ข่าว

วงโค้งอินโด-แปซิฟิก(จบ)

วงโค้งอินโด-แปซิฟิก(จบ)

26 ส.ค. 2556

วงโค้งอินโด-แปซิฟิก(จบ) : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook : Ruarob joe Muangman

             ในสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเราเห็นการเข้าสู่วงโค้งอินโด-แปซิฟิกอย่างแข็งขันของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ จีน อินเดียและออสเตรเลียแล้ว แต่อาเซียนก็ไม่นิ่งเฉยครับ พร้อมแสวงประโยชน์จากสถานการณ์เช่นกัน ด้วยพัฒนาการที่เข้มแข็งในการเป็นตัวกลางของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

             แม้ว่าประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะไม่ใช่ประเทศพัฒนาแล้ว ยกเว้นสิงคโปร์ แต่นับตั้งแต่ได้รวมตัวก่อตั้งเป็นสมาคมอาเซียนในปี 2510 ทั้งสิบได้พัฒนาประเทศของตนและสมาคม ให้เป็นเอกภาพและเข้มแข็งมากขึ้นตามลำดับ จนในปัจจุบันสามารถมีอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจในวงโค้งอินโด-แปซิฟิกได้ในระดับหนึ่ง และมีความหวังว่าการเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 จะทำให้ตนเองเข้มแข็งและเป็นศูนย์กลางได้จริง ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จด้านความมั่นคงของพวกเขาในเวทีระหว่างประเทศ ที่แสดงออกผ่านทางกรอบของอาเซียนและกรอบความร่วมมือย่อย ได้ปรากฏในหลายประการ เช่น สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในภูมิภาคจนลุล่วงในอาเจะห์และติมอร์ ขยายความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาคในหลายวงประชุม ซึ่งมีส่วนลดความตึงเครียดในสถานการณ์เฉพาะที่เกิดขึ้น จัดตั้งการลาดตระเวนร่วมในช่องแคบ ในหมู่รัฐชายฝั่งมะละกา ซึ่งไม่เพียงแต่ลดการกระทำอันผิดกฎหมายในทะเลได้จริง แต่เป็นการปิดกั้นโอกาสของมหาอำนาจในการแสวงประโยชน์จากความไร้เสถียรภาพในช่องแคบมะละกาอีกด้วย นอกจากนี้ยังร่วมสนับสนุนและกดดันพม่าปฏิรูปตามแนวทาง โรดแม็พ จนทำให้พม่ากลายเป็นประเทศประชาธิปไตยและได้รับการยอมรับจากชาติตะวันตก

             อย่างไรก็ตาม ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก เช่น การแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐ ที่เข้ามาเกาะเกี่ยวเชิงผลประโยชน์กับแต่ละประเทศ ปัญหาทะเลจีนใต้ที่จีนยังไม่ยอมรับหลักปฏิบัติที่มีผลผูกมัดในทะเลจีนใต้ และมีปัญหากระทบกระทั่งกับเวียดนามและฟิลิปปินส์ ปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ต่างๆ เช่น มินดาเนาและซาบาห์และปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น การก่อการร้าย ภัยพิบัติธรรมชาติขนาดใหญ่ ยาเสพติด อย่างไรก็ตาม ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีศักยภาพเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้เมื่อร่วมมือกัน อีกทั้งยังอาจบังคับวิถีให้ประเทศนอกภูมิภาคสนับสนุนแนวทางที่ริเริ่มโดยประเทศเหล่านี้ด้วย

             เมื่อจับสามปรากฏการณ์มาชนกัน ก็ฟันธงได้ว่าวงโค้งอินโด-แปซิฟิก น่าจะมีความสำคัญต่อภูมิภาคมากขึ้นในอนาคต และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคหนึ่งอาจจะกระทบต่อทั้งวงโค้ง เช่น ในมหาสมุทรอินเดีย การขยายบทบาททางทหารเพื่อคุ้มครองเมืองท่าและเรือสินค้าของจีนและอาจสร้างความวิตกแก่อินเดียและสหรัฐมากขึ้น และนำไปสู่การแข่งขันทางทหารในพื้นที่อื่นของวงโค้ง หรือกลุ่มก่อการร้ายอาจเพิ่มการเดินทางเข้าสู่ส่วนต่อขยายของมหาสมุทรอินเดีย เช่น น่านน้ำอินโดนีเซีย-ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาด้านการอพยพของผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายอยู่แล้ว สถานการณ์เช่นนี้อาจกระทบต่อช่องแคบมะละกาและน่านน้ำตอนในของอาเซียนดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ชาติที่มีความพร้อมด้านการทหาร เช่น สหรัฐ จีน และออสเตรเลีย จะเพิ่มความใส่ใจในวงโค้งเป็นภาพรวม ไม่น้อยกว่าการแยกส่วนภูมิภาค งานนี้ก็จะทำให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคมีการปรับตัวรับมือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับมหาอำนาจ ส่วนจะเสียเปรียบ หรือกระทบต่อประเทศหรือมหาอำนาจอื่นก็ต้องแล้วแต่เงื่อนไขและการปฏิบัติตน ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ความหวาดระแวงในประเทศเพื่อนบ้าน การแข่งขันด้านอาวุธและความขัดแย้งภายในประเทศที่เป็นผลมาจากการเอื้อประโยชน์กับต่างชาติอย่างไม่ชอบธรรม

             สำหรับไทย ถ้าจะมองพัฒนาการของความใกล้ชิดและความร่วมมือกันของวงโค้งอินโด-แปซิฟิก ในทางบวกก็มองได้ เนื่องจากปัญหาเฉพาะที่อาจแก้ไขได้ยากในเวทีภูมิภาคอาจได้รับการใส่ใจร่วมแก้ปัญหาของตัวแปรในจำนวนที่มากกว่านั้น ในที่ประชุมที่เป็นกลางอย่างอาเซียน ขณะเดียวกัน ความร่วมมือเป็นวงกว้างจะช่วยเสริมจุดแข็งปิดจุดอ่อนของกันและกันในการรับมือกับความท้าทายร่วมของทุกประเทศ เช่น การก่อการร้าย ภัยพิบัติขนาดใหญ่ หรืออาชญากรรมข้ามชาติ ไทย ซึ่งมีที่ทั้งทางภูมิศาสตร์อย่างตอนกลางของวงโค้งและมีหลักการแสวงหามิตรภาพจากทุกประเทศ น่าจะวางตนให้เป็นตัวกลางประสานความร่วมมือและแก้ไขข้อพิพาทกับทุกประเทศ ไม่ใช่ให้มาเลเซียเป็น