ข่าว

ย้อนรอยรายงานแก้ขัดแย้งที่ไม่ถูกปฏิบัติ

ย้อนรอยรายงานแก้ขัดแย้งที่ไม่ถูกปฏิบัติ

25 ส.ค. 2556

ย้อนรอยรายงานคณะกรรมการแก้ความขัดแย้ง...ที่ไม่ถูกปฏิบัติ : ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่นรายงาน

              รัฐบาลประกาศเดินหน้าปฏิรูปการเมืองโดยเชิญอดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคและตัวแทนพรรคการเมือง ตัวแทนเครือข่ายต่างๆ และภาคธุรกิจเอกชน เข้าร่วมหารือเพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศไทย หลังเกิดวิกฤติความขัดแย้งของคนในชาติครั้งใหญ่หลวง โดยมี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในการหารือที่มีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคมนี้ นับเป็นเรื่องดีและก็ไม่ใช่สิ่งใหม่ เพราะนับตั้งแต่ประเทศไทยเกิดความแตกแยกอย่างหนัก แนวทางลักษณะนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง
 
              ครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2552 รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตั้ง คณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ ดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี ทำหน้าที่ประธาน วาง 3 กรอบให้ศึกษา คือ สร้างความสมานฉันท์ในบ้านเมือง ปฏิรูปการเมือง และแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
 
              ข้อเสนอของคณะกรรมการต่อรัฐบาล : ส่วนที่ว่าด้วยการปฏิรูปการเมือง คือ 1.ปรับโครงสร้างทางอำนาจ การบริหาร การเมือง และเศรษฐกิจ 2.ปรับวัฒนธรรมทางการเมืองให้สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ สังคม และวิถีประชาธิปไตยไทยให้มีความเห็นสากล ด้วยการศึกษาและวิจัยระบบของต่างประเทศ 3.กำหนดบทบาททางการเมืองของภาคส่วนต่างๆ ให้สอดคล้องและส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม

              และ 4.ปรับระเบียบต่างๆ ที่ส่งเสริมต่อการพัฒนาประชาธิปไตยตามหลักแห่งการเป็นนิติรัฐ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น (1 ปี) ระยะกลาง (3 ปี) ตั้งคณะทำงานขอรัฐสภาเพื่อศึกษาโครงสร้างรัฐธรรมนูญและกฎหมายในประเด็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตย รวมถึงประเด็นทางการเมืองที่มีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ ด้วยการประมวลงานศึกษา วิจัย ระยะกลาง (3 ปี) ระยะยาว (5 ปี) ให้มีองค์กรทางวิชาการที่รับผิดชอบและประสานด้านการสร้างองค์ความรู้และการเผยแพร่ความรู้ด้านประชาธิปไตยโดยผ่านระบบการศึกษา และวิจัย เพื่อสร้างวิถีและปลูกฝังจิตสำนึกประชาธิปไตยให้แก่เยาวชน บุคคล และชุมชนต่างๆ เพื่อเป็นพื้นฐานในการปฏิรูปการเมือง การบริหารเพื่อให้มีความเป็นนิติธรรมและนิติรัฐ และระยะยาว (5 ปี) ให้มีองค์กรพิเศษที่เป็นเอกเทศเพื่อพิจารณาปฏิรูปการเมืองของรัฐสภา ทำหน้าที่ส่งเสริม และแปลงแผนงานปฏิรูปการเมือง ไปสู่การปฏิบัติ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนจากทุกภาคส่วน ที่สำคัญต้องปฏิรูปตัวและจริยธรรมของนักการเมืองที่เป็นต้นเหตุความขัดแย้ง
          
              ครั้งที่สอง ช่วงเดือนมิถุนายน 2553 หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงรอบแรก ครม.ของนายอภิสิทธิ์เห็นชอบให้ตั้ง คณะกรรมการเพื่อศึกษาปัญหารากเหง้าของความขัดแย้ง จำนวน 5 คณะ คือ 1.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (ครป.) ให้ อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน 2.คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ ให้ นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน โดย 2 คณะดังกล่าวเน้นการศึกษาถึงปัญหาของโครงสร้างอำนาจรัฐที่รวมศูนย์ ที่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุสำคัญที่ก่อความเหลื่อมล้ำของสังคม ซึ่งเป็นตัวขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตย และทำลายความเข้มแข็งของประชาชน

              3.คณะกรรมการพิจารณาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน 4.คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ให้ คณิต ณ นคร เป็นประธาน และ 5.คณะทำงานปฏิรูปสื่อ ให้ ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ คณบดีนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธาน
 
              ข้อเสนอของ ครป. และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ : ให้มีการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ คือ เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นสามารถจัดการชีวิตและชุมชนของตนเองได้มากขึ้น โดยเฉพาะส่วนการวางแผนและการพัฒนาคุณภาพชีวิต การตัดสินใจ และการอนุมัติหรืออนุญาตให้มีการดำเนินการใดๆ ในท้องถิ่นที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้ใช้ประชาธิปไตยทางตรงในการตัดสินใจ ทั้งเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ จัดการสังคม จัดการทางกรเมือง เช่น ยุบส่วนราชการในภูมิภาคที่เป็นสายอำนาจบัญชาการจากรัฐบาล และให้คงไว้เพียง 3 รูปแบบ คือ 1.สำนักงานประสานนโยบายหรือสำนักงานบริกาทางวิชาการ 2.สำนักงานสาขาของราชการที่รัฐบาลดำเนินการเอง เช่น การจัดเก็บภาษีรายได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม การจัดทำหนังสือเดินทางและ 3.สำนักงานตรวจสอบและเสนอแนะการบริหารจัดการท้องถิ่น ยกระดับองค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นเทศบาล โดยคำนึงถึงจำนวนประชากรที่เหมาะสมเพื่อการบริหารจัดการที่ดี จัดระบบถ่วงดุลระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนด้วยการตั้งคณะกรรมกรประชาสังคมในแต่ละท้องถิ่นเพื่อเป็นกลไกเชื่อมโยงประชาชนกับการบริหารจัดการท้องถิ่น
 
              ข้อเสนอของ คอป. : ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการเมือง คือ คู่ขัดแย้งทางการเมืองต้องยุติการกระทำที่นำไปสู่ความขัดแย้ง รวมถึงขอให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย แม้ประชาธิปไตยจะมีความบกพร่องต้องอดทนและเรียนรู้ที่จะแก้ไขความบกพร่องด้วยวิธีการตามระบอบประชาธิปไตยและสันติวิธี ขณะที่การบริหารประเทศต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และจัดให้มีกลไกตรวจสอบ
 
              ครั้งที่สาม ราวเดือนมีนาคม 2555 สถาบันพระปกเกล้า ได้เผยแพร่งานวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ หลังจากที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ อดีตหัวหน้า คมช. เป็นประธานกรรมาธิการ
 
              ข้อเสนอ : จัดให้มีกระบวนการพูดคุยระดับตัวแทนทางการเมืองและผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง และพูดคุยระดับประชาชนในพื้นที่ ในลักษณะของเวทีประเทศไทย เพื่อร่วมหาทางออกต่อความขัดแย้ง กำหนดกรอบ 6 ประเด็น คือ 1.ต้องหาข้อเท็จจริงและเปิดเผย 2.นิรโทษกรรมคดีผู้ที่เกี่ยวเนื่องการชุมนุมทางการเมือง 3.เสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ด้วยการทบทวนกระบวนการดำเนินการกับผู้กล่าวหา โดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหยายแก่รัฐ (คตส.)

              4.แก้กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ 5.วางหลักการที่ทุกฝ่ายยอมรับต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 6.วางรากฐานของประเทศเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยเฉพาะลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างวัฒนธรรมความเป็นพลเมืองและการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่าง
 
              บทสรุปจากเวทีพูดคุยเพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศไทยของรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะเหมือน หรือแตกต่างจากเวทีต่างๆ ที่ผ่านมา และจะมีการนำไปปฏิบัติหรือไม่ อย่างไร ต้องติดตาม !!


              "สภาปฏิรูปการเมืองฯ จะเป็นเวทีหยุดโลก หากเปิดเผย-รับฟังความเห็นทุกภาคส่วน"
    
              รศ.ตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ศึกษามองภาพแห่งการเมืองอดีต-ปัจจุบัน ย้อนความว่านับจากปี 2535 โครงสร้างทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง เพราะการเมืองช่วงนั้นมีความเหลวแหลก ทำให้นักวิชาการและชนชั้นกลางจุดกระแสความต้องการให้มีการปฏิรูปการเมือง กลายเป็นแรงส่งต่อไปยังประชาชน ทำให้การผลักดันไปสู่แนวทางปฏิบัติของการปฏิรูปการเมืองมีความสำเร็จ ซึ่งแตกต่างจากความคิดปฏิรูปในปัจจุบัน ที่เริ่มต้นจากตัวรัฐบาล เชื่อว่าอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเพราะ บุคคลที่เข้าร่วมส่วนใหญ่ รวมถึงต้นกำเนิดมีส่วนร่วมมาจากฝ่ายการเมือง ดังนั้นการสร้างกระแสด้วยการจัดเวทีระดมความเห็น เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับนักการเมือง มากกว่าการปฏิรูปการเมืองเพื่อวางกลไกทางการเมืองให้เป็นกลไกของรัฐ
 
              “แม้การปฏิรูปการเมืองถึงเวลาที่ต้องทำนานแล้ว แต่การจัดเวทีปฏิรูปการเมือง โดยมีบุคคลที่มีแนวคิดเดียวกับรัฐบาลไปร่วม และไม่มีการเปิดเผยผลของการพูดคุย ปิดโอกาสที่จะให้สังคมเข้าไปมีส่วนร่วมในการรับรู้ หรือเสนอความเห็น ที่เป็นปัจจัยสำคัญแห่งการถกเถียงเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศอย่างแท้จริง บทสรุปของเวทีเราคงเดาได้ไม่ยากว่าจะเป็นแบบไหน และผมมองว่าอนาคตของประเทศควรให้ภาคสังคมเข้าไปมีส่วนร่วม และเกิดการแตกแขนงแห่งความคิด ไม่ใช่ปล่อยให้คณะกรรมการ หรือคนทำงานเพียง 10-20 คนเป็นคนกำหนด"

              นักวิชาการผู้นี้เชื่อว่า รัฐบาลมีการกำหนดชุดความคิดทางการเมืองไว้แล้ว แต่เราจับทิศทางไม่ได้ เพราะเขาไม่ยอมปล่อยโจทย์ที่มีในใจ ดังนั้นเมื่อมีบุคคลเข้าไปร่วมเวที ต้องจับตาให้ดีว่ารัฐบาลจะอาศัยปากและความคิดของบุคคลใดเพื่อเอาคำตอบใส่เข้าไป ดังนั้นวิธีแก้ปัญหานี้ผมแนะนำว่าภาควิชาการ หรือภาคประชาชนควรจัดตั้งกลุ่มเพื่อนำเสนอประเด็นปัญหา หรือประเด็นความเห็นต่อโจทย์ที่รัฐบาลกำลังจะปล่อยออกมา เพื่อให้สังคมได้ขบคิดและตัดสิน
 
              ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าหลายรัฐบาลเคยตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ เพื่อหวังปฏิรูปการเมือง-พัฒนาประเทศ แต่ข้อเสนอต่างๆ กลับถูกแขวนไว้บนหิ้ง ทำให้ปัญหาทางการเมืองหมักหมม ซึ่ง “นักวิชาการรัฐศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ฝากให้ผู้ร่วมเวทีนำข้อเสนอเหล่านั้นมาปัดฝุ่น และนำมาร่วมเป็นบทวิเคราะห์เพื่อนำไปสู่การตั้งโจทย์เพื่อตอบโจทย์ทางการเมืองได้ถูกทางอย่างแท้จริง   
    
              ขณะที่ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) "ไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดเวทีสภาปฏิรูปฯ เพราะมองว่าเป็นสิ่งที่ทำแค่ชั่วคราว ไม่มุ่งแก้ต้นตอปัญหาประเทศที่แท้จริง ซึ่งเกิดจากตัวนักการเมือง จริยธรรมและพฤติกรรมของนักการเมืองเอง ดังนั้นหากไม่มีแนวคิดปฏิรูปพรรคการเมืองให้ปราศจากนายทุนและหันมายึดมั่นในผลประโยชน์ประชาชนและประเทศอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะตั้งคณะทำงานสักกี่คณะ งานก็ไม่มีทางสำเร็จ"
 
              “นักการเมืองปัจจุบัน โดยเฉพาะฝ่ายค้านทำตัวเหมือนคนเถื่อน ไม่มีการศึกษา หากจะแก้ปัญหาต้องเริ่มที่จุดนี้ ต้องให้พรรคการเมืองและนักการเมืองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง”    
 
              สำหรับโจทย์ของเวทีพูดคุยเพื่อหาทางออกประเทศ “ดร.สมเกียรติ” เห็นว่าคงหนีไม่พ้นเพื่อประโยชน์ของนักการเมือง ดังนั้นหากไม่สลัดประโยชน์ส่วนตัวออกไป มันจะคุยกันไม่รู้เรื่อง ดังนั้นทางที่ดีรัฐบาลต้องเปิดรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคสังคม นักวิชาการที่ไม่มีสังกัดอยู่ตลอด จะทำให้เกิดกิจกรรมระดับประเทศ (National Event) ทำให้การทะเลาะกันตอนนี้หยุดชะงัก ทุกสายตาจะมาจับอยู่ที่เวทีการพูดคุย เหมือนจะหยุดโลก เพราะทุกคนอยากรู้ว่าทำได้จริงหรือไม่
 
              ดังนั้นในบันไดขั้นแรก ที่เชิญผู้คนหลากหลายมาร่วมเวทีสภาปฏิรูปฯ ไม่ใช่ตัววัดความสำเร็จสุดท้าย เพราะหากรัฐบาลไม่เปิดใจรับฟังความเห็นที่หลากหลาย เพื่อแปรเป็นแนวทางปฏิบัติ จุดเริ่มต้นก็อาจกลายเป็นจุดจบได้เช่นกัน


.............................

(หมายเหตุ : ย้อนรอยรายงานคณะกรรมการแก้ความขัดแย้ง...ที่ไม่ถูกปฏิบัติ : ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่นรายงาน)