
ปชช.77%ไม่เชื่อใช้งบฯ57โปร่งใส
โพลล์เผยปชช.กว่า 78% ให้ความสนใจข่าวอภิปรายงบฯมากสุด ขณะที่ 77% ไม่เชื่องบฯ57 จะถูกนำใช้อย่างโปร่งใส
25 ส.ค. 56 ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาการเมืองมีกระแสร้อนหลายเรื่อง ซึ่งสื่อมวลชนทุกแขนงได้นำเสนอและก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในภาพรวม โดยเฉพาะข้อเสนอแนะต่อการเมือง อันเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญต่อการพัฒนาการเมืองไทย “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 1,148 คน ระหว่างวันที่ 23-24 สิงหาคม 2556 สรุปผลดังนี้
1. 6 อันดับข่าวการเมืองยอดนิยมและข้อเสนอแนะจากประชาชน
อันดับ 1 การอภิปรายงบประมาณ 78.05% เพราะเป็นเงินจำนวนมากที่ต้องนำไปพัฒนาประเทศ อยากรู้รายละเอียดการใช้เงิน ไม่อยากเห็นการทุจริตคอร์รัปชั่น ฯลฯ ข้อเสนอแนะ ควรจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมตามความจำเป็น มีคณะกรรมการติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ฯลฯ
อันดับ 2 พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 76.31% เพราะเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อยากรู้ความคืบหน้าของเรื่องนี้ ฯลฯ ข้อเสนอแนะ ควรรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากทุกๆ ฝ่าย พิจารณาตามกระบวนการขั้นตอน ยึดความถูกต้องยุติธรรม ฯลฯ
อันดับ 3 การปฏิรูปการเมืองโดยนายกฯยิ่งลักษณ์ 64.11% เพราะอยากเห็นการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น นักการเมืองสมัครสมานสามัคคี พัฒนาบ้านเมืองให้ดีขึ้น ฯลฯ ข้อเสนอแนะ ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนให้กับประชาชน รับฟังความคิดเห็นและข้อท้วงติงต่างๆ ฯลฯ
อันดับ 4 การอภิปรายที่มาของ ส.ว. 55.75% เพราะจะได้รู้ข้อมูลข้อเท็จจริงและเข้าใจเกี่ยวกับที่มาของส.ว.มากขึ้น เป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ ฯลฯ ข้อเสนอแนะ พิจารณาอย่างเป็นธรรม ชี้แจงรายละเอียดและเหตุผลอย่างชัดเจน คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ฯลฯ
อันดับ 5 การเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านนอกสภา 51.92% เพราะไม่ค่อยได้เห็นบทบาทในลักษณะนี้ของฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ฯลฯ ข้อเสนอแนะ ควรพูดจากันด้วยเหตุผล รับฟังข้อมูลต่างๆอย่างมีวิจารณญาณ ยอมรับในความเห็นที่แตกต่าง ฯลฯ
อันดับ 6 พันธมิตรแถลงยุติบทบาท 49.48% เพราะต้องการทราบข้อเท็จจริงในการยุติบทบาท เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวและได้รับความสนใจจากสังคม ฯลฯ ข้อเสนอแนะ เคารพในสิทธิของแต่ละบุคคล ชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับรู้ ทุกฝ่ายควรหันหน้าพูดคุยกัน ฯลฯ
2. 7 ประเด็นสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยวุ่นวายในสายตาประชาชน
อันดับ 1 การชุมนุมทางการเมืองของแต่ละฝ่าย 86.25%
อันดับ 2 การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของผู้สนับสนุนแต่ละพรรคการเมือง 75.00%
อันดับ 3 การปลุกระดมมวลชนโดยนักการเมือง 71.67%
อันดับ 4 การอภิปรายในสภาของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน 68.75%
อันดับ 5 การกล่าวโจมตี โต้ตอบทะเลาะเบาะแว้งของนักการเมือง 66.67%
อันดับ 6 การใช้สื่อของแต่ละฝ่ายโจมตี /กล่าวหากันของนักการเมือง 65.83%
อันดับ 7 การตั้งเวทีโต้ตอบของนักการเมือง 59.17%
'เอแบคโพลล์' เผยปชช.กว่า 77% ไม่เชื่องบฯ57 จะถูกนำใช้อย่างโปร่งใส
สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องปลงกับความเบื่อหน่ายทางการเมืองและความเชื่อมั่นต่องบประมาณปี 57 ของประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศ
นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ปลงกับความเบื่อหน่ายทางการเมืองและความเชื่อมั่นต่องบประมาณ ปี 57 ของประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี สมุทรปราการ แม่ฮ่องสอน พะเยา เชียงใหม่ อำนาจเจริญ มหาสารคาม ชัยภูมิ ศรีสะเกษ อุดรธานี ขอนแก่น ภูเก็ต สุราษฏร์ธานี และนครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 2,127 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 20 - 24 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน ความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.2 ติดตามข่าวสารการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
เมื่อสอบถามกลุ่มตัวอย่างถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.6 ไม่เชื่อว่างบประมาณจะถูกนำไปใช้อย่างโปร่งใส ในขณะที่ร้อยละ 22.4 เชื่อมั่นว่าจะถูกนำไปใช้อย่างโปร่งใส นอกจากนี้ ร้อยละ 72.9 ไม่เชื่อมั่นว่างบประมาณประจำปี 2557 จะถูกจัดสรรอย่างเป็นธรรม เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วทั้งประเทศ ในขณะที่ร้อยละ 27.1 เชื่อมั่นว่าจะถูกจัดสรรอย่างเป็นธรรม
ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงระหว่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับนิสัยของนักการเมืองไทย ควรแก้อะไรก่อน พบว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากหรือร้อยละ 89.2 ระบุว่า ควรแก้นิสัยของนักการเมืองก่อน มีเพียงร้อยละ 10.8 ระบุ ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน
และเมื่อสอบถามว่าฝ่ายการเมืองควรเร่งทำอะไรมากกว่ากันระหว่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับการแก้ปัญหาความเดือดร้อนและปัญหาปากท้องของประชาชน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.8 ระบุว่า ควรเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนและปัญหาปากท้องของประชาชนก่อน ในขณะที่ร้อยละ 14.2 ระบุ ควรเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ประชาชนที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.5 รู้สึกเบื่อและปลงกับการเมืองไทย เพราะมีข่าวความขัดแย้ง ความวุ่นวายให้วิพากษ์วิจารณ์กันได้ทุกวัน และร้อยละ 18.5 ไม่รู้สึกอะไร
ที่น่าพิจารณา คือ เมื่อนึกถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศอียิปต์ มีความกังวลว่าประเทศไทยอาจจะเกิดความขัดแย้ง บานปลายจนถึงขั้นต้องใช้ความรุนแรงหรือไม่ พบว่า ร้อยละ 42.4 รู้สึกกังวล เพราะ ต่างคนต่างไม่ยอมกัน พรรคการเมืองต่างพรรคทำงานร่วมกันลำบากจึงยากต่อการปรองดอง การเจรจามักจะอยู่บนพื้นฐานของอารมณ์มากกว่าเหตุผล เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 57.6 ไม่รู้สึกกังวล
อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 76.1 ระบุว่ายังมีความหวังความปรองดอง เยียวยาความแตกแยกของคนในชาติที่เกิดขึ้นในปัจจุบันถ้าหากได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และร้อยละ 23.9 ระบุไม่มีความหวัง
นางสาวปุณฑรีก์ ผช.ผอ. กล่าวว่า เป็นที่ชัดเจนว่าประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศมีความเบื่อหน่ายและปลงต่อการเมืองไทยที่ในแต่ละวันจะต้องมีข่าวที่ไม่สร้างสรรค์ให้ประชาชนได้รับรู้ รับฟังอยู่เสมอ เพราะในชีวิตของประชาชนแต่ละวันก็มีปัญหาความเดือดร้อนมากพออยู่แล้ว ชาวบ้านจึงต้องการให้รัฐบาลและฝ่ายการเมืองทุกกลุ่มมุ่งมั่นทำงานเพื่อลดความเดือดร้อนและปัญหาปากท้องของประชาชนมาเป็นที่ตั้ง การพูดคุย ถกเถียงกันน่าจะอยู่บนพื้นฐานของการช่วยเหลือเกื้อกูลชี้แนะชี้นำเชิงสร้างสรรค์หาทางแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศโดยไม่เลือกปฏิบัติ และเร่งสร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจของสาธารณชนต่อรัฐบาล ฝ่ายการเมือง และหน่วยงานของรัฐ โดยรัฐบาลจะโฆษณาชวนเชื่อเพียงวาจาว่า รัฐบาลมีความโปร่งใสตรวจสอบได้จึงไม่เพียงพอ เพราะต้องมีความชัดเจนในกระบวนการ เช่น นำงบประมาณรายปีมาเปิดเผยต่อสาธารณชนในลักษณะที่ทำให้แกะรอยได้ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำของทุกเม็ดเงินที่ใช้จ่ายไป
จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 47.5 เป็นชาย ร้อยละ 52.5 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 4.7 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 20.9 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 20.3 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 19.2 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 34.9 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 74.1 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 21.8 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ในขณะที่ร้อยละ 4.1 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 33.5 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 31.5 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 8.7 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 8.6 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 7.4 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 7.1 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 3.2 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ



