
'ประชา'สั่งสอบด่วน'ตราวีซ่า'หาย!
'ประชา' สั่งตรวจสอบด่วน 'ตราวีซ่า' หาย 'กต.' เชื่อทุจริตเป็นขบวนการ มีคนในไทยร่วมด้วย
22 ส.ค. 56 พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยถึงกรณีที่ดวงตราวีซ่าไทยสูญหาย ว่า ล่าสุด พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นนคง ได้มีการสั่งการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งกำชับเร่งติดตามจับกุมกลุ่มบุคคลที่ใช้ดวงตราวีซ่า
อย่างไรก็ตามทาง สตม. ได้จัดชุดเฝ้าระวังติดตามหากกลุ่มบุคคลต้องสงสัยดังกล่าว หากมีการทำธุรกรรม ก็สามารถทราบความเคลื่อนไหว และจับกุมได้ทันที เพราะทาง ตม. และกระทรวงต่างประเทศ มีข้อมูลของกลุ่มบุคคลดังกล่าว สำหรับกรณีที่มีข่าวว่า มีเจ้าหน้าที่ไทยมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือไม่นั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้ เนื่องจากเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงการต่างประเทศ โดยจะต้องขอความร่วมมือไปยังกระทรวงต่างประเทศ เพื่อขอข้อมูล
'กต.' กำลังตรวจสอบวีซ่าหาย
พล.ต.อ.ประชา ให้สัมภาษณ์กรณีดวงตราวีซ่าของไทยหาย 300 แผ่น ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ประเทศมาเลเซีย จนเกิดข้อกังวลว่าอาจจะมีการนำไปใช้ในการก่อการร้ายในประเทศ ว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ได้รับการประสานจากกระทรวงการต่างประเทศว่า มีวีซ่าของสถานทูตไทยในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย หายไปจำนวน 300 แผ่น ซึ่งทางตม.ตรวจพบความผิดปกติ 9 ราย จึงได้จับกุมชาวต่างชาติ ฐานใช้เอกสารปลอมเข้าประเทศ และควบคุมตัวไว้เพื่อทำการสอบสวน ทั้งนี้ยังไม่มีการลงในรายละเอียดว่าบุคคลที่จับกุมได้ เคยมีประวัติก่อการร้ายมาก่อนหรือไม่
พล.ต.อ.ประชา กล่าวอีกว่า สำหรับจำนวนดวงตราวีซ่าที่เหลือ กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไข และทำการยกเลิกดวงตราเหล่านั้นไปแล้ว ขณะที่ตม.ต้องทำหน้าที่ตรวจตราอย่างเข้มงวดมากขึ้น ส่วนที่มีข่าวว่าดวงตราวีซ่าจำนวนที่เหลือมีการนำมาใช้ไปก่อนหน้านี้บ้างแล้วนั้นได้ตรวจสอบไปยัง สตม.ยังไม่พบว่ามีการนำมาใช้แต่อย่างใด ยืนยันว่าขณะนี้พบเพียง 9 ราย เมื่อถามว่าได้มีการตรวจสอบคนของเราว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง เนื่องจากมีข่าวว่าเกลือเป็นหนอน พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศต้องตรวจสอบว่าความบกพร่องเกิดขึ้นได้อย่างไร และใครเป็นผู้ทำให้เกิดความบกพร่องดังกล่าว ตนคงไม่ไปก้าวล่วง
ต่อข้อถามว่า ต้องตรวจสอบหรือไม่ว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อการร้ายหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งคงมีมาตรการอยู่แล้ว เพราะการตรวจลงตรามีขั้นตอนกระบวนการ เช่น ก่อนเข้ามาเมืองไทยก็ต้องตรวจดูวีซ่าว่าเป็นบุคคลในประเทศนั้นๆ และมีการตรวจดวงตราเข้าประเทศนั้นๆ หรือไม่ เป็นต้น แต่สิ่งที่ผิดปกติคือทำไมจึงเกิดขึ้นที่สถานทูตมาเลเซีย
นัดประชุม 'ศปก.กปต.' ร่วมกับ ผบ.เหล่าทัพ 23 ส.ค.
พล.ต.อ.ประชา ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายยุทธศาสตร์และแก้ไขปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.กปต.) ว่า ตนได้นัดประชุมร่วมกับ ผบ.เหล่าทัพในวันที่ 23 ส.ค. เวลา 09.30 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก ซึ่ง ผบ.ทบ.รับเป็นเจ้าภาพในการประชุม เพื่อพูดคุยในเรื่องของปัญหาภาคใต้ รวมทั้ง 5 ข้อเสนอของกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น ส่วนจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าวหรือไม่นั้นจะต้องพูดคุยกันก่อน เพราะนโยบายของรัฐบาลคือจะต้องพูดคุย หารือกับส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกันก่อน โดยยึดแนวทางการดำเนินงานแบบสันติวิธี ซึ่งใน 5 ข้อเสนอนั้น มีความชัดเจนที่ สมช.เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ถึงจุดยืนของรัฐบาลต่อข้อเสนอดังกล่าวเอาไว้แล้ว แต่จะเป็นอย่างไรคงต้องพูดคุยกันก่อน
'กต.' แจ้งความเอาผิด 5 ลูกจ้างท้องถิ่นในมาเลเซีย
นายจักรกฤษณ์ ศรีวลี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กรณีพบพบว่าดวงตราวีซ่าไทยหายจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ประเทศมาเลเซีย ว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพบแล้วว่า เกิดการทุจริตเรื่องดังกล่าวจากลูกจ้างท้องถิ่นชาวมาเลเซีย จึงได้ประสานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้เข้มงวดตรวจดวงตราวีซ่า โดยเรื่องดังกล่าวได้ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดอย่างถึงที่สุด โดยเรื่องนี้ทำกันเป็นขบวนการ และเชื่อว่ามีคนในประเทศไทยมีส่วนรวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ (21 ส.ค.) เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ไปแจ้งความกับกองปราบฯ เพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น 5 คน ในทางวินัยและทางอาญาแล้ว
นายจักรกฤษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา เรื่องนี้ไม่ได้เป็นข่าว เนื่องจากไม่ต้องการให้ผู้ที่ใช้ดวงตราวีซ่านี้ที่ยังอยู่ในประเทศไทยไหวตัวทัน เพื่อให้ง่ายต่อการตามจับตัว โดยการยกเลิกดวงตราวีซ่านี้ จะกระทำเมื่อบุคคลที่มีดวงตราวีซ่าดังกล่าวใช้วีซ่าเพื่อเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งในส่วนของคณะกรรมการตรวจสอบที่ได้ตั้งขึ้นทั้งจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และคณะกรรมการตรวจสอบจากกระทรวงการต่างประเทศที่ได้เดินทางไปตรวจสอบตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา โดยตรวจสอบพบว่า มีการกลบเกลื่อนร่อยรอยไว้เป็นอย่างดี และเชื่อว่ามีกลุ่มบุคคลในประเทศไทยช่วยเอื้อประโยชน์กับขบวนการ แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นบุคคลภายนอกของกระทรวงการต่างประเทศ เพราะยังไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเป็นบุคคลภายใน อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศ จะดำเนินการเอาผิดทุกทางที่ทำได้ ไม่มีการละเว้น



