
กดดันตั้ง..คณะกก.อิสระสอบลึก'พิษน้ำมันรั่ว'
กดดันตั้ง..คณะกก.อิสระ สอบลึก'พิษน้ำมันรั่ว' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
เหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วลงทะเลกว่า 5 หมื่นลิตร ผ่านไปได้กว่า 20 วัน แม้ผู้บริหาร ปตท.และตัวแทนหน่วยงานราชการจะออกมาช่วยกันประโคมข่าวว่า น้ำทะเล หาดทราย ชายฝั่ง ฯลฯ กำลังเข้าสู่ภาวะปกติสวยงดงามเหมือนเดิม แต่ดูเหมือนขัดแย้งกับข้อมูลชาวบ้านระยอง ที่รายงานเรื่องซากสัตว์ทะเลเกยตื้นตายเป็นระยะๆ เช่น ซากเต่าตนุขนาด 100 กิโลกรัม เกยตื้นที่หาดสวนสน อ.แกลง, ซากโลมา 2 ตัว เกยตื้นที่บ้านเพ, ซากศพปลาแป้นเกยหาดแม่รำพึงเป็นระยะทางกว่า 2 กม. ฯลฯ
วันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหล ของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล ให้ข้อมูลสื่อมวลชนสรุปได้ว่า ปริมาณน้ำมันดิบรั่วไหลออกมาขณะปิดวาล์วจ่ายบนเรือเป็นเวลา 20 วินาที คาดว่ารั่วไหลทั้งสิ้น 5.4 หมื่นลิตร และใช้สารเคมีกระจายคราบน้ำมัน 3.75 หมื่นลิตร บริษัท พีทีทีฯ ทำตามกระบวนการทุกขั้นตอนทุกอย่าง ช่วงแรกการใช้สารกระจายคราบน้ำมันไม่ได้ประสิทธิภาพ เนื่องจากสภาพอากาศที่มีคลื่นลมแรง เครื่องบินจากสิงคโปร์มาโปรยสารเคมี ติดขัดขั้นตอนศุลกากรทำให้ล่าช้าไป 9 ชั่วโมง น้ำมันจึงไปถึงฝั่งอ่าวพร้าว
หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามถึงความถูกต้องของข้อสรุปข้างต้น เพราะเป็นข้อมูลจากคณะกรรมการที่ ปตท.ตั้งขึ้นมาเอง ไม่มีส่วนร่วมจากภาคประชาชน โดยเฉพาะ “กลุ่มจับตาน้ำมัน ปตท.รั่ว” ที่ประกอบไปด้วยเครือข่ายเอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อมหลายองค์กร อาทิ มูลนิธิบูรณะนิเวศ, กรีนพีซฯ, สถาบันธรรมรัฐฯ, มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มสมาชิกสังคมออนไลน์ ที่มีผู้ร่วมลงนามผ่านเว็บไซต์ www.Change.org/OilSpill แล้วกว่า 2.9 หมื่นรายชื่อ เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีตั้ง "คณะกรรมการอิสระตรวจสอบน้ำมันรั่ว" โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และมีตัวแทนอย่างน้อย 5 ฝ่ายเข้าร่วม ได้แก่ ภาครัฐ เอกชน ภาควิชาการ ภาคกฎหมาย และภาคประชาชน
เนื้อหาในเว็บไซต์ข้างต้นอ้างข้อมูลปี 2552 บริษัทลูกแห่งหนึ่งของ ปตท.เคยทำให้เกิดน้ำมันดิบรั่วจากแท่นขุดเจาะครั้งใหญ่ในออสเตรเลีย จนศาลออสเตรเลียสั่งปรับไปกว่า 8.9 พันล้านบาท ช่วงแรกที่เกิดเหตุการณ์นั้น ปตท.ประเมินว่า มีการรั่วไหลเพียง 4.5 ล้านลิตร แต่รัฐบาลออสเตรเลียตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาสืบสวนข้อเท็จจริง ทำให้รู้ว่ามีน้ำมันรั่วไหลมากกว่า 7 เท่า หรือ 34 ล้านลิตร คณะกรรมการอิสระชุดนี้ มีส่วนทำให้ ปตท.ต้องเสียค่าปรับและจ่ายค่าทำฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมตามความเป็นจริง
"ตอนนี้ยังไม่ได้บอกว่า ข้อมูลจาก ปตท.หรือ กรมควบคุมมลพิษ หรือของราชการ เป็นข้อมูลโกหก แต่น้ำมันรั่วกลางทะเลที่ระยองส่งผลกระทบในวงกว้าง พวกเราต้องการข้อมูลรายละเอียดมากกว่านี้ ทั้งผลและหลักเกณฑ์การตรวจสอบทุกอย่าง การที่ ปตท.ตั้งคณะกรรมการของตัวเองขึ้นมาแล้ว โดยไม่มีฝ่ายอื่นเข้าร่วม ผลตรวจสอบที่ได้มาสาธารณชนจะเชื่อถือกันไหม?"
"สุรชัย ตรงงาม" นักกฎหมายจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ตั้งคำถามพร้อมยืนยันว่า ผลตรวจสอบของคณะกรรมการจำเป็นต้องมีหลักประกันอะไรบางอย่างให้ประชาชนเชื่อถือ เนื่องจากกรณีน้ำมันรั่วครั้งนี้ ปตท.ถือว่าเป็นผู้ก่อมลพิษ ต้องเป็นผู้จ่ายค่าชดเชย เพื่อความถูกต้องชอบธรรมต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาประกอบด้วยหลายฝ่าย เหมือนที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ จุดประสงค์เพื่อติดตามผลกระทบระยะสั้นและระยะยาว สร้างความโปร่งใสทำให้ทุกฝ่ายยอมรับ
สอดคล้องกับข้อเสนอของ ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม วิเคราะห์โครงสร้างและจุดอ่อนระบบและกลไกการรับมือกรณีอุบัติภัยน้ำมันรั่วครั้งนี้ว่า ตั้งแต่น้ำมันรั่วจนถึงวันนี้ดูเหมือนตัดสินใจเกือบทั้งหมดมาจากตัวแทน ปตท. อาจเป็นเรื่องดีที่ผู้ก่อมลพิษจะตั้งกรรมการสอบสวนตัวเองเพื่อปรับปรุงในอนาคต แต่สำหรับภาครัฐและภาคประชาชน รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ยังต้องการคณะกรรมการที่เป็นอิสระมาตรวจสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้น เช่น การใช้สารเคมีกำจัดคราบน้ำมันที่มาตรฐานกำหนดไว้ไม่เกิน 10-20 เปอร์เซ็นต์ของประมาณน้ำมันรั่ว แต่ ปตท.ใช้ปริมาณมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าอย่างไร
"จุดอ่อนตอนนี้เหมือนกับทุกฝ่ายยก "อ่าวพร้าว" ให้ ปตท.จัดการ หน่วยงานรัฐพยายามชิ่งตัวเองออกมา ทำเป็นลอยตัวเหนือปัญหา ยกหน้าที่ทั้งหมดให้เป็นปฏิบัติการของ ปตท.เพราะไม่อยากรับผิดชอบอะไรในอนาคตหรือเปล่า ผมอยากเสนอให้รีบทำตอนนี้คือ เจ้าหน้าที่รัฐส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องช่วยชาวบ้านเก็บข้อมูลหลักฐานทุกอย่างไว้ ทั้งผลตรวจคุณภาพน้ำ สัตว์ทะเล ชายหาด ผลกระทบมลพิษด้านต่างๆ เพราะหลักฐานเหล่านี้สำคัญมาก เป็นประโยชน์ให้ชาวบ้านที่เสียหายแล้วต้องการฟ้องร้องในอนาคต และรีบตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลกลาง ช่วยสื่อสารกับทุกฝ่ายด้วยข้อมูลเดียวกัน ป้องกันความสับสน ให้ข้อมูลจริงสร้างและต้องทำให้ประชาชนเชื่อถือ" ดร.บัณฑูร กล่าวแนะนำ สำหรับตัวแทนกลุ่มพิทักษ์สัตว์และสิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเลนั้น "จิรายุ เอกกุล" หัวหน้าแผนกโครงการอนุรักษ์ทางทะเลมูลนิธิรักสัตว์ป่า แสดงความกังวลว่า น้ำมันรั่วและสารเคมีกระจายคราบน้ำมันทำให้เกิดสิ่งแปลกปลอมพิษร้ายปนเปื้อนใต้น้ำบริเวณเกาะเสม็ด พิสูจน์ได้จากปะการังฟอกขาวเป็นวงกว้าง 6 ไร่ ทั้งนี้การฟื้นฟูปะการังฟอกขาวทำไม่ได้ ปะการังตายแล้วตายเลย ความเสียหายที่สูงขนาดนี้ใครจะรับผิดชอบ
"สัตว์ทะเลและพืชใต้น้ำ หรือสิ่งแวดล้อมทะเลส่วนอื่นๆ พวกเขาไม่มีสิทธิไม่มีเสียง ไม่มีความสามารถที่จะไปฟ้องร้องศาลได้ พวกเขาไม่ได้เป็นชาวประมง หรือธุรกิจท่องเที่ยว จึงจะประเมินได้ว่าเสียหายไปเท่าไร ต้องชดใช้มาเท่าไร คำถามตอนนี้คือ ใครจะไปช่วยคิดประเมินค่าเสียหายในส่วนนี้? และจะชดเชยอย่างไรให้ธรรมชาติใต้ท้องทะเลกลับมาเหมือนเดิมมากที่สุด?" จิรายุ ตั้งคำถามทิ้งท้าย
อ่าวพร้าว"ปะการังฟอกขาว" 6 ไร่
"ปะการังฟอกขาว" เกิดจากปะการังสูญเสียสาหร่ายเซลล์เดียว "ซูแซนเทลลี" (Zooxanthellae) ซึ่งเป็นตัวทำให้ปะการังเกิดสีสันต่างๆ ปะการังฟอกขาวจะอ่อนแอ เนื่องจากไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอและอาจตายได้ การฟอกขาวเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ความเค็มของน้ำทะเลเปลี่ยนไป การติดเชื้อแบคทีเรีย มลพิษปนเปื้อนจากฝีมือมนุษย์ ฯลฯ
14 สิงหาคม 2556 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง แถลงข่าวหลังจากได้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ดำน้ำสำรวจแนวปะการังบริเวณใกล้อ่าวพร้าว และอ่าวปลาต้ม เกาะเสม็ด เมื่อเก็บตัวอย่างปะการังมาวิเคราะห์เนื้อเยื่อหลังเกิดเหตุน้ำมันดิบรั่ว พบว่ามีปะการังฟอกขาวตายแล้วประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นแนวบริเวณกว้างกว่า 6 ไร่ แสดงถึงระบบนิเวศในทะเลบริเวณดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่ดี
.........
(หมายเหตุ : กดดันตั้ง..คณะกก.อิสระ สอบลึก'พิษน้ำมันรั่ว' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



