
'วราเทพ'เผย'พธม.-ปชป.'ไม่ร่วมเวทีปฏิรูป
'วราเทพ' เผย'พธม.-ปชป.'ประกาศชัดเจนไม่ร่วม'เวทีปฏิรูป' ทำใจหากถูกยื่นตีความการแก้รธน. ชี้ถก'พรบ.งบฯ'ไม่ทันต้องย้อนไปยึดร่างวาระ 1 แทน
22 ส.ค.56 นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการประชุมเวทีปฏิรูปหาทางออกประเทศไทยในวันที่ 25 ส.ค.นี้ว่า ขณะนี้กำลังรอคำตอบจากผู้ที่ได้มีการประสานงานไป ซึ่งผู้ที่ให้คำตอบมาแล้วยังยืนยันเหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนผู้ที่รัฐบาลส่งหนังสือเชิญมีที่ตอบปฏิเสธชัดเจนคือ กลุ่ม 40 สว. กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพรรคประชาธิปัตย์ ด้านกลุ่มอื่นๆ เชื่อว่าจะตอบรับทั้งหมด อาจจะมีติดภารกิจล่วงหน้าไว้ก่อนบ้างแต่ไม่มากนัก คาดว่าที่มีการเชิญทั้งหมด 70 รายชื่อ จะมาเข้าร่วมเกินกว่าครึ่งหนึ่งแน่นอน อย่างไรก็ตาม เรายืนยันว่าจะเชิญทุกฝ่าย หากยังไม่พร้อมที่จะมาในขณะนี้ แต่หลังจากมีการหารือในรอบแรกและข้อสรุปของที่ประชุมมีความชัดเจนคนที่ปฏิเสธไว้ก่อนอาจจะตัดสินภายหลังก็ได้ ทั้งนี้ สำหรับการประชุมในวันที่ 25 ส.ค.จะใช้เวลาเท่าไรขึ้นอยู่กับที่ประชุม แต่ได้มีการกำหนดไว้ทั้งช่วงเช้าและบ่าย ส่วนการประชุมครั้งต่อไปยังไม่ได้กำหนด เพราะจะดูบรรยากาศและแนวทางการเสนอความคิดเห็นของที่ประชุมก่อน
“แม้จะมีการปฏิเสธ แต่เราก็ต้องเชิญให้ครบ เนื่องจากเราเปิดกว้างทุกกลุ่ม ส่วนที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา ระบุว่า มีคนจากรัฐบาลโทรศัพท์ไปประสานงานด้วยตัวเองนั้น ยอมรับว่ามีคนประสานไปจริง แต่ไม่ใช่ผม” นายวราเทพ กล่าว
ส่วนที่มีข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงไม่มีการถ่ายทอดสดและไม่เปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวเข้าร่วมฟังการประชุมนั้น นายวราเทพ กล่าวว่า เรื่องการถ่ายทอดสดไม่ได้หมายความว่าจะปิดกั้นข้อมูลทั้งหมด แต่การประชุมใดๆ ก็ตามมีสองแนวทางคือ 1.เปิดให้มีการถ่ายทอดตลอดเวลา และ 2.ให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปสังเกตการณ์บันทึกภาพและออกมาจนกว่าที่ประชุมจะได้ข้อสรุปแล้วมีการแถลงเพื่อให้ทราบผล เรื่องนี้เข้าใจว่านายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ได้มีการพิจารณาว่าผู้ที่มีการเชิญไปเราไม่ได้ไปบอกว่าจะมีการถ่ายทอดสด ฉะนั้น ผู้เข้าร่วมประชุมก็อาจจะอยากมีอิสระในการแสดงความคิดเห็น ไม่มีแรงกดดันใดๆ ว่าหากมีการถ่ายทอดแล้วอาจจะไปพาดพิงจนเกิดความเข้าใจผิดอะไรทั้งสิ้น เบื้องต้นจึงเห็นด้วยกับนายพงศ์เทพ
ทำใจหากถูกยื่นตีความการแก้รธน.
นายวราเทพ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา สว.ที่อาจมีการถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญคงต้องปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอน หากจะมีผู้ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญคงไม่สามารถไปดำเนินการอะไรได้ คงต้องรอจนกว่าศาลจะวินิจฉัย ซึ่งต้องรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ชี้ถก"พรบ.งบฯ"ไม่ทันต้องย้อนไปยึดร่างวาระ 1 แทน
นายวราเทพ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ว่า ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 168 กำหนดไว้ว่าหากสภาฯพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดจะถือว่าสภาฯได้ให้ความเห็นชอบร่าง พรบ.ดังกล่าวตามที่เสนอในวาระที่ 1 ฉะนั้น การพิจารณาของสภาฯที่ค้างอยู่หวังว่าฝ่ายค้านจะให้ความร่วมมือให้แล้วเสร็จทันภายในวันที่ 26 ส.ค. โดยมาตราที่เหลืออยู่หากดูด้วยเหตุผลน่าจะพิจารณาแล้วเสร็จภายในวันที่ 23 ส.ค. วันเดียว เพราะที่ผ่านมามีการใช้เวลาไปมากพอสมควรแล้ว 3 วัน
"ถือเป็นครั้งแรกที่ได้มีการพิจารณายาวนานขนาดนี้ ซึ่งหากในวันที่ 23 ส.ค.พิจารณาแล้วเสร็จจะเป็นไปตามขั้นตอนสามารถส่งวุฒิสภาได้ รวมทั้งเป็นไปตามร่างที่กรรมาธิการฯได้มีการแก้ไข แต่หากไม่แล้วเสร็จจะขึ้นอยู่กับสภาฯว่าจะประชุมต่อจนถึงวันที่ 26 ส.ค.หรือไม่ และหากก่อนเที่ยงคืนวันที่ 26 ส.ค.ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จต้องถือว่าสภาฯไม่สามารถพิจารณาได้ทันตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด จึงให้กลับไปใช้ร่าง พรบ.เดิมในวาระที่ 1 แล้วส่งไปให้วุฒิสภา โดยไม่สามารถปรับแก้ไขได้" นายวราเทพ กล่าว
รมต.สำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า หากต้องกลับไปใช้ร่าง พรบ.งบประมาณในวาระที่ 1 เท่ากับว่าการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการไม่ได้เกิดผลใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเรื่องที่น่าเสียดายหากว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้น ซึ่งคิดว่าฝ่ายค้านน่าจะให้ความร่วมมือในการผ่านร่าง พรบ.งบประมาณตามที่ได้มีการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการมา เพราะตัวแทนฝ่ายค้านก็อยู่ในกรรมาธิการที่มีการปรับลดบางส่วนที่คิดว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลง
"อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการประสานงานระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาล นอกเหนือจากการประสานผ่านทางคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ทางรัฐบาลก็พยายามพูดคุยกับฝ่ายค้านเรื่องระยะเวลา แต่หลังจากการพูดคุยผลก็ไม่เกิด พอมีการเปิดอภิปรายไปกลับไม่ได้เป็นไปตามที่หารือกัน ทั้งนี้ ตนคิดว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นหากเป็นเรื่องงบประมาณ เพราะเป็นกฎหมายที่จำเป็นที่ต้องนำมาใช้เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้น การจะดึงเวลาอย่างไรก็ตามจะไม่เกิดผลดีกับใครใดๆ ทั้งสิ้น เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญมีมาตั้งแต่อดีตและให้การคุ้มครอง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี" นายวราเทพ กล่าว



