ข่าว

'ผู้ดี-มะกัน'เล็งจับมือโจมตี'ซีเรีย'

'ผู้ดี-มะกัน'เล็งจับมือโจมตี'ซีเรีย'

26 ส.ค. 2556

'อังกฤษ' เตรียมจับมือ 'สหรัฐ' ใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตี 'ซีเรีย' ขณะที่ผู้ดีเผยส่งเรือดำน้ำ และกองเรือรบเข้าในภูมิภาคแล้ว

 

                          26 ส.ค. 56  นายวิลเลียม เฮ้ก รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ เตือนว่า หลักฐานเกี่ยวกับการใช้อาวุธเคมีโดยรัฐบาล อาจถูกทำลายหมดแล้ว จากการถล่มโจมตีซ้ำด้วยกระสุนปืนใหญ่ ท่ามกลางรายงานข่าวที่ว่า อังกฤษอาจจับมือกับสหรัฐ ใช้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้ ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีทางทะเล เนื่องจากกองทัพซีเรียแข็งแกร่งเพียงพอที่จะสอยเครื่องบินรบของศัตรู และขณะนี้เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของราชนาวีอังกฤษ ได้เข้าไปในภูมิภาคแล้ว ส่วนเรือรบอีกจำนวนหนึ่ง เพิ่งจะออกจากอังกฤษไปซ้อมรบในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

                          ด้านหนังสือพิมพ์เทเลกราฟ รายงานว่า อังกฤษกำลังวางแผนจะจับมือกับสหรัฐ ใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อซีเรียภายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อตอบโต้กองกำลังของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซ้าด ที่ใช้แก๊สพิษสังหารประชาชนของตนเอง โดยพบว่า กองเรือของราชนาวี อยู่ในขั้นเตรียมพร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในความเป็นไปได้ที่จะใช้ขีปนาวุธโจมตีซีเรียร่วมกับสหรัฐ ขณะที่บรรดาผู้บัญชาการทหาร ได้สรุปรายชื่อเป้าหมายที่จะถูกถล่มแล้ว

                          แหล่งข่าวในรัฐบาล เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ได้ยกเลิกการพักผ่อนวันหยุดเพื่อหารือกับประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐ , ประธานาธิบดีฟรังซัวส์ ออลลองด์ ของฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรีแองเกล่า แมร์เคิล ของเยอรมนี และต่างก็เห็นด้วยกับความจำเป็นที่จะต้องตอบโต้อย่างจริงจัง แหล่งข่าวในรัฐบาลอังกฤษยืนยันว่า การใช้ปฏิบัติการทางทหารเป็นทางเลือกบนโต๊ะเจรจา เพียงแต่ยังไม่มีการตัดสินใจ

                          เชื่อว่า ผู้นำอังกฤษ อาจจะต้องฝันสลายเมื่อเรื่องนี้เข้าสู่สหประชาชาติ เพราะการคัดค้านจากรัสเซีย ส่วนพรรคแรงงาน ระบุว่า จะต้องมีการอภิปรายกันในสภาผู้แทนราษฎร ถ้านายกรัฐมนตรี ต้องการใช้ปฏิบัติการทางทหาร แต่แหล่งข่าวประจำทำเนียบนายกรัฐมนตรี ระบุว่า อาจไม่จำเป็น เพราะเขาอาจสงวนสิทธิ์ของการเป็นผู้นำประเทศ ในกรณีที่เป็นเรื่องเร่งด่วน แต่เขาจะต้องเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากบรรดา ส.ส. ที่เชื่อว่า กองทัพได้ทำเกินความสามารถมากไปแล้ว และไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งที่ไหนอีก

                          กองทัพอังกฤษมีแนวโน้มจะเข้าไปแทรกแซงวิกฤติซีเรีย หลังจากใช้เวลาไตร่ตรองอย่างรอบคอบมาหลายเดือน รวมถึงนานาชาติยังตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับการรับมือสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี และการแทรกแซงของอังกฤษ จะต้องผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

                          ท่าทีล่าสุดของอังกฤษ เกิดขึ้นเพื่อตอบโต้โดยตรงต่อกรณีกองทัพซีเรีย ใช้แก๊สพิษโจมตีพลเรือนชานกรุงดามัสกัส เมื่อวันพุธ ขณะที่รัฐบาลซีเรียถูกกดดันอย่างหนัก ให้อนุญาตให้คณะผู้ตรวจสอบอาวุธของสหประชาชาติ เข้าไปในพื้นที่ ซึ่งหน่วยงานสากล ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 335 คน และบาดเจ็บราว 3,600 คน แต่มีรายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริงอาจสูงถึง 1,300 คน

                          ด้านสื่อของทางการซีเรีย ได้กล่าวหาว่าเป็นฝีมือของฝ่ายต่อต้าน โดยระบุว่า มีทหารหลายคนที่มีปัญหาด้านการหายใจในระหว่างการต่อสู้ และหลังจากประวิงเวลามาหลายวัน ในที่สุด รัฐบาลก็ยอมให้คณะผู้ตรวจสอบอาวุธเข้าไปในพื้นที่ แต่รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ บอกว่า การยอมให้เข้าไปในพื้นที่หลังเกิดเหตุไปแล้ว 4 วัน อาจสายเกินไป โลกไม่อาจประวิงเวลาและยอมให้ระบอบอัสซ้าด ใช้อาวุธเคมีกับชาวซีเรียอย่างลอยนวลอีกต่อไป อังกฤษ สหรัฐ และชาติพันธมิตร จะต้องแสดงให้ประธานาธิบดีอัสซ้าด เห็นว่า การกระทำที่โหดร้าย เป็นการล้ำเส้นและโลกจะต้องตอบโต้

                          การใช้ปฏิบัติการทางทหาร อาจต้องใช้ฐานทัพของกองทัพอากาศอังกฤษในเมืองอัคโรติรี ของไซปรัส เพื่อการสนับสนุนทางอากาศ และถ้าได้รับไฟเขียว ปฏิบัติการก็จะเริ่มขึ้นภายใน 1 สัปดาห์

 

 

หวั่นสัมพันธ์ 'รัสเซีย' ตึงเครียด

 

                          ผู้บัญชาการทหารของอังกฤษและสหรัฐ กำลังร่างรายชื่อเป้าหมายที่จะใช้ระเบิดและขีปนาวุธนำวิถีถล่มบริเวณที่ได้ชื่อว่า เป็นหัวใจของระบอบการปกครองของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซ้าด ของซีเรีย

                          ทางเลือกที่น่าจะถูกบรรดาผู้บัญชาการทหารของชาติตะวันตก ก็คือปฏิบัติการที่จำกัดด้วยการใช้อาวุธที่โจมตีระยะไกล เพื่อรบกวนความสามารถของกองทัพซีเรีย ไม่ให้ใช้อาวุธเคมีโจมตีได้อีก หรือทำลายยุทโธปกรณ์ทางทหาร ซึ่งเป้าหมายของหน่วยข่าวกรอง ได้มาจากเครื่องบินไร้คนขับ หรือโดรน ที่ลาดตระเวนเหนือน่านฟ้าซีเรีย รวมถึงกองกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษทางภาคพื้นดิน นักวิเคราะห์ทางทหาร เชื่อว่า การโจมตีอาจจะมีขึ้นระหว่าง 24-48 ชั่วโมง และจะพุ่งเป้าไปที่สิ่งปลูกสร้างที่สำคัญ

                          เป้าหมายที่เป็นไปได้ว่าจะถูกโจมตี ได้รวมถึง ระบบป้องกันภัยทางอากาศ , ศูนย์บัญชาการและควบคุมป้อมปราการใต้ดิน , ศูนย์กลางการคมนาคมสื่อสาร , อาคารรัฐบาล , คลังเก็บขีปนาวุธ และขุมกำลังทางอากาศ ซึ่งมีรายงานว่า ประธานาธิบดีอัสซ้าด มีความได้เปรียบอย่างมากจากแสนยานุภาพทางอากาศ และการทำลายหรือทำให้กำลังทางอากาศอ่อนแอลง จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อฝ่ายกบฏ ส่วนทางเลือกการใช้ปฏิบัติการอย่างอื่น อาจเป็นการโจมตีทางอากาศต่อหน่วยทหาร ที่เชื่อว่าเป็นผู้รับผิดชอบในการโจมตีด้วยอาวุธเคมี รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระบุว่า มีการยิงอาวุธเคมีออกมาจากกองพันที่ 155 ของกองพลยานเกราะที่ 4 ของกองทัพซีเรีย ที่มีฐานอยู่ในบริเวณเทือกเขาทางตะวันตกของกรุงดามัสกัส ภายใต้การบัญชาการของนายมาเฮอร์ น้องชายของประธานาธิบดีอัสซ้าด

                          ฐานปฎิบัติการโจมตี อาจจะมาจากเรือรบหรือไม่ก็เรือดำน้ำ ที่ลาดตระเวนอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย หรือไม่ก็เรือดำน้ำ หรือจากเครื่องบินรบที่สามารถยิงขีปนาวุธจากระยะหลายร้อยกิโลเมตร กองเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐ รวมทั้งเรือพิฆาต 4 ลำ ได้ประจำการอยู่ทางตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแล้ว และกำลังเคลื่อนเข้าใกล้ซีเรีย เพื่อเตรียมพร้อมปฏิบัติการโจมตีเรือเหล่านี้ ติดขีปนาวุธโทมาฮอว์ค ที่มีพิสัยยิงไกลราว 2,000 กิโลเมตร

                          เมื่อครั้งที่อังกฤษและสหรัฐใช้ปฏิบัติการถล่มลิเบีย ได้ใช้หัวรบความยาว 18 ฟุต จำนวน 124 ลูก มูลค่า 3 แสนปอนด์ หรือราว 15 ล้านบาท ทำลายความแข็งแกร่งของกองทัพของพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี่ ผู้นำลิเบีย // ส่วนในการถล่มซีเรีย กองทัพอากาศสหรัฐ อาจส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-2 สเตลธ์ ไปถล่มสิ่งปลูกสร้างทางทหาร ซึ่งสเตลธ์เหล่านี้ มีฐานอยู่ที่รัฐมิสซูรี่ แต่สามารถบินไปได้ทั่วโลก โดยการเติมน้ำมันเพียงแค่ครั้งเดียว และได้ชื่อว่าเป็นอากาศยานที่แพงที่สุดในโลก มูลค่า 6 แสนปอนด์ หรือราว 30 ล้านบาท เนื่องจากมีศักยภาพสูง เรดาร์จับไม่ได้ และบรรทุกระเบิดน้ำหนักได้เกือบ 2 หมื่นกิโลกรัม

                          นอกจากมีเครื่องบินรบ เอฟ-16 และเครื่องบินบรรทุกน้ำมัน ในตะวันออกกลางแล้ว สหรัฐยังมีฐานยิงขีปนาวุธแพทริออตเคลื่อนที่ ในจอร์แดน ที่เป็นเพื่อนบ้านของซีเรียอีกด้วย

                          แม้ว่าอังกฤษจะตัดงบทางทหารหลายล้านปอนด์ ที่ทำให้ผู้บัญชาการทหารต้องลดจำนวนเครื่องบินรบ , เรือรบ และเครื่องบินสอดแนม รวมถึงทหาร 3 หมื่นนาย แต่ก็ยังมีขีดความสามารถที่่ช่วยในปฏิบัติการโจมตีซีเรียได้ โดยกองทัพเรือ สามารถยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์คจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ชั้น ทราฟัลการ์ ที่ลาดตระเวนในตะวันออกกลาง

                          โดยทฤษฎี เครื่องบินรบ อาร์เอเอฟ ทอร์นาโด อาจจะบินจากฐานทัพอากาศมาร์แฮม ในนอร์ธฟอล์ค ไปโจมตีซีเรีย ที่มีระยะทางไป-กลับ 6,700 กิโลเมตร หรือไม่ก็ไปประจำการที่ไซปรัส เพื่อใช้เป็นฐานในการโจมตีด้วยขีปนาวุธ สตอร์ม ชาโดว์ ที่มีพิสัยยิงไกล 1,300 กิโลเมตร โดยพุ่งเป้าทำลายสถานีเรดาร์ , ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน และสายส่งกำลังบำรุง ด้วยระบบจีพีเอสสุดไฮเทค

                          แต่อันตรายที่รออยู่เบื้องหน้า คือ แนวป้องกันภัยทางอากาศ ที่เชื่อว่า ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย ที่มีขีดความสามารถในการสอยเครื่องบินรบของสหรัฐและอังกฤษได้เช่นกัน และอาจมีความเสี่ยงที่ร้ายแรงอย่างอื่นจากการใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ เช่น การทำให้พลเรือนต้องเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ และถ้าขีปนาวุธโจมตีโรงงานเคมีโดยไม่มีแผนป้องกันล่วงหน้าก็จะเสี่ยงให้แก๊สพิษและสารอันตรายอื่นๆ ตกไปอยู่ในมือของผู้ก่อการร้าย ทำให้พวกเขามีขีดความสามารถในการโจมตีตะวันตกมากขึ้น

                          ประเด็นที่ต้องจับตามอง ก็คือท่าทีของรัสเซียและอิหร่าน ที่ได้ชื่อว่าเป็นพันธมิตรที่ทรงอำนาจของซีเรีย และแม้รัสเซียจะเรียกร้องให้ประธานาธิบดีอัสซ้าด ให้ความร่วมมือกับผู้ตรวจสอบอาวุธของสหประชาชาติ แต่ก็อ้างว่า มีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ฝ่ายที่ใช้อาวุธเคมีคือฝ่ายกบฏ และยังไม่สนับสนุนการใช้มาตรการใดๆ ต่อซีเรีย ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอีกด้วย และยืนกรานว่า การใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อซีเรีย เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

 

 

'ซีเรีย' ยอมให้ผู้เชี่ยวชาญอาวุธเคมี 'ยูเอ็น' ตรวจพื้นที่ที่กบฏอ้างถูกถล่มด้วยก๊าซพิษ

 

                          รัฐบาลซีเรียยอมอนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญอาวุธเคมีของยูเอ็น เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ที่กบฏอ้างว่าถูกกองทัพใช้อาวุธเคมีโจมตี ท่ามกลางเสียงเรียกร้องชาติตะวันตกที่สนับสนุนให้ใช้กำลังทหาร เพื่อตอบโต้การใช้อาวุธเคมีครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ 25 ปีของโลก

                          สถานีโทรทัศน์ของทางการซีเรีย รายงานว่า นายวาลิด อัล-โมลเลม รัฐมนตรีต่างประเทศ และนางแองเจล่า เคน หัวหน้าหน่วยปลดอาวุธของสหประชาชาติ เห็นพ้องร่วมกันระหว่างการเจรจาในกรุงดามัสกัสเมื่อวาน ว่าจะอนุญาตให้คณะผู้ตรวจอาวุธเคมีของยูเอ็นเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ชุมชนชานกรุงดามัสกัส ที่ฝ่ายกบฏอ้างว่าถูกโจมตีด้วยก๊าซพิษเมื่อวันพุธ ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,300 คน แม้แหล่งข่าวอื่นๆ ระบุว่า อาจมีผู้เสียชีวิตเพียงกว่า 300 คน และคาดว่าทีมตรวจอาวุธจะเริ่มลงพื้นที่ตรวจสอบในวันนี้

                          ขณะนี้ทั้งรัฐบาลและกบฏต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าใช้อาวุธเคมี โดยล่าสุดรัฐบาลเผยแพร่ภาพอุโมงค์ที่กบฏใช้ซุกซ่อนอาวุธเคมี ซึ่งภายในมีถังพลาสติก หน้ากากป้องกันก๊าซพิษ และยารักษาอาการทางประสาทด้วย

                          ขณะที่ชาวบ้านวิตกว่าอาหารและน้ำอาจปนเปื้อนสารพิษจากการโจมตีด้วยอาวุธเคมี โดยเฉพาะในย่านกูตาของดามัสกัส ซึ่งเป็นแหล่งปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ และผลิตนม และจนถึงขณะนี้ทางการซีเรียยังไม่ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าประชาชนควรเฝ้าระวังพิเศษเพื่อป้องกันตัวเองจากการปนเปื้อนหรือไม่

                          ส่วนผลตรวจสอบพื้นที่ที่เชื่อว่าถูกถล่มด้วยอาวุธเคมีจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่ออนาคตในสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อกว่า 2 ปี โดยชาติตะวันตกหลายชาติประสานเสียงเรียกร้องมากขึ้นให้มีการใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซง หากมีการใช้อาวุธเคมีจริงในซีเรีย

                          ขณะที่อังกฤษได้หารือกับสหรัฐและฝรั่งเศส ซึ่งเห็นพ้องต้องกันว่าควรมีมาตรการตอบโต้อย่างหนักแน่นจากประชาคมโลก ซึ่งการใช้ปฏิบัติการทางทหารเป็นหนึ่งในทางเลือก แต่ยังไม่มีการตัดสินใจ ถึงอย่างนั้นกองเรือรบของสหรัฐและอังกฤษเริ่มเตรียมความพร้อมหากมีปฏิบัติการใดๆ แต่ซีเรียเตือนไม่ให้สหรัฐใช้กำลังทหาร เพราะอาจเกิดผลลัพธ์ร้ายแรงตามมาโดยอาจทำให้ตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ และรัสเซียเตือนชาติมหาอำนาจที่คิดจะใช้ปฏิบัติการทางทหารว่าจะเป็นความผิดพลาดอันน่าสลดใจ

 

 

เผยรายงาน 'CIA' สหรัฐเคยยอมให้อิรักใช้แก๊สพิษโจมตีอิหร่าน

 

                          รายงานเจาะลึกของเว็บไซต์ FP(Foreign Policy) ระบุว่า ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐอาจกำลังพิจารณาจะใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีพื้นที่ใกล้กรุงดามัสกัสของซีเรีย เพื่อตอบโต้ที่รัฐบาลซีเรียใช้แก๊สพิษสังหารพลเรือน ก็ได้มีการเปิดเผยแฟ้มลับของสำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐ หรือ CIA ที่ชี้ว่า สหรัฐเคยช่วยเหลือซัดดัม ฮุสเซน อดีตผู้นำอิรัก ตอนที่เขาใช้แก๊สพิษเล่นงานอิหร่าน โดยในสมัยสงครามอิรัก-อิหร่าน กองทัพและหน่วยข่าวกรองสหรัฐ ทราบว่าอิรักใช้แก๊สพิษทำลายประสาท แต่กลับดูดาย และปล่อยให้เกิดหายนะที่เลวร้ายกว่าที่เห็นในซีเรีย

                          เมื่้อปี 2531 ซึ่งเป็นช่วงที่อิรักเริ่มจะอ่อนแรงในการทำสงครามกับอิหร่าน สหรัฐได้เห็นภาพถ่ายดาวเทียม ที่แสดงให้เห็นว่า อิหร่านใช้ยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบกว่ามาก โดยอาศัยประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบป้องกันของอิรัก และหน่วยข่าวกรองสหรัฐได้ระบุตำแหน่งของทหารอิหร่านให้แก่อิรัก ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่า ทหารอิรักอาจใช้อาวุธเคมีโจมตี ได้แก่ แก๊สซาริน และแก๊สมัสตาด

                          ข่าวกรองจากสหรัฐ ที่รวมถึงภาพถ่ายและแผนที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกองทัพอิหร่าน รวมถึงสิ่งปลูกสร้างด้านโลจิสติกของอิหร่าน และรายละเอียดเกี่ยวกับระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน ทำให้อิรักสามารถใช่แก๊สมัสตาด และแก๊สซาริน ในการโจมตี 4 ครั้งใหญ่ ทำให้สถานการณ์พลิกไปอยู่ข้างอิรัก และทำให้อิหร่านต้องยอมเข้าสู่โต๊ะเจรจา และเป็นการสร้างหลักประกันความสำเร็จของนโยบายด้านความมั่นคงของอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน

                          สหรัฐปฏิเสธมาโดยตลอดว่า อิรักไม่ได้ใช้อาวุธเคมีในการโจมตี โดยยืนยันว่า รัฐบาลของซัดดัม ไม่เคยประกาศว่าจะใช้อาวุธเคมี แต่จากแฟ้มลับล่าสุดของ CIA ที่ถูกลดชั้นความลับ ระบุว่ามีหลักฐานว่า อิรักใช้อาวุธเคมีเมื่อปี 2526 และอิหร่าน ก็เริ่มร้องเรียนตั้งแต่ตอนนั้น และได้พยายามเสนอต่อสหประชาชาติ แต่ไม่มีหลักฐาน

                          มีรายงานมาก่อนหน้านี้แล้วว่า สหรัฐได้ช่วยอิรักเรื่องข่าวกรอง และเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการสงสัยว่าซัดดัม ใช้อาวุธเคมี และสหรัฐรู้ดีว่า อิรักใช้อย่างไรและเมื่อใด ขณะที่หลักฐานจากเอกสารของ CIA ตอกย้ำว่า การใช้แก๊สพิษเป็นยุทธศาสตร์ที่ส่งผลต่อมนุษย์ จนทำให้อิหร่านต้องพ่ายแพ้

 

 

------------------------

(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : EPA)