ข่าว

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

23 ส.ค. 2556

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

              ในการเปิดตัวหนังสือ “เวลาในขวดแก้ว” ของผม ที่สำนักพิมพ์หนาน นาม จัดพิมพ์เป็นภาษาเวียดนาม ณ กรุงฮานอย เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากการพูดคุยสนทนากับนักอ่านและสื่อมวลชนเวียดนาม เป็นเวลาร่วม 2 ชั่วโมงแล้ว ในช่วงท้ายของรายการก็เปิดโอกาสให้ผู้ฟังถามคำถามต่างๆ ซึ่งน่ายินดีที่มีผู้ฟังหลายคนซักถามถึงสิ่งที่เขาสนใจหรือแสดงความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับเนื้อหาหนังสือเล่มนี้อย่างละเอียดลออ ทำให้คำพูดที่ผมเคยได้ยินมาว่าคนเวียดนามเป็นนักอ่านตัวยงนั้น น่าที่จะเป็นความจริง

              นอกจากเนื้อหาบางตอนในหนังสือ “เวลาในขวดแก้ว” แล้ว นักอ่านชาวเวียดนามยังค่อนข้างจะรู้เรื่องเกี่ยวกับตัวผมในระดับที่ดี บางคนถามถึงการเป็นนักการทูตกับการเป็นนักเขียนว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไรหรือไม่? บางคนถามถึงแนวทางในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านวรรณกรรมระหว่างไทย-เวียดนาม และบางคนก็ถามถึงการที่ผมเป็นบรรณาธิการหนังสือ “ขอตั๋วหนึ่งใบกลับไปสู่วัยเด็ก” ของ คุณเหงียน อั๋น นักเขียนชาวเวียดนาม ในภาคภาษาไทย และหนังสือ “ดอกบัวบานในธารวรรณกรรม” ในโครงการวรรณกรรมสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ซึ่งเพิ่งเปิดตัวที่กรุงฮานอยไปเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา และได้รับความสนใจจากคนเวียดนามเป็นอย่างมาก

              อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายรายการก็มีคำถามบางคำถามที่น่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงภาพของเมืองไทยในสายตาของเพื่อนบ้าน คำถามข้อหนึ่งก็คือประเทศไทยเป็นเมืองพุทธศาสนา แต่เหตุใดคนไทยจึงไม่ค่อยปฏิบัติตนตามคำสอนของศาสนา? เหตุใดประเทศไทยจึงเป็นแหล่งขายบริการทางเพศ? มีวิธีการเช่นไรที่จะทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปประเทศไทยมีความเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีขึ้น? ฯ

              กล่าวตามความจริง ปัญหาเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่ทราบกันทั่วไปในสังคมไทย-เรื่องอบายมุข ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด การดื่มสุรา คดีอาชญากรรมต่างๆ ก็เป็นข่าวคราวที่เกิดขึ้นแทบจะทุกวัน จนเกือบจะเป็นเรื่องปกติในบ้านเรา สำหรับเรื่องการเป็นแหล่งขายบริการทางเพศ ก็เป็นความคุ้นเคยของคนไทยเช่นกัน ถ้าจะกล่าวว่าเป็นผลมาจากสังคมแบบวัตถุนิยม ที่คิดถึงแต่การแข่งขันด้านวัตถุมากกว่าจะคำนึงถึงคุณธรรมความดี ก็คงจะไม่ผิดนัก เด็กรุ่นใหม่นึกคิดแต่เพียงว่าทำอย่างไรจึงจะมีโน่นมีนี่เช่นเดียวกับเพื่อนๆ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เคยมีเด็กผู้หญิงอายุ 13-14 โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก เมื่อพ่อแม่ไม่ซื้อแล็ปท็อปให้ว่า “จะไปเป็นกะหรี่ หาเงินซื้อเอง”

              ถ้าถามว่าความคิดตื้นๆ และตื้อตันทำนองนี้ เข้าไปอยู่ในหัวเด็กผู้หญิงวัยขนาดนี้ได้อย่างไร? คำตอบก็คือจากสื่อและพฤติกรรมของคนในสังคม ที่มุ่งแต่ประกวดประขันกันด้านวัตถุภายนอกมากกว่าการสร้างแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชน จนคำว่า “กุลสตรี” หรือ “รักนวลสงวนตัว” ถูกลบไปจากมโนสำนึก และคิดแต่เพียงง่ายๆ ว่า สามารถใช้ความสาวความสวยเป็นสินค้าที่แลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ตนต้องการได้

              เรื่องเช่นนี้ มีวิธีแก้ไขอยู่สองวิธี วิธีแรกคือการสร้างจิตสำนึกให้คนรู้ผิดรู้ถูก รักเกียรติ รักศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และเห็นคุณค่าของตัวเอง พร้อมๆ กับปลูกฝังค่านิยมให้เห็นคุณค่าของความรู้ ความอดทน ความมีมานะบากบั่นและความกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง รวมทั้งการทำในสิ่งที่ถูกซึ่งแน่นอนว่าวิธีนี้ต้องใช้เวลาและความต่อเนื่องเป็นอย่างมาก

              สำหรับวิธีที่สองก็คือการใช้กฎเหล็กที่เข้มงวดและเข้มแข็ง ซึ่งถ้าย้อนกลับไปมองเวียดนามเมื่อ 38 ปีที่แล้วในตอนนั้นเวียดนามยังถูกแบ่งเป็นเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้-สภาพการณ์ของเวียดนามใต้ โดยเฉพาะไซ่ง่อนในอดีตหรือโฮจิมินห์ซิตี้ในปัจจุบัน ก็เป็น “นครบาป” ที่เต็มไปด้วยการขายบริการทางเพศ ยาเสพติด การพนัน อาชญากรรม ฯ ที่ขึ้นชื่อ แต่เมื่อเวียดนามรวมเป็นประเทศเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวก็หมดไปจากสังคม

              อันที่จริง เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผิดทั้งศาสนาและกฎหมาย แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรามองเห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไขหรือไม่เท่านั้น ถ้า(หน้า)ด้าน(หน้า)ทนกันได้ หรือเอาแต่หลิ่วตาข้างหนึ่งเพื่อแบมือรับเงินสกปรกพวกนี้ ก็คงไม่ต้องเสียเวลาตอบคำถามนี้หรอกครับ