ข่าว

คลี่ปมปริศนา'ซิ่งยิงดะ'(2)

คลี่ปมปริศนา'ซิ่งยิงดะ'(2)

25 ส.ค. 2556

คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : ภาพสเก็ตช์-วิถีกระสุน มัดตร.นครบาล 'ซิ่งยิงดะ' (2) : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ

 

                             คำให้การของผู้บาดเจ็บ จากเหตุการณ์มือปืนซิ่งกระบะวีโก้ ไล่กระหน่ำยิงผู้ร่วมทาง จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บหลายคน และรถยนต์เสียหายไป 6 คันรวด เหตุเกิดในพื้นที่ สน.สุทธิสาร ต่อเนื่องพื้นที่ สน.ประชาชื่น และ สน.ดุสิต เมื่อกลางดึกวันที่ 23 ธันวาคม 2554 นำไปสู่การสเก็ตช์ภาพคนร้าย โดยผู้เชี่ยวชาญจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ กลายเป็นเบาะแสชิ้นสำคัญที่ทำให้ตำรวจฝ่ายสืบสวนนำไปขยายผลจนสามารถติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีได้

                             "ภาพสเก็ตช์" ดังกล่าว ถูกนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลผู้ต้องสงสัย ที่ได้จากการตรวจสอบผู้ครอบครองรถยนต์ของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งพบว่า รถกระบะโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีบรอนซ์เงิน ลักษณะโหลดเตี้ย ทะเบียนซึ่งผู้เสียหายจำได้เพียง ผค 33 สงขลา นั้น แท้จริงแล้วคือ ผค 3368 สงขลา ผู้ครอบครองมีภูมิลำเนาอยู่ใน จ.สงขลา

                             จากการตรวจสอบประวัติผู้ครอบครองรถกระบะต้องสงสัยรายนี้พบว่า เป็นบิดาของตำรวจสังกัดกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน กองบัญชาการตำรวจนครบาล และรถกระบะต้องสงสัยก่อเหตุไล่กระหน่ำยิงเพื่อนร่วมทางคันนี้ถูกนำมาใช้งานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดย ส.ต.ต.ถิรายุ เพ็ชรมีค่า ซึ่งเป็นบุตรชายของผู้ครอบครองรถ

                             การขยายผลของตำรวจชุดสืบสวนทำให้ทราบว่า รถกระบะวีโก้ สีบรอนซ์เงิน และโหลดเตี้ย มีผู้พบเห็นวิ่งเข้า-ออกกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน อยู่เป็นประจำ จึงได้นำภาพสเก็ตช์คนร้ายที่ได้จากการสอบปากคำผู้เสียหาย ไปให้ตำรวจในสังกัดกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชนดู ก่อนจะมีการยืนยันว่า ภาพสเก็ตช์คนร้ายดังกล่าว ใกล้เคียงกับ ส.ต.ต.ถิรายุ ซึ่งใช้รถกระบะโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีบรอนซ์เงิน ลักษณะโหลดเตี้ย เป็นพาหนะ     

                             ข้อมูลจากการสืบสวนขยายผลทำให้ทราบว่า ส.ต.ต.ถิรายุ เพิ่งถูกให้ออกจากราชการ เนื่องจากมีความผิดเกี่ยวกับคดียาเสพติด และมีข้อมูลว่า ขณะตำรวจชุดสืบสวนเข้าไปตรวจสอบความเคลื่อนไหวผู้ต้องสงสัยในกองบัญชาการตำรวจนครบาล ส.ต.ต.ถิรายุเดินทางกลับภูมิลำเนาที่ จ.สงขลา ไปก่อนหน้านั้นไม่นาน

                             ตำรวจชุดสืบสวนจึงออกติดตามและสามารถควบคุมตัว ส.ต.ต.ถิรายุ ได้ที่ อ.เกาะยอ จ.สงขลา ในวันที่ 29 ธันวาคม 2554 หลังเกิดเหตุเพียง 6 วัน โดยในการควบคุมตัวครั้งนั้น ตำรวจชุดสืบสวนสามารถยึดรถยนต์กระบะโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีบรอนซ์เงิน ลักษณะโหลดเตี้ย ทะเบียน ผค 3368 สงขลา และอาวุธปืนออโตเมติก สโตเกอร์ (STOEGER) ขนาด 9 มม. รุ่น COUGAR 8000F ขนาดแมกกาซีน บรรจุ 15 นัด

                             อาวุธปืนขนาด 9 มม. กระบอกดังกล่าว พร้อมรถกระบะที่ตำรวจยึดได้ ถูกส่งให้ตำรวจกลุ่มงานตรวจอาวุธปืนและเครื่องกระสุน กองบังคับการพิสูจน์หลักฐานกลาง ตรวจสอบพบว่า อาวุธปืนกระบอกนี้มีลักษณะลำกล้อง 6 ร่อง 6 สันเกลียว เวียนขวา สอดคล้องกับร่องรอยกระสุนที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานได้ตรวจพบบนรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกยิงในวันเกิดเหตุจำนวน 6 คัน ซึ่งมีลักษณะเกลียวกระสุนเวียนขวาเช่นกัน ขณะที่ในรถกระบะคันที่ยึดได้ก็พบเขม่าดินปืน ยืนยันได้ว่าภายในรถยนต์คันนี้มีการใช้อาวุธปืนอย่างแน่นอน

                             "ตำรวจพิสูจน์หลักฐานตรวจพบหัวกระสุน และเศษทองแดงหุ้มหัวกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวนหนึ่งภายในรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อผ่านขั้นตอนการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์พบว่า ชิ้นส่วนของกระสุนปืนที่เก็บได้นั้นถูกยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกัน ขณะที่การตรวจสอบวิถีกระสุนก็พบว่าถูกยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกันเช่นกัน ซึ่งหลักฐานที่พบนั้นก็สอดคล้องกับลักษณะพิเศษของปืนที่ยึดได้จาก ส.ต.ต.ถิรายุ" พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วยผบ.ตร.ให้ข้อมูล

                             จากการตรวจสอบร่องรอยกระสุนที่พบบนรถยนต์เสียหายทั้ง 6 คัน พบว่า ถูกยิงด้วยปืนขนาด 9 มม. กระบอกเดียวกัน รวมทั้งหมด 15 นัด ขณะที่อาวุธปืนที่ยึดได้จาก ส.ต.ต.ถิรายุ ก็เป็นปืนขนาด 9 มม. มีแมกกาซีน บรรจุกระสุนได้จำนวน 15 นัด หมายความว่าขณะเกิดเหตุ มีการใช้อาวุธปืนยิงจนกระสุนหมดแมกกาซีน

                             สอดคล้องกับคำรับสารภาพของ ส.ต.ต.ถิรายุ ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนภายหลังถูกจับกุมว่า ได้ใช้ปืนขนาด 9 มม.ที่ตำรวจยึดได้ ยิงใส่รถยนต์ของผู้เสียหายจำนวน 6 คันจริง เนื่องจากขณะเกิดเหตุมีอาการมึนเมาเพราะดื่มสุราทำให้ขาดสติก่อเหตุร้ายขึ้น

                             ส.ต.ต.ถิรายุ ยอมรับว่า คืนวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 20.30 น. ได้ออกจากบ้านพักย่านสถานีขนส่งหมอชิต 2 ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองแต่งงานของเพื่อน ที่ร้านอาหารนาทอง ย่านห้วยขวาง ระหว่างนั้นได้ดื่มสุรากับกลุ่มเพื่อนประมาณ 1 ชั่วโมง กระทั่งเมาและมีปากเสียงกับเพื่อนร่วมกลุ่ม จึงได้ออกจากร้านเพื่อขับรถกระบะโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีบรอนซ์เงิน ลักษณะโหลดเตี้ย ทะเบียน ผค 3368 สงขลา กลับบ้านพัก โดยใช้ถนนสายรัชดาภิเษกขาออก

                             เมื่อมาถึงอุโมงค์ลอดแยกสุทธิสาร ท้องที่รับผิดชอบของ สน.สุทธิสาร มีรถยนต์แล่นเบียดขึ้นหน้าไป ทำให้ไม่พอใจ จึงชักปืนขนาด 9 มม.ที่พกติดตัวยิงใส่ไป 3 นัด หลังจากนั้นได้ขับรถมาถึงบริเวณทางขึ้นด่วนรัชดาภิเษกท้องที่ สน.ประชาชื่น ได้ใช้ปืนกระบอกเดียวกันยิงใส่รถเก๋งที่วิ่งอยู่บริเวณนั้นไป 3 นัด และเมื่อรถวิ่งมาถึงทางขึ้นสะพานข้ามแยกประชานุกูล ท้องที่รับผิดชอบ สน.ประชาชื่น ก็ใช้ปืนยิงใส่รถกระบะไป 2 นัด เมื่อถึงหน้าคอนโดมิเนียมเซ็นทริค ท้องที่รับผิดชอบ สน.ประชาชื่น เช่นกัน ก็ลั่นกระสุนใส่รถเก๋งอีก 3 นัด

                             กระทั่งขับรถมาถึงบริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ สาขาวงศ์สว่าง ท้องที่รับผิดชอบ สน.ประชาชื่น เห็นรถกระบะวิ่งอยู่ก็ใช้ปืนยิงใส่ไปอีก 2 นัด หลังจากนั้นได้ขับรถขึ้นสะพานพระราม 7 เลี้ยวซ้ายเข้าถนนจรัญสนิทวงศ์ ขับไปจนถึงบางพลัดแล้วจึงเลี้ยวข้ามสะพานซังฮี้ เลี้ยวซ้ายผ่านวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ แล้วเลี้ยวขวาตรงไปยังแยกขัตติยานี เมื่อถึงแยกมีรถยนต์ขับปาดหน้าเข้ามา ทำให้รู้สึกโกรธจึงขับรถตามไปจนถึงบริเวณ ถ.พระราม 5 ห่างจากแยกวัดเบญจมบพิตร ประมาณ 20 เมตร ท้องที่รับผิดชอบ สน.ดุสิต จึงขับรถแซงขึ้นประกบรถยนต์คู่กรณีทางด้านซ้าย แล้วเปิดกระจกรถฝั่งข้างคนขับของรถตัวเองลงแล้วใช้ปืนยิงไปอีก 2 นัด

                             หลังจากนั้น ส.ต.ต.ถิรายุ ได้ขับรถกระบะคันก่อเหตุไปจนถึงแยกพาณิชย์พระนครแล้วเลี้ยวซ้ายไปขึ้นทางด่วนยมราช และลงทางด่วนที่ด่านถนนกำแพงเพชร 2 เพื่อกลับเข้าบ้านพักย่านสถานีขนส่งหมอชิต 2 โดยไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ใครฟัง หลังจากนั้นได้กลับภูมิลำเนาที่ จ.สงขลา กระทั่งถูกตำรวจฝ่ายสืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลติดตามจับกุมได้ในที่สุด

                             หลังถูกจับกุม ส.ต.ต.ถิรายุ ถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดำเนินคดีฐานพยายามฆ่า พกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และยิงปืนในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมชน โดยได้แยกสำนวนส่งฟ้องต่างกรรมต่างวาระรวม 6 คดี ตามพื้นที่เกิดเหตุ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ศาลได้พิพากษาในคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่ สน.ดุสิต แล้ว 1 คดี โดยมีคำพิพากษาให้จำคุก ส.ต.ต.ถิรายุ ฐานความผิดพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นเวลา 33 ปี 4 เดือน และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.อาวุธปืนอีก 1 ปี รวมจำคุกเป็นเวลา 34 ปี 4 เดือน แต่ผู้ต้องหารับสารภาพ ได้รับการลดโทษลงกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 17 ปี 2 เดือน

                             ขณะที่ ส.ต.ต.ถิรายุ มีคดีค้างเก่าอยู่ระหว่างรอลงอาญาคดีทำร้ายร่างกายผู้อื่น ซึ่งมีโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน ศาลจึงให้รวมโทษในคดีที่ก่อขึ้นใหม่เป็นจำคุก 19 ปี 8 เดือน ซึ่ง ส.ต.ต.ถิรายุ ไม่ยื่นอุทธรณ์ ส่วนอีก 5 คดีที่เหลือ ซึ่งประกอบด้วย ท้องที่ สน.สุทธิสาร 1 คดี และ สน.ประชาชื่นอีก 4 คดี อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี

                             "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากจุดแรกจนถึงจุดสุดท้าย กินเวลาทั้งหมด 1 ชั่วโมง ซึ่งผู้ก่อเหตุน่าจะมีสติยับยั้งชั่งใจได้ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น คนร้ายกลับลั่นกระสุนใส่ผู้อื่นซึ่งไม่ได้รู้จักหรือมีเรื่องโกรธแค้นกันมาก่อนจนกระสุนหมดแมกกาซีน ถือเป็นภัยต่อสังคมอย่างยิ่ง จากการสอบถามเพื่อนร่วมงานของผู้ก่อเหตุทราบว่าหากไม่เมาสุราจะสุภาพเรียบร้อย แต่พอเมาจะเปลี่ยนเป็นคนละคน" พล.ต.ท.จรัมพร บอกและกล่าวเตือนสติผู้ที่มีอาวุธปืนในครอบครองว่า

                             หากรู้ว่าเป็นคนใจร้อนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ หรือดื่มสุราแล้วไม่สามารถควบคุมสติได้ ไม่ควรที่จะพกปืน หรืออาวุธทุกชนิด หากเป็นข้าราชการตำรวจ หรืออาชีพอื่นที่มีอาวุธปืนอยู่ในครอบครองยิ่งต้องมีสติ ผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานต้องช่วยกันตักเตือน เพราะหากขาดสติมีการใช้อาวุธปืนโดยไม่มีเหตุอันควร ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ มีความผิดต้องถูกดำเนินคดีมีโทษตามกฎหมายไม่มีการยกเว้น

 

 

------------------------

(คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : ภาพสเก็ตช์-วิถีกระสุน มัดตร.นครบาล 'ซิ่งยิงดะ' (2) : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ)