ข่าว

'อุทัย'สวนกลางเวทีปฏิรูป'เสียเวลา-เงิน'

'อุทัย'สวนกลางเวทีปฏิรูป'เสียเวลา-เงิน'

25 ส.ค. 2556

'อุทัย'สวนกลางเวทีปฏิรูป'เสียเวลา-เงิน' หลับตานึกถึงประโยชน์ปชช.อันดับแรก แนะตั้งผู้เชี่ยวชาญศึกษาเป็นเป็นกลุ่ม 'ปู'ตั้ง3แนวทางมอบบรรหารประสาน

              25ส.ค.2556นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา กล่าวในเวทีสภาปฏิรูปการเมืองที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินไปสู่ความเสื่อมเกือบทุกเรื่องไม่วาจะเป็นการศึกษา สังคม การเมือง วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ดังนั้นควรจะมีการแบ่งกลุ่มให้ผู้เชี่ยวชาญไปศึกษา อาทิ ด้านความมั่นคง ด้านสังคม ก็จะทำให้ได้งานใหญ่และละเอียดขี้น หากมานั่งในวงใหญ่อย่างนี้ก็สิ้นเปลืองงบประมาณ

              "คิดว่าสิ่งดีที่สุดในการตัดสินใจปัญหาของประเทศ คือ เวลาที่คิดว่าจะทำอะไรให้คิดว่าทำเพื่อทั้งประเทศแล้วงานก็จะออกมาได้เป็นผลสำเร็จ ดังนั้นงานนี้ฐานะของพวกเราอยู่ตรงไหน และสิ่งที่นายกฯ บอกว่ามาหาทางออกของประเทศ พวกเราต้องหลับตาคิดถึงประชาชนก่อน แล้วรัฐบาลหวังอะไรกับ ถ้าทำเพื่ออนาคตจริงๆ ก็ต้องยอมรับเคารพความคิดเห็นของที่ประชุมบ้านเมืองก็มีโอกาส" นายอุทัย กล่าว

              ด้านน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ชี้แจงกลับว่า การเชิญทุกคนมาในที่ประชุมแห่งนี้ รัฐบาลไม่มีเจตนาให้ทุกคนไม่เสียเวลา แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายได้หารือกัน อยากเห็นประเทศเดินไปข้างหน้าในฐานะผู้มีประสบการณ์  รัฐบาลเหมือนผู้ที่อยู่ปลายน้ำไม่สามรถทำอะไรคนเดียวได้ และอยากรับฟังทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง


ทุกฝ่ายเห็นพ้องปัญหาความขัดแย้งควรต้องถกร่วม

              นายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า การปฏิรูปการเมืองหมายถึงการสร้างแนวทางที่หลากหลาย ซึ่งเวลาเราพูดปฏิรูปมักจะพูดแต่เรื่องกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ ทั้งนี้เรื่องความปรองดอง เป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิรูปประเทศและการเมือง ซึ่งการปฏิรูป ต้องสร้างความเข้าใจให้เข้าใจกันว่าเป็นเรื่องของทุกฝ่ายที่ต้องทำร่วมกัน ก็จะสำเร็จ อย่างไรก็ตามจุดเริ่มต้นวันนี้เป็นจุดที่สำคัญ ต้องมีการพูดคุยกัน  

              นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ถ้าเราเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหาก็จะนำพาประเทศไปสู่การปรองดองได้ ซึ่งจากการศึกษาของคอป.มองว่าในระยะสั้นในการปรองดองยากมาก เพราะยังมีความขัดแย้ง อยู่ แนวคิดเรื่องการเยี่ยวยา อย่างไรก็ตามขั้นตอนต่อไปต้องให้ทุกฝ่ายไม่มองแต่ปัญหา แต่ต้องมองถึงรากเหง้าปัญหา ส่วนปัญหาที่ไม่ใช่การเมืองก็มีเรื่องความเหลื่อมล้ำของประเทศ ต้องให้ทุกคนเข้าถึงทุกภาคส่วน อย่างไรก็ตามเรื่องสื่อก็มีผล ที่มีการเมืองเรื่องข้างที่เสนอข่าว ทำให้มีปัญหา ทั้งนี้กระบวนการวันนี้จะเกิดขึ้นได้ ถ้าให้ทุกฝ่ายเข้าร่วม  
             
              นายลิขิต ธีรเวคิน ราชบัณฑิต กล่าวว่า ตนไม่ปฏิเสธเวทีนี้เลย ทันทีที่ทีมมีการเชิญ ก็ตอบรับทันที ใครปฏิเสธคนนั้นจะถูกมองว่าไม่ร่วมแก้ปัญหา เพราะเราต้องร่วมกันแก้ปัญหา เราไม่สามารถปล่อยให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้ ทุกสังคมมีปัญหาความขัดแย้ง เราจึงต้องสร้างกลไกหาข้อยุติ ด้วยการนั่งคุยกันเพื่อแก้ปัญหา ถ้ามัวแต่กลัวก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ สิ่งที่ให้น้ำหนักตอนนี้ คือ เรามีความขัดแย้งอะไรและต้องแก้บ้าง การปฏิรูปต้องอิงประชาชนเป็นหลัก และควรมีการลงประชามติ ซึ่งตนยินดีที่จะระดมนักวิชาการที่รู้จักเข้ามาร่วมแก้ปัญหา  

              นายโอกาส เตพละกุล ประธานที่สภาปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า เท่าที่ฟังทุกคนจะอ้างประชาชนทั้งหมด ซึ่งปัญหาอีกอย่างที่เกิดขึ้นคือ ประชาชนไม่รู้ว่าจะเชื่อใคร เพราะไม่มีเวทีที่ให้ประชานเชื่อถือ โดยความเห็นตนควรตั้งสภาประชาชน ตั้งเวทีให้มีการพูดคุยปัญหาต่างๆของประชาชน และขอให้คุุยเป็นเรื่องๆ ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ส่วนผลจะออกมาอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งปัญหาอะไรก็ตามที่จะนำไปสูู่ความขัดแย้งด้วยการปลุกปั่น การแก้ปัญหาคือการให้ประชาชนรับรู้ทุกอย่าง การปลุุกปั่นก็จะไม่ได้ผล เพราะประชาชนรับรู้หมด อย่างไรก็ตามปัญหาของประเทศไม่ได้เกิดจากประชาชน แต่เกิดจากผู้ใหญ่ในบ้านเมือง  

              ขณะที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  ประชาชนต้องการประชาธิปไตย หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ประชาชนก็จะมาแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ทุกฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย ประชาธิปไตยคืออำนาจจากประชาชนไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่จากการเลือกตั้ง ทั้งนี้ประชาธิปไตยจะเปลี่ยนแปลงเมื่อประชาชนเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย อาทิ ให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น คือ ทำโดยยึดพื้นที่เป็นหลักอย่างเช่นให้้มีอบจ.และอบต. เป็นต้น  

              นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการบอกว่าแนวคิดสภาปฏิรูปการเมือง เป็นเพียงการลดความร้อนแรงทางการเมืองเท่านั้น ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องใช้ความเป็นผู้หญิงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งให้ประเทศ โดยยึดหลักผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก รัฐบาลต้องมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนทั้งในสภาและการบริหาร ขณะนี้มีการชิงไหวชิงพริบ ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน เชื่อว่าการลดคอรัปชั่นจะเป็นประโยชน์ จะแก้ปัญหาการเมืองได้ต้องยึกประชาชนเป็นหลัก  

              นายพิชัย รัตตกุล อดีตประธานรัฐสภา กล่าวว่า ก่อนมาร่วมนั้น ทุกคนไม่รู้ว่ารูปแบบจะเป็นอย่างไร แต่พอมาร่วมแล้วจะให้รู้ถึงรูปแบบมากขึ้น แม้จะเห็นด้วยกับนายอุทัยในการแบ่งแยกประชุมทีละเรื่องทีละประเด็น แต่ก็ไม่เห็นด้วยไปทีเดียว และเห็นว่าหากเราเชิญคนที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ได้อยู่ในเวทีนี้มาประชุมด้วยก็จะดีกว่า คนไทยไม่ต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นายกฯระบุว่า เรื่องนี้เน้นถึงเรื่องอนาคต นายกฯย้อมมีในใจว่าโรดแมปของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ตนจึงเสนอการวางแผนโรดแมปในระยะยาว 20 ปี และระยะสั้นตามลำดับ เพราะจะทำให้มองเห็นการแก้ไขปัญหาในเรื่องต่างๆได้ง่ายขึ้น เพื่อดูว่าเดินหน้าของประเทศไทย 

              นายกระมล ทองธรรมชาติ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า เห็นด้วยที่จะให้มีโรดแมปสำหรับประเทศ การปฏิรูปการเมืองไม่จำเป็นต้องทำแล้ว เพราะมีหน่วยงานหลักทำ แต่การปฏิรูปสังคมนั้นคือเป็นเรื่องสำคัญ และทำได้ง่ายกว่า จึงเห็นควรให้มีการปฏิรูปสังคมด้วย  

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.25 น. ภายหลังที่นายกระมล พูดแล้วเสร็จที่ประชุมได้พักรับประทานอาหารเที่ยง และมีการประชุมหารือต่อในช่วงบ่ายเวลา 13.30 น.

              ต่อมาเวลา 13.30 น. หลังจากพักกลางวัน นายอนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการสถาบันปรีดีพนมยงค์ กล่าวว่า แนวทางที่ควรแก้ไข ได้แก่ 1.ประชาธิปไตยที่ดีที่ปฏิรูปแล้วสำหรับประเทศไทย คืออะไร เพื่อผลักดันร่วมกัน 2.ปัญหาความขัดแย้งเฉพาะหน้า คือ ความเคลือบแคลงสงสัยของระบบยุติธรรม ซึ่งเป็นปัญหามากหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 49 โดยเฉพาะหลายมาตราในรัฐธรรมนูญ 50 3.มีการตั้งข้อสงสัยว่ามีตุลาการภิวัตหรือไม่ คือ มีปัญหาในเรื่องนี้หรือไม่ มีการแทรกแซงองค์กรอิสระหรือไม่ 4.ผลกระทบจากการรัฐประหาร โดยทหารเข้ามาจัดการการขัดแย้งทางการเมือง แต่ควรที่จะให้ยึดกติกาของประชาธิปไตยในการแก้ไขปัญหา 5.ความเลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ที่ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองมีความซับซ้อนมากขึ้น 6.การกล่าวอ้างสถาบันกษัตริย์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง 7.ความขัดแย้งที่มีการเดิมพันสูง

              หลังจากนั้นนายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสภาร่างรัฐธรรมนูญ 40 กล่าวว่า ผู้ที่ต้องปฏิรููปไม่ได้มีแค่นักการเมืองเท่านั้น จึงส่งผลให้ผู้ที่ต้องปฏิรูปหลุดพ้นไป สิ่งที่เราจะต้องปฏิรูปมี 7 ข้อคือ 1.ปฏิรูปรัฐธรรมนูญ 2.กฏหมาย 3.โครงสร้างอำนาจ 4.กระบวนการยุติธธรรม 5.เศรษฐกิจ 6.การศึกษา และ7.การมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างไรก็ตามเป้าหมายเฉพาะหน้าในการปฏิรูปการเมืองต้องให้การเมืองมีเสถียรภาพทางการเมือง เมื่อมีแล้วปัญหาจะค่อยคลี่คลายไป
 
              ด้านนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าพวกเราพยายามทำความเข้าใจก็น่าจะมีโอกาสแห่งความสำเร็จ โดยเรื่องการเมืองคือปัญหาหลักของประเทศไทย ซึ่งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกัน อย่างไรก็ตามทุกวันนี้มีความขัดแย้ง และสิ่งหนึ่งที่น่าห่วงคือภาพลักษณ์ของประเทศ ที่มีการถ่ายทอดสดการประชุมสภาฯ ทั้งนี้เราขาดบุคลากรการเมือง ขาดคนรุุ่นใหม่

              ต่อจากนั้นนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า บ้านเรามีปัญหาต้องพูดกันตรงๆ ว่าความขัดแย้งที่เรามีอยู่นั้นมีอะไร เพราะในสัังคมยังงงอยู่ ซึ่งการแก้ปัญหาทุกคนต้องหันหน้ามาช่วยกัน อย่างไรก็ตามทุกวันนี้เป็นปัญหาบ้านเมือง ไม่ใช่การเมืองอย่างเดียว ทุกส่วนต้องช่วยกัน และอยู่บนพื้นฐานการเข้าใจ ให้อภัยกัน โดยต้องหาวิธีที่เร็วที่สุด ส่วนการวางโรดแม็ปประเทศไทยนั้นวางได้ แต่ต้องดูว่าวางต่อเนื่องหรือไม่ ทั้งนี้ทุกประเด็นปัญหาจบลงได้ถ้าไว้วางใจกัน หวังว่าการประชุมวันนี้จะได้กรอบว่าจะเดินหน้าอย่างไร ส่วนรายละเอียดในการวางรากฐานต้องใช้เวลายาวนาน และต้องหาคนรุ่นใหม่เข้ามา

              ส่วนนพดล แก้วสุพัฒน์ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรามีแผนศึกษามากมายแต่อยู่ที่รัฐบาลจะหยิบไปใช้หรือไม่ เรื่องของการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งนี้อีกไม่กี่ปีเราคงไม่ได้ใช้แค่ประเทศไทยประเทศเดี่ยวเพราะต้องมีประเทศอาเซี่ยนเข้ามา ซึ่งในส่วนของท้องถิ่นจะเข้ามาร่วมทำงานหลักใหญ่ๆเรื่องโครงสร้างการกระจายอำนาจ อย่างไรก็ตามการตรวจสอบต้องตรวจสอบได้ทุกระดับ

              สำหรับนายสมชาย กรุสวนสมบัติ ตัวแทนจากนสพ.ไทยรัฐ กล่าวว่า จากที่ได้นั่งฟังการเสนอความคิดเห็นจากหลายฝ่าย ตนมีความคิดว่าจะมีทางเดินไปถึงทางออกประเทศ อย่างไรก็ตามตนเข้าใจว่าการทำงานในระบบแบบไทยไม่มีอะไรง่าย กว่าจะมีการผลักดันในแต่ละเรื่อง สิ่งที่ตนได้เรียนนายกฯ คือ ดีแล้วที่ตั้งความหวังในการทำเพื่อประเทศ แต่ให้นึกไว้ว่าไม่มีอะไรง่าย และตนขอสนับสนุนให้มีการปฏิรูปแก้แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ

              นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า เราต้องขจัดระบบคิดของคนไทยว่า ไม่มีความสูงส่งหรือต่ำต้อย ความเห็นต่างทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องปกติ สะท้อนให้เห็นว่าคนที่เลือกเข้าไปกำลังทำเพื่อบ้านเมือง แต่ถ้าไม่มีความเห็นต่างแสดงว่ากำลังจะเป็นการยึดอำนาจ ตนเห็นว่าเราอยากจะได้ข้อยุติที่เป็นรูปธรรมเปรียบเป็นคำภีร์ในการปฏิรูปบ้านเมือง และต้องนำไปทำเป็นเล่มเล็กๆเผยแพร่ให้ประชาชนรู้ นอกจากนี้ตนเชื่อว่าคนที่ไม่ได้เข้าร่วมกำลังต้งใจฟังและหาทางตอบโต้ และอยากให้นำสิ่งที่ตอบโต้ไปทำให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งอยากให้มีการเชิญกลุ่มที่เห็นต่างเข้าร่วมอีกครั้ง ทั้งนี้สิ่งที่จะต้องแก้ปัญหาคือการฉ้อราฎร์บังหลวง

              นายสุพัฒน์ อาษาศรี เลขาสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตยคือรัฐประหาร ซึ่งทุกวันนี้กระบวนการบนท้องถนนถูกพัฒนาขึ้น การใช้กระบวนการอ้างเหตุผลเกี่ยวกับสถาบันมายึดอำนาจ จะทำให้ประชาชนทั้งประเทศต่อต้าน สำหรับการเดินหน้าปฏิรูปการเมืองต้องเชิญทุกกลุ่มมาร่วมพูดคุย ยกเลิกกฎหมายที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และเขียนขึ้นใหม่ ปลดปล่อยนักโทษการเมือง กลไกอำนาจต้องตรวจสอบได้และยึดโยงกับประชาชน องค์กรที่ไม่ได้มาจากประชาชนไม่สามารถใช้อำนาจแทนประชาชนได้

              นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า อยากให้สังคมช่วยกันทบทวนตัวเองว่าทำหน้าที่กันอย่างไร ซึ่งในส่วนของชนชั้นปกครองผู้มีอำนาจในการที่จะทำหน้าที่ซึ่งส่งผลดี ผลเสียต่อประชาชน คิดว่าสมควรหรือไม่เพราะสังคมควรที่จะช่วยเหลือกัน และภาครัฐน่าจะเน้นย้ำสิ่งเหล่านี้ ซึ่งตนอยู่ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมา 30 ปี ไม่เคยมีรัฐบาลไหนมองนโยบายของประเทศข้ามปีต่อปี

              นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ความขัดแย้งด้านการเมืองในระบอบรัฐสภา เป็นเรื่องปกติตนคิดว่าประชาชนจับตาดูอยู่อย่างใกล้ชิด หากทำตัวไม่เหมาะสมประชาชนก็จะลงโทษเอง โดยตอนนี้อยากเห็นการเมืองของภาคประชาชน ในภาคเกษตรกรแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่านามธรรม สามารถลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร รวมทั้งการกระจายอำนาจ และความรู้ โดยเฉพาะในเรื่องของภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ที่ผ่านมาเกษตรกรมีปัญหาในเรื่องการถือครองที่ดินทำกิน โดยไม่สามารถทำการเกษตรในระยะยาวได้ และไม่สามารถเอาที่ดินคืนได้ ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในการทำหน้าที่ทุกอย่าง ความจริงแล้วปัญหาบางอย่างนั้นสามารถใช้มติครม.แก้ไขได้เลย ซึ่งสิ่งที่ตนเป็นห่วงคือการประชุมในวันนี้จะเกิดการสถาปนาองค์กรใหม่ขึ้นมา ซึ่งเราจะศึกษากันแล้วศึกษากันอีก ไม่มีความเป็นรูปธรรมและขอยืนยันว่าเกษตรกรอยากเห็นการแก้ไขปัญหาเป็นรูปธรรมสามารถไปถึงมือเกษตรกรได้โดยเร็ว ทั้งนี้ที่ผ่านมาในการพัฒนาประชาธิปไตยช่วง 10 ปีคนที่ได้รับอานิสงส่วนใหญ่เป็นคนในเมือง ชนชั้นกลาง แต่คนในชนบทจะได้รับอานิสงน้อยมากหากสร้างความเป็นธรรมได้ตนเชื่อว่าสังคมจะลดความขัดแย้งได้ในระดับหนึ่ง

'ปู'ตั้ง3แนวทางมอบบรรหารประสาน

              จากนั้นเวลา 16.00น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวสรุปการประชุม ว่า ในส่วนของนายพิชัยได้ตั้งโจทย์ในรายละเอียดที่ครบสมบูรณ์ โดยตนจะเอามุมมองนี้มาเป็นตัวตั้งเข้าไปในเนื้อหา โดยจะเสนอกรอบที่มีเป้าหมายร่วมกัน คือเป้าหมายในการปฏิรูปเพื่อหาทางออกประเทศ เราจะมององค์รวมก่อน โดยเป้าหมายที่จะมองพร้อมกัน 7 หัวข้อ คือ1.เป้าหมายทางออกในเรื่องทางออกประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขให้มีความมั่นคงแข็งแรง 2.ความเท่าเทียมกันในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจนในสังคม อย่างเท่าเทียม 3.กลไกในการทำงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่ใช่การจับผิดแต่เป็นการสร้างคามไว้วางใจ ความเชื่อมั่นกับสังคมด้วย 4.เป้าหมายของกระบวนการที่ให้เกิดความยุติธรรมเท่าเทียม ในสิทธิที่แต่ละกลุ่มควรจะได้รับภายใต้ข้อกฎหมายที่เป็นไปตามหลักนิติรัฐนิติธรรม 5.อยากเห็นประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วมทุกภาคส่วน รับฟังเสียงทุกเสียง 6.หลักความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้อภัยซึ่งกันและกัน สร้างบรรยากาศความเชื่อมั่นแก่ต่างประเทศ และ7.ขอให้ยึดประโยชน์ส่วนรวมและความถูกต้องยึดส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

              ส่วนแนวทางปฏิบัติในการทำงานเราจะนำผลการศึกษาของหลายสถาบัน เข้ามาศึกษาร่วมกันเพื่อจะดูว่าอะไรบ้างที่สามารถเป็นข้อคิดเห็นที่ส่วนใหญ่เห็นชอบและดำเนินการได้ ซึ่งจะมีการนำมาเสนอให้ที่ประชุมเห็นว่าอะไรที่สามารถดำเนินการได้เลย หลังจากที่ดูข้อที่ดำเนินการแล้วก็จะเหลือข้อที่ควรจะทำเพิ่มเติมก็จะมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำงานเพิ่มเติม

              จากนั้นให้มีการสรุปปัญหารากเหง้าว่า ทั้งหมดที่เป็นปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองนั้นคืออะไรเพื่อที่จะเป็นโจทย์ในการทำโรดแมพระยะยาว โดยชุดนี้มอบให้ฝ่ายอำนวยการคือนายพงศ์เทพ และนายวราเทพ ซึ่งทางสำนักนายกรัฐมนตรีจะรับตรงนี้ไป และขอเรียนเชิญตัวแทนคณะกรรมการ สถาบันต่างๆเข้าไปทำง่นร่วมกันเพื่อรือเป็นข้อสรุป ซึ่งทั้งหมดนี้คือแนวทางที่1 ที่ทำได้เร่งด่วน

              นายกฯ กล่าวต่อว่า แนวทางที่ 2 คือการศึกษาโรดแมปของการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งเราจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือการเมือง ซึ่งครอบคบลุมถึงการเมืองการปกครอง การบริหารองค์กรส่วนท้องถิ่น นิติบัญญัติ ตุลาการ รวมถึงกระบวนการยุติธรรม และภาคประชาชน 2.กลุ่มเศรษฐกิจ เราจะอย่างไรให้โครงสร้างเศรษฐกิจพัฒนาการแข่งขันของภาคชุมชน เอสเอ็มอี และสังคมโดยรวมให้ดำเนินต่อไปได้ และรองรับAEC และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และเปิดโอกาสการแข่งขัน 3.กลุ่มสังคม ซึ่งรวมปัญหาการศึกษา แรงงาน สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม หรือเรื่องอื่นๆที่ยังไม่ครอบคลุม ซึ่งจะมีคณะทำงานทั้งหมด 3 คน ซึ่งการปฏิรูปทั้ง 3 กลุ่มนี้จะมีคำถามว่า จะดำเนินการให้เกิดขึ้นอย่างไร ตนเป็นผู้ที่มีประสบการณ์น้อย จึงขอเรียบเชิญนายบรรหาร ในฐานะที่มีประสบกรณ์และเป็นผู้ใหญ่ที่จะมาช่วยประสานงานของทั้ง 3 กลุ่ม ว่าจะขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปแบบในการปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรมได้อย่างไร นอกจากนี้ทางฝ่ายสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะเป็นศูนย์กลางในการอำนวยความสะดวก

              นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ถ้าจะแก้ปัญหาควรหยิบยกปัญหาเฉพาะหน้ามาแก้ไข ทั้งเศรษฐกิจสังคม การเมือง ซึ่งการแก้ปัญหาไม่ใช่เรื่องง่าย ลำบากมาก ซึ่งตนจะช่วยไปประสานงานให้

เคาะรวบรวมข้อมูลตั้งคกก.3คณะถกปัญหาระยะสั้น-ยาว

              นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หลังจากหารือกันวันนี้หลายฝ่ายจะไปรวบรวม ข้อมูลทั้ง 3 คณะ คือการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม และให้แบ่งการทำงานออกมาเป็น 2 ส่วน คือ ปัญหาเร่งด่วน และปัญหาระยะยาว โดยมอบหมายให้นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยความสะดวก และหากจะมีการเพิ่มบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญและเหมาะสมในการปฏิรูปแต่ละด้านให้สามารถส่งรายชื่อเพิ่มเติมได้ที่นายธงทองและจะสรุปผลการหารือในวันนี้จัดส่งให้ผู้ที่ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุม แม้จะมาหรือไม่มาก็ตาม โดยในเดือนหน้าจะเชิญอีกครั้ง ส่วนจะเป็นวันไหนจะแจ้งอีกครั้งหนึ่ง

 น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกครั้งในช่วงท้ายว่า “ยืนยันว่าเราจะทำงานและนำความเห็นำไปทำเพื่อประชาชน กราบขอกำลังใจซึ่งกันและกันและอย่าพึ่งทิ้งกันเลย”

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นเวลา 16.00 น. ภายหลังการประชุม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เข้าไปยังห้องรับรองเพื่อหารือร่วมกับนายบรรหาร นายภูมิธรรม เวชยชัย นายพงศ์เทพ นายวราเทพ  รัตนากร รัฐมนตรประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ นายธงทอง นายวุฒิสาร โดยใช้เวลาในการหารือประมาณ 15 นาที เพื่อมอบหมายให้นายบรรหาร ทำหน้าที่ประสานงานในการระดมตัวแทนทุกภาคส่วนทั้ง 3 กลุ่ม ประกอบด้วยการเมือง เศรษฐกิจ สังคม โดยมีฝ่ายเลขานุการประกอบด้วยนายสุรนันทน์ นายวุฒิสาร นายธงทอง นายกิตติพงศ์  จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินไปส่งนายบรรหารที่รถ ก่อนที่เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยไม่มีการให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด