ข่าว

เช็กระดับน้ำ'เขื่อนยักษ์'ส่อแล้งมากกว่าท่วม

เช็กระดับน้ำ'เขื่อนยักษ์'ส่อแล้งมากกว่าท่วม

23 ส.ค. 2556

เช็กระดับน้ำ'เขื่อนยักษ์'ส่อแล้งมากกว่าท่วม : รายงาน

              เดือนสิงหาคม กำลังจะสิ้นสุดลง พร้อมๆ กับฤดูฝนที่เดินทางมากว่าครึ่งแล้ว เพราะเหลือเวลาอีก 2 เดือนเป็นอย่างมาก พระพิรุณก็จะอำลาน่านฟ้าไปชั่วคราวแล้ว หลายๆ คนที่มองฟ้าเห็นเมฆครึ้มดำทะมึน อาจทำให้เกิดความกังวลว่า ปีนี้ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับมหาอุทกภัยเหมือนเช่นเมื่อ 2 ปีก่อนอีกหรือไม่ หรือเบาะๆ ก็เกิดเหตุน้ำท่วมพอให้ทุกข์ตรมกันในหลายๆ จังหวัด

              แต่ตัวเลขสถิติการกักเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศ กลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่หลายคนวิตกกังวลกัน

              เมื่อวันพุธที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ว่า มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 38,904 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างขนาดใหญ่ ยังสามารถรองรับน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ได้อีกกว่า 31,000 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยที่กรมชลประทานยังคงเน้นการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้สอดคล้องกับสภาวะฝนที่ตกลงมา ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้าที่จะมาถึงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

              สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ในพื้นที่ภาคเหนือ ยังสามารถรองรับน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ได้อีกกว่า 15,200 ล้านลูกบาศก์เมตร อาทิ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จ.เชียงใหม่ มีปริมาณน้ำ 82 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 31 ของความจุอ่าง สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 180 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนกิ่วลม จ.ลำปาง มีปริมาณน้ำ 66 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของความจุอ่าง สามารถรองรับน้ำได้อีก 40 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาณน้ำ 4,591 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 34 ของความจุอ่าง สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 8,800 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำ 4,267 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 45 ของความจุอ่าง สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 5,200 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาณน้ำ 364 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 39 ของความจุอ่าง สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 500 ล้านลูกบาศก์เมตร

              ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ต่างๆ ยังสามารถรองรับน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ได้อีกกว่า 4,500 ล้านลูกบาศก์เมตร อาทิ เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี มีปริมาณน้ำ 53 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 39 ของความจุอ่าง สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 80 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร มีปริมาณน้ำ 392 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของความจุอ่าง สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 120 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ มีปริมาณน้ำ 645 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 33 ของความจุอ่าง สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 29 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 26 ของความจุอ่าง สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 80 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนอื่นๆ ยังรับได้รวมกันอีกกว่า 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

              สำหรับในพื้นที่ภาคกลาง ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี  มีปริมาณน้ำ 138 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 18 ของความจุอ่าง สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 640 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี มีปริมาณน้ำ 119 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 50  ของความจุอ่าง สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 120 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก มีปริมาณน้ำ 125 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่าง สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 90 ล้านลูกบาศก์เมตร

              สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา (20 ส.ค.) ที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 5.20 เมตร และที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 600  ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ยังอยู่ในภาวะปกติ 

              อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่กรมชลประทานน้ำมาแสดงนี้ มีอัตราที่ใกล้เคียงกับสถิติของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ซึ่งสรุปโดยภาพรวมก็คือ อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศยังสามารถรองรับน้ำได้ประมาณครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่

              แต่นั่นก็เป็นรายงานที่ถัวเฉลี่ยระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำทุกแห่ง ตั้งแต่ขนาดเล็ก จนถึงใหญ่ที่สุด คือ เขื่อนศรีนครินทร์ ที่ จ.กาญจนบุรี ซึ่งสามารถกักเก็บได้ถึง 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้มีน้ำอยู่ในอ่าง 13,409 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 76 ขณะที่เขื่อนวชิราลงกรณ มีความสามารถกักเก็บเป็นลำดับ 4 ของประเทศ รองจากเขื่อนสิริกิติ์ ที่ จ.อุตรดิตถ์ ด้วยความจุอ่าง 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้มีน้ำอยู่ในอ่าง 5,899 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 67 รวมทั้งสองเขื่อนในภาคตะวันตก ที่ จ.กาญจนบุรี มีน้ำรวมกันเฉลี่ยถึงร้อยละ 73

              อาจสรุปโดยภาพรวมได้ว่า มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำสำรองแก้ไขสถานการณ์วิกฤติได้เพียง 2 แห่งเท่านั้น เพราะถ้าจะว่าไปแล้ว เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมาก พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีน้ำไหลเข้าอ่างน้ำเกินไปนั่นเอง อย่างไรก็ตาม กล่าวสำหรับการบริหารจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ระดับน้ำที่มีอยู่ในเขื่อน จ.กาญจนบุรี ก็ถือได้ว่าพอเพียงที่จะส่งมาหล่อเลี้ยงกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวมทั้งเขตอุตสาหกรรมรายรอบอีกหลายแห่ง

              ทว่า เมื่อพิจารณาถึง "น้ำเพื่อการเกษตร" โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง ไล่เรื่อยลงมาตั้งแต่ท้ายเขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนสิริกิติ์ ลงมาที่พิจิตร นครสวรรค์ และที่ราบลุ่มภาคกลาง ซึ่งถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ อย่าง ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นครนายก ปทุมธานี ฯลฯ ก็ต้องถือว่า ระยะเวลาที่เหลืออีก 2 เดือนหน้านี้ หากยังไม่มีมรสุมเช่น ไต้ฝุ่น หรือดีเปรสชัน เข้ามาเติมเต็มอ่างเก็บน้ำของเขื่อนขนาดกลางและเล็กที่เหลืออยู่ ก็ต้องบอกว่า ยังไม่พ้นวิกฤติ นั่นยังไม่นับรวมถึงเขื่อนภูมิพลกับเขื่อนสิริกิติ์ ที่ยังต้องลุ้นรอน้ำเข้าอ่างอีกปริมาณมหาศาล

              สถานการณ์เช่นว่านี้ ดูจะเสมือนว่า ประเทศไทยจะปลอดพ้นจากสถานการณ์ภัยแล้ง แต่การทำฝนเทียมที่ จ.นครสวรรค์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม ก็ฟ้องอยู่ว่า พื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลางยังคงอยู่ในภาวะวิกฤติอันสุ่มเสี่ยงต่อภาวะความแห้งแล้งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

 

.....................

 

(หมายเหตุ : เช็กระดับน้ำ'เขื่อนยักษ์'ส่อแล้งมากกว่าท่วม : รายงาน)