ข่าว

อึ้ง!ฉก'ใบปะวีซ่า'ตีตราปลอมเข้าไทย

อึ้ง!ฉก'ใบปะวีซ่า'ตีตราปลอมเข้าไทย

22 ส.ค. 2556

รองปลัดบัวแก้วสั่งแจ้งความ พบแผ่นปะตรวจลงตรา 300 แผ่นสถานทูตไทยในกรุงกัวลาลัมเปอร์สูญหายคาดเกลือเป็นหนอนสมคบแก๊งปลอมแปลงเอกสาร ผวาก่อการร้าย-อาชญากรรมข้ามชาติ

              เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม นายพรภพ อ่วมพิทยา ผอ.กองสนธิสัญญา รักษาการในตำแหน่งนิติกรเชี่ยวชาญ และน.ส.วรัญญา พรรณโรจน์ นิติกรปฏิบัติการ รับมอบอำนาจจากนายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรงการต่างประเทศ รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ต.จำเนียร ประคองทรัพย์ พงส.ผนพ.กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม .

              การแจ้งความร้องทุกข์ครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2556 เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหาร พบความผิดปกติแผ่นปะตรวจลงตราของนายซามัวร์ นชา เอคเวล สัญชาติแคเมอรูน เป็นบุคคลที่ได้รับการตรวจลงตราเลขที่ A5801972 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2556 ซึ่งออกให้โดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยไม่ปรากฏตราประทับออกจากประเทศไทยและเข้าประเทศมาเลเซียในหนังสือเดินทาง อีกทั้งไม่พบเข้าออกประเทศไทยในระยะเวลาดังกล่าวในระบบตรวจคนเข้าเมือง จึงควบคุมตัวไปสอบสวน นายเอคเวลยอมรับว่าไม่ได้เดินทางไปยังประเทศมาเลเซียด้วยตนเอง แต่ว่าจ้างนายหน้าในกรุงเทพมหานครดำเนินการขอรับการตรวจลงตราแทน

              จากนั้นวันที่ 21 กรกฎาคม 2556 พ.ต.ต.ธนวัสส์ ขนิษฐวงศ์ สว.ตม.มุกดาหาร เข้าพบเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต ส.ป.ป.ลาว เพื่อหารือการตรวจพบความผิดปกติ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้รับการประสานจากสถานกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวและได้ตรวจสอบพบว่ามีการออกแผ่นปะหมายเลข A5801972 ผ่านระบบตรวจลงตราให้แก่นายเอคเวล เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2556 แต่ลายมือชื่อที่ปรากฏในแผ่นปะตรวจลงตราไม่ใช่ลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจลงนามคือ นายอรรณพ ศูนย์จันทร์ อัครราชทูตที่ปรึกษา และไม่พบว่ามีแบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่าของนายเอคเวลต่อสถานเอกอัครราชทูตไทยแต่อย่างใด

              นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติของเลขที่ใบเสร็จที่ออกกำกับแผ่นปะตรวจลงตราดังกล่าวเป็นเลขที่ใบเสร็จที่สมมุติขึ้น ไม่ได้ออกให้จริง และยังพบอีกว่า มีบุคคลสัญชาติประเทศกลุ่มเสี่ยงได้รับการตรวจลงตราวันที่ 28 มิถุนายน 2556 ในลักษณะเดียวกันอีก 8 ราย ซึ่งไม่ตรงกับรายงานการตรวจลงตราประจำวันที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายกงสุลส่งเงินให้แก่เจ้าหน้าที่คลัง

              สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้ตรวจสอบเพิ่มเติมแล้ว พบความผิดปกติของการตรวจลงตราในกรณีอื่นอีก โดยพบว่ามีผู้ลักลอบนำแผ่นปะตรวจลงตราของสถานเอกอัครราชทูตไทยจำนวนประมาณ 300 ใบ ไปออกให้แก่บุคคลต่างด้าวสัญชาติอื่นผ่านทางระบบตรวจลงตราของสถานเอกอัครราชทูตไทย โดยไม่มีการยื่นแบบคำร้องและไม่ผ่านการตรวจพิจารณาตามขั้นตอนจากเจ้าหน้าที่กงสุล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคคลสัญชาติอิหร่าน ไนจีเรีย ปากีสถาน อินเดีย ซึ่งพบว่ามีหมายเลขแผ่นปะตรวจลงตราเลขที่ A4049901 - A4050000, A4055901- A4056000 และ A5801901 - A5802000

              แหล่งข่าว ระบุว่า ขณะเดียวกันสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นโดยสอบปากคำเจ้าหน้าที่และลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง และได้ตรวจสอบข้อมูลในระบบตรวจลงตราพบว่ามีการแก้ไขข้อมูลในระบบตรวจลงตราของสถานเอกอัครราชทูตไทย เพื่อปกปิดข้อมูลการออกแผ่นปะตรวจลงตราให้แก่บุคคลสัญชาติประเทศกลุ่มเสี่ยง เช่น การแก้ไขประเภทการตรวจลงตราและสัญชาติของผู้ได้รับการตรวจลงตราโดยแก้ไขจากสัญชาติประเทศกลุ่มเสี่ยงเป็นสัญชาติมาเลเซีย และเห็นว่าบุคคลที่กระทำผิดน่าจะเป็นผู้ที่เข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของระบบงานตรวจลงตราได้และรู้เทคนิคในการปรับเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งปัจจุบันสถานเอกอัครราชทูตไทยมีลูกจ้างท้องถิ่นฝ่ายกงสุล 5 คน

              ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2566 พบว่ามีบุคคลซึ่งได้รับการตรวจลงตราโดยมิชอบเข้าออกประเทศไทย 49 รายและมีผู้เดินทางเข้าประเทศไทยแต่ยังไม่พบการเดินทางออก 55 ราย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าการลักลอบนำแผ่นปะตรวจลงตราเพื่อออกให้แก่บุคคลต่างด้าวผ่านระบบตรวจลงตราของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยไม่ผ่านการยื่นคำร้องและการพิจารณาอนุมัติของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ และการลงลายมือชื่อผู้อนุมัติตรวจลงตราในแผ่นปะตรวจลงตราโดนบุคคลผู้ไม่มีอำนาจ รวมทั้งตราประทับครุฑปลอม เข้าข่ายเป็นการกระทำยักยอกทรัพย์หรือลักทรัพย์ และเป็นการปลอมแปลงแผ่นปะตรวจลงตราและเอกสารทางราชการเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นแผ่นปะตรวจลงตราที่ออกโดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ซึ่งเป็นการกระทบต่อความมั่นคงและความเชื่อถือในการใช้เอกสาร และความั่นคงภายในประเทศ

              อีกทั้งบุคคลที่กระทำความผิดได้เข้าถึงและแก้ไขข้อมูลในระบบตรวจลงตราของสถานเอกอัครราชทูตไทยโดยมิชอบเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดเกี่ยวดับคอมพิวเตอร์และเข้าข่ายความผิดในการใช้แผ่นปะตรวจลงตราปลอมและการใช้เอกสารปลอม ทางกระทรวงการต่างประเทศ จึงเข้ามาร้องทุกข์เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนการกระทำความผิดและพิจารณาดำเนินคดีกับบุคคลที่กระทำความผิดซึ่งคาดว่าน่าจะมีผู้ร่วมกระทำผิดหลายคนและอาจทำเป็นขบวนการระหว่างลูกจ้างท้องถิ่นฝ่ายกงสุลของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ กับบุคคลภายนอกซึ่งอยู่ในประเทศไทยเป็นผู้รับจ้างให้ดำเนินการขอรับการตรวจลงตราแทนคนต่างด้าวเหมือนกรณีของนายเอคเวล