทษกรรมเสนอชื่อ 60 คน แต่ได้อภิปรายแค่ 3 คน แล้วจะบอกว่าให้ทุกภาคมีส่วนร่วมจะเชื่อถือได้อย่างไร

                          6. การให้อภัยสร้างบรรยากาศปรองดองให้กับประเทศ ต้องตรวจสอบให้ได้ความจริงไม่ใช่ลืมๆ กันไปโดยที่ประเทศไทยไม่เรียนรู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก และอะไรต้องลงโทษคนที่ละเมิดระเบียบของสังคม ซึ่งนายกฯปฏิเสธชุดข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกับใจของตัวเอง เช่น ของ คอป.เอาเฉพาะที่ตรงกับความคิดของตัวเอง

                          7. ขอให้ยึดประโยชน์ส่วนรวมและนำข้อเสนอฝ่ายต่างๆ มาพิจารณานี่คือสิ่งที่เป็นเป้าหมายไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ ให้ล้างผิดนิรโทษได้สุดซอย นี่คือคำตอบสุดท้ายแล้วเพียงแต่ " ตั้งสภาปาหี่ปฏิรูป " เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง ทั้งนี้เห็นว่าประเทศไทยมีปัญหา ว่ารัฐบาลและนักการเมืองบางจำพวก ไม่ยอมรับกติกาสังคม กฎหมาย พยายามอยู่เหนือกฎหมาย แก้กฎหมายตามใจของตัวเอง ปัญหาบ้านเมืองไม่ใช่เรื่องกฎหมายแต่เป็นเรื่องการปฏิบัติ เพราะรัฐบาลไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจึงพยายามแก้กฎหมายให้ปฏิบัติตามตัวเอง จนสร้างความขัดแย้งให้ประเทศไทยมาโดยตลอด และตอนนี้พยายามใช้สภาปฏิรูปการเมือง เพื่อเป็นข้ออ้างดำเนินการตามที่ตัวเองต้องการ ไม่ใช่ความต้องการของประเทศไทย

                          "นายกฯ ไม่ต้องมองอนาคต แต่อยู่กับปัจจุบัน ร่วมมือแก้ปัญหาให้ประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้ตำรวจปราบจลาจลกระทืบม็อบสวนยาง ปล่อยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช สั่งสลายการชุมนุมของประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อน นายกฯต้องมาแก้ไขตรงนี้ก่อน และอีกไม่ถึงสัปดาห์ค่าแก๊สกำลังจะขึ้น มีประชาชนเดือดร้อน จะได้รับการดูแลจากนโยบายของรัฐบาล และการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพอย่างไร จะปฏิรูปการเมืองไปบอกพวกตัวเองให้เลิกเคารพฝ่ายตรงข้าม ตุลาการ เคารพ ซึ่งกันและกัน เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเอง นายกฯ เคารพสภาเข้ามาทำหน้าที่ในสภาก่อนที่จะอ้างเรื่องการปฏิรูปการเมือง เพราะแค่เข้าสภายังทำไม่ได้ ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนอยากเห็นมากกว่า เพราะมีปัญหามากมายที่ต้องแก้ไข เลิกวิ่งหนีปัญหา เหมือนที่วิ่งหนีนายวิทยา แก้วภราดัย ที่ขอพบเพื่อแก้ปัญหาพี่น้องชาวสวนยางพารา ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีของผู้นำประเทศ ปฏิรูปตัวเองก่อนที่จะปฏิรูปสังคม การเมือง เพราะปัญหาคือนักการเมืองบางจำพวกที่พยายามอยู่เหนือกฎหมาย นายกต้องเริ่มที่ตัวเองก่อนที่จะเรียกร้องความร่วมมือจากฝ่ายอื่นๆ"

 

 

ปัดนักการเมือง 'ส' อยู่เบื้องหลังม็อบสวนยาง

 

                          นายชวนนท์ กล่าวถึงกรณีนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่ามีนักการเมืองชื่อย่อ “ส” อยู่เบื้องหลังม็อบสวนยางที่กำลังชุมนุมอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช และจะมีการชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศในวันที่ 3 ก.ย.ว่า โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่ไม่รู้วิธีการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แล้วยังแต่งวาทกรรมขึ้นมากลบเกลื่อนความไร้ประสิทธิภาพ และความไม่ใส่ใจปัญหาของรัฐบาล แล้วประชาชนจะคาดหวังอะไรได้ หากคนในรัฐบาลยังมีคุณภาพ และความสามารถเพียงเท่านี้

                          "การชุมนุมของชาวสวนยาง ไม่มีนักการเมืองคนใดของพรรคประชาธิปัตย์อยู่เบื้องหลัง เพียงมีแต่นักการเมืองของพรรคฯ ที่รู้สึกเห็นใจพี่น้องประชาชนที่ถูกละทิ้งจากรัฐบาลมาเป็นเวลานาน ดังนั้นเราจึงเข้าร่วมในการให้กำลังใจช่วยเหลืออย่างเปิดเผย เพราะเราเป็นผู้แทนฯ ที่มาจากประชาชน เมื่อประชาชนเดือดร้อน จึงไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นอีแอบอยู่เบื้องหลัง"

                          โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการที่กลุ่มคนเสื้อแดง เดินทางไปตั้งเวทีปราศรัยประชันกับเวทีผ่าความจริงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่บริเวณแยกวังหินว่า ตนไม่เข้าใจวิธีคิดของพรรคเพื่อไทย ที่พูดให้ท้ายกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้งๆ ที่เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิ์ผู้อื่นทั้งกีดขวางการจราจร มีการจุดประทัดรบกวน การพูดจาด้วยถ้อยคำหยาบคาย

 

 

'จุรินทร์' ยื่น 4 ข้อเสนอให้ 'นายกฯ' ปฏิรูปตนเองก่อนปฏิรูปประเทศ

 

                          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) แถลงข้อเสนอ ต่อรัฐบาล ในการทำเวทีสภาปฏิรูปการเมือง ว่า 1. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ต้องปฏิรูปตนเองด้วยการเข้าร่วมประชุมสภา เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำที่ดีที่ยึดมั่นในระบอบประชาธปไตยในรัฐสภา และใช้เวทีรัฐสภาในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน ไม่ใช่เพื่อแก้รัฐธรรมนูญ หรือสภาทาส  2. ต้องไม่ใช่กลไก หรืออำนาจรัฐในการคุกคามฝ่ายที่มีความเห็นตรงข้าม หรือ ฝ่ายการเมืองกลุ่มตรงข้ามทุกรูปแบบ  3. ต้องไม่โกง และเร่งการปราบคอร์รัปชั่นให้เป็นรูปธรรม โดยนายกฯ ต้องเป็นผู้นำ รวมถึงรัฐมนตรีในสังกัดด้วย และ  4. หากนายกฯ ต้องการสร้างความเชื่อใจ ต้องแสดงความจริงใจด้วยการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องถอนร่างกฎหมายนิรโทษกรรม , ร่างกฎหมายปรองดอง และชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

                          "ข้อสรุปทั้ง 7 ข้อของรัฐบาลนั้น ผมมองว่าไม่จำเป็นต้องตั้งคณะทำงานใดๆ อีก รัฐบาลสามารถที่จะดำเนินการเองได้ทันที ทั้งนี้ผมมองว่าบทสรุปของสภาปฏิรูปการเมือง คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้คนในต่างประเทศบางคนได้กลับประเทศ และขอยืนยันว่าพรรคฝ่ายค้านจะไม่เข้าร่วมสภาปฏิรูปการเมือง แม้รัฐบาลจะมอบหมายให้นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นประธานในการประสานบุคคลเพื่อทำโรดแม็พปฏิรูปประเทศ 3 ด้าน แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะเคยร่วมงานและร่วมรัฐบาลกับพรรคที่นายบรรหารดูแล"

 

 

เล็งยกข้อเสนอ คปก.แก้รธน.ปมที่มาส.ว.ขัดเจตนารมย์รธน.50

 

                          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) แถลงว่าในวันที่ 27 ส.ค. ซึ่งจะมีการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มมาตราที่เกี่ยวกับส.ว. ส่วนตัวจะนำแถลงการณ์ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ที่นายคณิต ณ นคร ประธานคปก.ที่ระบุว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกลุ่มมาตราที่มาส.ว. โดยให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งและแก้ไขคุณสมบัติการลงสมัครรับเลือกตั้งนั้นขัดต่อเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ 2550 นำเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่วมกัน ทั้งนี้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาที่ทางคปก.ระบุว่าได้ส่งรายละเอียดังกล่าวมาให้ควรนำไปพิจารณาว่าจะเดินหน้าต่อหรือไม่ ทั้งนี้หลังจากที่รัฐสภาผ่านวาระสามแล้ว ทางพรรคฝ่ายค้านจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความ โดยบุคคลที่มีผลประโยชน์ขัดกัน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดจะต้องเป็นบุคคลที่มีความผิด

                          นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับการประชุมสภาฯ วันที่ 29 ส.ค. พรรคจะมีการยื่นกระทู้ถามสดเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะราคายางพารา และปาล์มน้ำมัน ต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ชุมนุมของประชาชนเกิดการบานปลาย พร้อมกับยื่นญัตติขอให้สภาฯ พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น อาทิ ค่าไฟฟ้าที่คาดว่าจะสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน 15 เปอร์เซ็นต์, ค่าเชื้อเพลิงที่ใช้ในการคมนาคม ที่จะสูงกว่าปัจจุบันกว่า 12 เปอร์เซ็นต์, ค่าก๊าซหุงต้นที่เดือนก.ย.นี้จะมีราคาสูง 90 บาทต่อถัง เป็นต้น ทั้งนี้ขอให้นายกฯ เข้าร่วมการประชุมเพื่อรับฟังปัญหาเพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป