
ยกระดับการเจรจาสู่'สันติสนทนา'ดับไฟใต้
ยกระดับการเจรจาสู่'สันติสนทนา' อีกหนึ่งข้อเสนอ... ดับไฟปลายด้ามขวาน : รายงาน
ความพยายามของรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง ในการหาทางออกปัญหาความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยยึดหลัก "การเจรจา" กับกลุ่มบีอาร์เอ็น แต่จนถึงขณะนี้ไฟใต้ยังคุกรุ่น กระทั่งหลายฝ่ายตั้งประเด็นสงสัยว่า การตั้งโต๊ะพูดคุยกับระดับแกนนำผู้ก่อความไม่สงบจะเป็นแนวทางสู่สันติจริงหรือไม่ ?
ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดงานราชดำเนินเสวนา ในหัวข้อ “เป้าหมายสุดท้ายของกลุ่ม BRN กับ Peace Process” โดยมี น.ส.จิราพร งามเลิศศุภกร นักวิจัย สกว. พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า และ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมเป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย นายปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา และผู้สื่อข่าวสายการเมือง หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
น.ส.จิราพร กล่าวสรุปงานวิจัยในหัวข้อ “เป้าหมายสุดท้ายของกลุ่ม BRN กับ Peace Process” ว่า จากการศึกษาพบว่า บีอาร์เอ็นยึดหลักแนวทางการปฏิวัติของ "เหมา เจ๋อ ตุง" มาโดยตลอด ผนวกกับการดึงวิถีทางการเมืองทางอิสลามมาเป็นการต่อสู้ บีอาร์เอ็นจึงใช้แนวคิด มุสลิมศึกษารวมตัวกัน เพื่อต่อสู้ให้ได้มาในสิ่งที่เคยสูญเสียไป กระบวนการกู้ชาติปัตตานี กระบวนการแบ่งแยกดินแดน ญิฮาด ถูกจัดตั้งจากฐานความคิดเดียวกัน คือ อิสลามการเมือง ยึดหลัก อัลกุรอาน อัลหะดีษ และหลักชารัอะห์ เป็นทางนำในการต่อสู้
บีอาร์เอ็นจัดตั้งเมื่อปี 2513 มีการปลุกจิตสำนึกทางศาสนา ประวัติศาสตร์ เข้าไว้ด้วยกัน สิ่งสำคัญที่ยึดโยงบีอาร์เอ็นคือ เอกสารธรรมนูญ ปี 2518 แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ รากเหง้าของปัญหาที่ฝังลึกในการสร้างความรุนแรง
บีอาร์เอ็น ถูกปลูกฝังในเรื่องการถูกล่าอาณานิคมจากสยาม ถูกยึดครองแผ่นดิน ถูกกฎขี่ครอบงำ แนวทางต่อสู้จึงต้องการสิ่งที่เคยเป็นของตน กลับคืนมาจากรัฐไทยให้จงได้ ตั้งแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบัน จึงนำมาสู่การต่อสู้ ความรุนแรง เพื่อนำไปสู่การตั้งรัฐ
ทว่าสิ่งที่แตกต่างคือ การนำอิสลามมาเป็นแนวทาง โดยการญิฮาด (พลีชีพเพื่อศาสนา) ซึ่งทำไปเพื่อเอกราช สังคมสงบสุข และความยุติธรรม ที่เคยประกาศไว้ว่า หากได้ดินแดนกลับคืนมา จะทำให้ทุกคนในพื้นที่มีความสุข
อย่างไรก็ตาม อยากเสนอแนะผู้ที่จะเข้าไปแก้ปัญหาในชายแดนใต้ ต้องยึดหลักสิทธิมนุษยชน และไม่ละเมิดหลักการของศาสนา ทั้งนี้ข้อเรียกร้องของบีอาร์เอ็นผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น โปรแกรมยูทูบ ที่เสนอต่อมวลชน และสมาชิกของบีอาร์เอ็นนั้น คือ การต่อสู้ภายใต้รัฐธรรมนูญไทยไม่มีความชอบธรรม ข้อเสนอหลัก 5 ข้อ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ รัฐไทยต้องยอมรับกระบวนการปลดปล่อย และยอมรับในการเป็นเจ้าของ ทั้งในด้านศาสนา และแผ่นดิน
"วันนี้บีอาร์เอ็นเดินมาถึงทางแยก ทั้งในเรื่องของกระบวนการสันติภาพ อิสลามการเมือง และอาหรับสปริง การเปิดโต๊ะเจรจา ก็คือจุดเสี่ยงขององค์กร ซึ่งนับได้ว่าการต่อสู้ของบีอาร์เอ็นยาวนานกว่า 30 ปี แนวทางที่จะเสนอคือ การปรับปรุงทั้งทหาร ตำรวจ และหน่วยข่าว โดยยึดถือหลักสิทธิมนุษยชน เชื่อว่าถ้ายึดหลักนี้จะทำให้การละเมิดสิทธิน้อยลง" น.ส.จิราพร กล่าว
ขณะที่ พล.อ.เอกชัย วิเคราะห์ว่า บีอาร์เอ็นมี 3 ระดับ คือ ระดับยุทธการ ระดับยุทธวิธี และระดับปฏิบัติการ ซึ่งแบ่งแยกดำเนินการแยกส่วนอย่างชัดเจน จะเห็นได้ว่า การเจรจากับรัฐไทยต้องมีการประชุมสภาของบีอาร์เอ็น และมีการมอบหมายตัวบุคคลที่ชัดเจนมาเป็นผู้เจรจา จากนั้นต้องรายงานให้ทางกลุ่มรับทราบภายใน 24 ชั่วโมง
ยกตัวอย่างในการเจรจาครั้งแรก คนลงนามไม่ใช่เป็นผู้สั่งการ ทั้งที่ความเป็นจริงระดับยุทธการที่มีบทบาทในการสร้างความรุนแรง ก็ไม่เห็นด้วยในการเปิดโต๊ะเจรจา ทั้งนี้ การเจรจามีมานานมากแล้ว แต่รัฐไทยไม่เคยนำผลเจรจากลับมาทำอย่างจริงจัง และไม่ได้มีการสร้างความมั่นใจให้แก่บีอาร์เอ็นเลย แม้กระทั่งรัฐบาลปัจจุบันก็ตาม
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตได้ว่า ทำไมบีอาร์เอ็นต้องเรียกร้องข้อเสนอต่างๆ ผ่านยูทูบ เพราะการตั้งโต๊ะเจรจามีการตกลงกันไว้กับ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า จะไม่มีการแถลงข่าว แต่ปรากฏว่า พล.ท.ภราดร กลับมาแถลงข่าว ทำให้บีอาร์เอ็นต้องแถลงการณ์ผ่านยูทูบ อย่างไรก็ตาม กระบวนการต่อสู้ของกลุ่มบีอาร์เอ็นนั้น ต่อสู้มากว่า 50 ปี ตั้งแต่ 2476 ต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดน และการต่อสู้ที่เริ่มรุนแรงมากขึ้นน่าจะ 40 กว่าปี ในปี 2509 จนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม อยากเสนอรัฐบาลเกี่ยวกับแนวคิดในการนิรโทษกรรมผู้ที่หลงผิด ที่รัฐบาลได้จับกุมผู้ก่อความรุนแรงไว้ พร้อมกันนี้แนวคิดในการปกครองตนเองของบีอาร์เอ็น โดยไม่มีการแบ่งแยกดินแดน พร้อมใช้กฎหมายท้องถิ่นในการปกครองตนเองนั้น รัฐบาลมองเรื่องนี้อย่างไร เพราะวันนี้ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เป็นฝ่ายของบีอาร์เอ็นมากกว่า 50% แล้ว เขาสามารถควบคุมมวลชน และสั่งการวางระเบิดได้หลายจุด
“จากที่ลงไปศึกษาในพื้นที่ ครูในพื้นที่บอกว่า บีอาร์เอ็นมีการแจกใบปลิว ลิสต์รายชื่อครู เจ้าหน้าที่รัฐ ที่จะสั่งเก็บแต่ละวัน ถ้าเขาเก็บได้ก็จะประกาศชัยชนะอย่างกึกก้องว่า รัฐไทยอย่ามายุ่งให้มาก ยิ่งยุ่งก็จะตามฆ่าทันที สิ่งที่น่าเป็นห่วงและตกใจคือ ขณะนี้มีครู เจ้าหน้าที่รัฐ หรือแม้กระทั่งโต๊ะอิหม่าม ที่ยอมเปลี่ยนใจไม่เข้าร่วมกับกลุ่มบีอาร์เอ็น ก็จะถูกฆ่า ซึ่งน่ากลัวมาก” พล.อ.เอกชัย กล่าว
พล.อ.เอกชัย กล่าวต่อว่า การที่เราดำเนินคดีด้านความมั่นคงจากที่เราเคยยกฟ้อง 30% มาจนถึงปี 2554 เรายกฟ้องถึง 70% แสดงให้เห็นว่าหลักฐานไม่มีความชัดเจน และไม่เพียงพอ ดังนั้นอยากให้ตระหนักว่า ถ้าเราดำเนินคดีกับกลุ่มก่อความไม่สงบไปในชั้นศาลก็จะถูกยกฟ้องอยู่ดี เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้ามีการปล่อยตัวผู้หลงผิด โดยไม่มีเงื่อนไข น่าจะเป็นวิถีทางให้เกิดความสันติได้
ด้าน นายชัยวัฒน์ ระบุว่า งานวิจัยชิ้นนี้ยังไม่สามารถลงลึกในการแยกรุ่นของบีอาร์เอ็นได้อย่างชัดเจน ขณะนี้ บีอาร์เอ็น ได้เปลี่ยนแปลงมาถึง 3 รุ่นแล้ว หากมีการแยกไว้อย่างชัดเจน สามารถนำมาสรุปเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะถ้ามีการเจรจาบรรยากาศก็จะดียิ่งขึ้น การพูดคุยเจรจาในสถานการณ์ที่สุกงอม ถึงเวลาแล้วหรือไม่ในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และอยากฝากไว้ว่า การเจรจาก็ไม่ควรนำทั้งอินโดนีเซีย และมาเลเซีย เข้ามาเกี่ยวข้อง จะทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย
หากย้อนกลับไป 5 ปีที่ผ่านมา จะมีการฆ่าตัดคอเยอะมาก แต่ในปัจจุบันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เพราะเขาขยับเข้ามาในเมืองมากขึ้น การต่อสู้จึงเป็นในส่วนของการจัดตั้งม็อบ เพื่อเข้าถึงมวลชนให้มากขึ้น ดังนั้น สังคมไทยต้องทำความเข้าในเรื่องความขัดแย้ง เราจึงเห็นความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนใต้มาเป็น 100 ปี ตั้งแต่ก่อตั้งรัฐชาติไทย พูดได้ว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรัฐชาติไทยที่ยังไม่เสร็จ ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับการต่อสู้ของบีอาร์เอ็นต้องมุ่งเน้นไปที่การต่อสู้ในพื้นที่มากกว่า คิดว่ารัฐต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่จะทำ
“เราควรทำความเข้าใจเรื่องสันติสนทนา ไม่ใช่การเจรจา เพราะถ้าเป็นการเจรจาสุดท้ายจะได้คือ สนธิสัญญา แต่ถ้าเป็นสันติสนทนา สุดท้ายแล้วเราจะได้บรรยากาศและความไว้วางใจ ดังนั้นการเจรจาจึงแตกต่างจากสันติสนทนาโดยสิ้นเชิง เพราะสันติสนทนาคือการเมืองโดยความชอบธรรม ที่สามารถนำไปสู่ความรุนแรงได้ อย่างไรก็ตาม คิดว่าเรายังต้องพูดคุยกันต่อ เพราะการใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหา แต่ต้องพูดคุยกันกี่ปีนั้น คงต้องติดตามกันไป เราต้องใช้เวลา และไม่ได้หมายความว่าจุดจบของเรื่องนี้จะสวยหรูเสมอไป คงต้องประคับประคองให้การพูดคุยกันอย่างสันติสนทนาดำเนินการต่อไปด้วยดี" นายชัยวัฒน์ กล่าวในตอนท้าย
.................................
(หมายเหตุ : ยกระดับการเจรจาสู่'สันติสนทนา' อีกหนึ่งข้อเสนอ... ดับไฟปลายด้ามขวาน : รายงาน)



