
'บิ๊กปู'บอกยังไม่เห็นชื่อโผทหาร
'นายกฯ'บอกยังไม่เห็นรายชื่อแต่งตั้งนายทหาร ยันเป็นไปตามขั้นตอน พร้อมนั่งหัวโต๊ะเวทีปฏิรูป 25 ส.ค. หวังเห็นกลุ่มต้านรบ.เข้าร่วมโอกาสหน้า แจงศก.ไม่ถดถอย
เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 23 สิงหาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทหารประจำปี ว่า รายชื่อการแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าวยังมาไม่ถึงตน ซึ่งคงต้องดูตามระเบียบขั้นตอน แต่ตอนนี้ยังมาไม่ถึง อย่างไรก็จะแจ้งให้ทราบ การแต่งตั้งโยกย้ายก็ว่าไปตามขั้นตอน
ตรวจเยี่ยมกองทัพเรือ ย้ำความสำคัญพัฒนาการขนส่งทางทะเล
น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางมาตรวจเยี่ยมกองทัพเรือ เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยมี พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือให้การต้อนรับ โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ถวายสักการะพระอนุสาวรีย์ พล.ร.อ.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ จากนั้นได้ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ และการบรรยายสรุปการปฏิบัติงานของกองทัพเรือ
จากนั้นเวลา 12.40 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ แถลงว่า การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ได้มีการพูดคุยกัน รวมถึงฟังภารกิจของกองทัพเรือ เป้าหมายสำคัญของกองทัพ และได้ใช้โอกาสนี้ให้กำลังใจกองทัพเรือทุกนาย และเป็นกำลังใจให้โดยเฉพาะนายทหารชั้นผู้น้อย กองทัพเรือทำงานร่วมกับรัฐบาลมา 2 ปีเต็ม มีภารกิจสำคัญโดยเฉพาะการยึดมั่นปกป้องอธิปไตยของชาติ การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงการช่วยเหลือประชาชน ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่เกิดอุทกภัย ปัญหาต่างๆ รวมถึงปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และล่าสุดการช่วยเหลือที่เกาะเสม็ด ภายหลังมีเหตุน้ำมันรั่ว
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำนโยบายของประเทศ โดยย้ำถึงยุทธศาสตร์ประเทศในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีการพูดถึงการเชื่อมโยง ซึ่งต่อไปอนาคตข้างหน้าบทบาททางทะเลจะเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญ ไม่น้อยไปกว่าการเชื่อมโยงทางรถไฟ หรือทางอากาศ รวมไปถึงบนท้องถนน ทั้งนี้การขนส่งทางทะเลนั้นยังเป็นสิ่งที่เสริมสร้างเศรษฐกิจ และจะเห็นว่าวันนี้สินค้าต่างๆมีการขนส่งฝ่ายท่าเรือมากขึ้น การเติบโตและการพัฒนาด้านเรือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสามารถลดต้นทุนการขนส่งในระยะยาว ซึ่งประเทศไทยมีนโยบายในการเชื่อมโยง จึงได้ฝากนโยบายให้กับกองทัพเรือในการปรับรูปแบบภัยคุกคามต่างๆ ให้มีความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และได้เน้นย้ำถึงความมั่นคงทางทะเล ว่าทำอย่างไรให้มีความปลอดภัยในการขนส่ง อีกทั้งยังย้ำถึงการรักษาทรัพยกรชายฝั่ง โดยกองทัพเรือจะร่วมกันบูรณาการกับกรมเจ้าท่า เพื่อทำให้ชายฝั่งสามารถสร้างเสริมเศรษฐกิจได้
เมื่อถามว่า การตรวจเยี่ยมกองทัพเรือครั้งนี้ กองทัพเรือได้นำเสนอเกี่ยวกับงบประมาณปี 57 ในการจัดซื้อต่างๆ มองแล้วเห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะได้รับการสนับสนุนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้มีการพูดคุยในเชิงลึก คุยเพียงภาพรวม แต่ในส่วนของนโยบายเบื้องต้นเราเห็นความจำเป็นในการพัฒนาเครื่องมือ อาวุธ ยุทโธปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลเห็นด้วยที่จะคิดร่วมกัน ทั้งนี้ก็ได้มอบแนวทางให้ทุกเหล่าทัพในการวางแผน บูรณาการจัดลำดับความสำคัญ การจัดซื้อต่างๆ ต้องดูตามความเหมาะสมต่อไป
ย้ำนั่งหัวโต๊ะเวทีปฏิรูป 25 ส.ค. หวังเห็นกลุ่มต้านรบ.เข้าร่วมโอกาสหน้า
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงการประชุมเวทีปฏิรูปทางการเมืองหาทางออกประเทศในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ว่า จากที่ได้รับรายงานจากนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีผู้ตอบรับเข้าร่วมประมาณ 50 ท่าน โดยรายชื่อที่ตอบรับมานั้นมีความหลากหลาย แต่เรายังขาดกลุ่มที่สำคัญคือ กลุ่มพันธมิตร และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตนหวังว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสที่ทั้งสองกลุ่ม เข้ามาร่วมพูดคุยกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ รู้สึกผิดหวังหรือไม่ที่ทั้งสองกลุ่มปฏิเสธเข้าร่วม นายกฯ กล่าวว่า อย่างไรก็ต้องเดินหน้าและหวังว่าสักวันหนึ่งทั้งสองกลุ่มจะเข้ามา ซึ่งเราจะไม่ใช้คำว่าผิดหวังหรืออะไร แต่เราใช้คำว่า อยากเห็นการพูดคุยกัน อยากเห็นการที่เรามาทำเพื่อประเทศ ไม่ได้มาเพื่อรัฐบาล แต่มาเพื่อประเทศที่ได้มีเวทีพูดคุย บนหลักความไว้เนื้อเชื่อใจกัน บนหลักความไว้วางใจ
"ที่สำคัญวันนี้สื่อมวลชน รวมถึงประชาชนก็จะเห็นว่าเรายังไม่เห็นหนทางของการเดินไปข้างหน้าร่วมกัน แต่ถ้าเรามาคุยกัน และตั้งโจทย์จากทิศทางที่เราอยากจะเห็น จากรูปแบบประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น ดิฉันเชื่อว่าถ้าเรามาพูดคุยกันมากขึ้นบนความเข้าใจ ก็น่าจะพัฒนาไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าสุดท้ายจะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเหมือนที่ผ่านมา นายกฯ กล่าวว่า คำว่า ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หมายความว่าต้องใช้งบประมาณ แต่สิ่งที่เราทำนั้น ได้เรียนตั้งแต่วันแรกว่า แม้มีความหวังเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ก็จำเป็นที่ต้องเริ่มดีกว่าที่จะปล่อยให้เวลานั้นสูญเสียไป เราปล่อยเวลาไปแล้ว 2 ปี ทั้งนี้เชื่อว่าเราจะทำอย่างดีที่สุด โดยตนเชื่อว่าจะไม่เสียเวลา เพราะทุกความคิดเห็นมีค่า และทุกความคิดต่างๆ อะไรที่เราสามารถนำไปใช้ได้ อะไรที่สร้างความเข้าใจพี่น้องประชาชน ตนถือว่าเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น
เมื่อถามว่า จะเป็นเวทีที่สมบูรณ์หรือไม่เพราะยังมีฝ่ายที่ถือว่าสำคัญไม่เข้าร่วม นายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่เราคาดหวังว่าดีที่สุดคือ ทุกกลุ่มร่วมกัน แต่ก็ต้องเข้าใจว่า เรามาจากความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เวทีนี้อาจจะต้องใช้เวลาในการพูดคุยกันหลายๆครั้ง ถ้าเห็นหลักการของเวทีนี้แล้วเป็นประโยชน์ ตนเชื่อว่าจะมีผู้ที่แสดงความจำนงค์เข้าร่วมตลอดไป และไม่ได้หมายความว่าการเริ่มเวทีพูดคุยในวันที่ 25 ส.ค. จะจบเพียงผู้เข้าร่วมเท่านี้ อันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และจุดนี้ คิดว่าเราจะพูดคุยกันไปเรื่อยๆ จนกว่าวันหนึ่งที่มีความเหมาะสม และมีจำนวนมากขึ้น ก็จะได้โจทย์ตามที่ประเทศอยากเห็น
เมื่อถามว่า มีการวางกรอบในการพูดคุยไว้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ในครั้งแรกยังไม่ได้วาง เรียนว่าเราไม่สามารถวางกรอบได้ ซึ่งคิดว่าในครั้งแรกเราอยากจะรับฟังความคิดเห็นมากกว่าว่า ถ้าเราอยากเห็นประเทศสงบ พัฒนาไปข้างหน้า อยากเห็นการปฏิรูปการเมืองอย่างไร และเรายึดหลักประชาธิไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ฉะนั้นคำว่าประชาธิปไตยเพื่อให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียมกันเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้านั้น จะมีหน้าตา การปฏิบัติร่วมกันอย่างไร อย่างไรก็ตามตนจะไม่ได้นั่งหัวโต๊ะประชุมทุกครั้ง โดยตนเรียกว่าไม่ได้เป็นประธาน แต่เป็นผู้ที่อำนวยความสะดวกในการพูดคุยกัน ก็คงต้องดูบรรยากาศ และอยากจะให้เวลาที่ประชุมในการพูดคุยอย่างเต็มที่ ทั้งนี้การประชุมในวันที่ 25 ส.ค. นั้นเป็นจะนั่งหัวโต๊ะเอง
ชี้ศก.ไม่ถดถอย มอบ "นิวัฒน์ธำรง" ดูแลผู้ส่งออก
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ว่า อย่างที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.คลัง ได้เรียนว่าไม่ใช่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่จำนวนการเติบโต มีขึ้นกับลงแล้วแต่ไตรมาส โดยเฉพาะในส่วนของไตรมาสสอง ก็จะมีเรื่องของวันหยุด และผลกระทบต่างๆ มากมาย อย่างไรก็ตามรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีแผนในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังแล้ว อย่างเช่น ในเรื่องของการเร่งการใช้จ่ายของภาครัฐ ขณะเดียวกันเราก็จะพูดคุยกับภาคของเอกชนในเรื่องของการลงทุน ซึ่งจริงๆแล้วเรามีผู้สนใจอยากจะลงทุนมากขึ้น แต่จะทำอย่างไรให้กระบวนการของภาครัฐนั้นเร็วขึ้น และการสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งต้องขอความร่วมมือว่าประชาชนเองก็ต้องการความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยหรือการลงทุนต่างๆในอนาคต ซึ่งรัฐบาลต้องทำหน้าที่
นายกฯ กล่าวต่อวา ส่วนปัญหาการส่งออกก็ได้มอบให้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปพูดคุยกับภาคเอกชน ในรายอุตสาหกรรมเพื่อที่ดูว่าในส่วนของการส่งออกระยะยาว จะมีตลาดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างไร ทั้งนี้เราก็ต้องช่วยกันทำให้บรรยากาศต่างๆ ไปได้ การเติบโตทางเศรษฐกิจ คือความมั่นคงทางการเมือง
"ทั้งนี้ภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่ใช่เกิดเฉพาะประเทศไทยเพียงอย่างเดียว ประเทศในแถบภูมิภาคนี้ก็มีภาวะเศรษฐกิจนี้เช่นกัน" นายกฯ กล่าว



