ข่าว

'บิ๊กตู่'เตือน!'สส.'หยุดตีกัน

'บิ๊กตู่'เตือน!'สส.'หยุดตีกัน

21 ส.ค. 2556

'ประยุทธ์' เตือน'สส.'หยุดตีกัน แนะใช้สติปัญญาแก้ วอนหยุดทำลายประเทศ สอนดูบทเรียน'อียิปต์'เป็นตัวอย่าง ยัน'ยิ่งลักษณ์'ยังไม่เรียกถกโผทหาร

               21 ส.ค.56 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)ให้สัมภาษณ์ถึงความวุ่นวายในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ตนได้ติดตามการประชุมสภาจึงอยากขอให้ทุกฝ่ายยอมรับกติกาตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งต้องหาจุดติดขัดกันให้เจอ สิ่งไหนสามารถผ่อนสั้นผ่อนยาวได้ขอให้ทำ อย่ามัวแต่ตีกันหรือทะเลาะกัน เพราะจะออกไปทั่วโลก เขาจับตามมองอยู่ ทุกวันนี้ตนก็อดทน และพยายามตั้งรับปัญหาทุกอย่างอย่างมีสติ และใช้ปัญญาในการแก้ไข ถ้าใช้ความรุนแรงหรือโมโหโกรธแค้นในการทำงานจะทำให้ปัญหาบานปลาย ทุกวันนี้มีคนไทยอพยพกลับมาจากต่างประเทศจำนวนมาก แล้วอยากให้ประเทศไทยเป็นแบบนั้นหรือไม่ อยากให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วนำสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วมาเป็นบทเรียน ต้องระมัดระวังและขอให้ทำทุกอย่างให้เกิดความสงบ ถ้าไปขยายความก็ไม่จบ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอม เพราะถือว่ามีพรรคพวกมาก ซึ่งตนพยายามยึดมั่นในแนวทาง และพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ต้องแก้ปัญหาอย่างมีสติ คิดก่อนทำ 

                "ผมพูดไม่ได้เข้าข้างใครทั้งสิ้น แต่พูดในฐานะคนไทยและเป็นผบ.ทบ. เพราะต้องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้เข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอยู่ อยากขอร้องทุกภาคส่วนขอให้ลดกันบ้าง ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางที่จะเจอกันได้ โดยให้ใช้กฎหมายเป็นหลักด้วยความเที่ยงธรรม เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมอยู่ด้วยกันได้ ประเทศไทยจะได้หลุดพ้นห้วงเวลาที่น่าเป็นห่วงอย่างนี้เสียที สิ่งไหนที่ต้องแก้ด้วยกฎหมายก็ทำไป แต่อย่าทำลายกฎกติกาของประเทศ ทุกคนต้องระมัดระวังในการแสดงออกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย  ไม่อยากให้ใช้ความรุนแรงเหมือนบางประเทศ ผมมองทุกอย่างด้วยความเป็นห่วง แต่ทหารมีหน้าที่เฉพาะอยู่ และมีกฎกติกามากมายที่ออกนอกกรอบไม่ได้ จึงอยากให้ทุกคนช่วยกันระมัดระวังสิ่งต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดอันตรายแก่ประเทศชาติ ซึ่งทุกวันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินินาถ ยังทรงไม่แข็งแรง อยากให้ทุกคนทำสิ่งที่ดีเพื่อถวายท่าน ให้ทรงพระสำราญ และสบายพระราชหฤทัย" ผบ.ทบ กล่าว

 

               
"ยิ่งลักษณ์"ยังไม่เรียกถกโผทหาร

               
                 พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารประจำปีว่า ขณะนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ยังไม่ได้เรียกประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารชั้นนายพล แต่ในส่วนของกองทัพบกได้มีการประชุมคณะกรรมการไปแล้ว ซึ่งได้มีการเสนอขึ้นมาตามขั้นตอนเพื่อให้ตนตัดสินใจอีกครั้ง โดยจะต้องรอการประชุมคณะกรรมการปรับย้ายของกระทรวงกลาโหมอีกครั้งหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผบ.เหล่าทัพก็ได้มีการหารือร่วมกันมาบ้าง ซึ่งตนก็เห็นสื่อเขียนปรับโผทหารกันมากมาย ไม่รู้ว่าไปอยู่ใต้โต๊ะประชุมหรือไม่ ถ้าคนที่ถูกเขียนมาแล้วไม่ได้เป็น เขาก็จะเสียใจ สื่อต้องไปขอโทษเขา

                เมื่อถามว่า เป็นห่วงเรื่องการวิ่งเต้น หรือเด็กฝากจากการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ห่วง เพราะไม่รู้จะห่วงไปทำไม เมื่อฝากมาแต่จะได้หรือไม่ก็ไม่ทราบ เหมือนกับการฝากซื้อของ ถ้าปากเปล่า ไม่จ่ายเงินก็ไม่ซื้อให้ ถ้าเขาดีอยู่แล้ว ไม่ต้องฝากก็ได้เป็น สมมุติว่าทหารคนนั้นได้ผ่านการพิจารณาของกองทัพว่าจะได้เป็น ถามว่าหากฝากมาอีกจะได้เป็นมากกว่าเดิมหรือ ก็คงได้เท่าเดิม ซึ่งเป็นเรื่องของแต่ละเหล่าทัพที่จะต้องดำเนินการกลั่นกรองอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ทหารจะไม่ได้ข้ามไปข้ามมาเหมือนส่วนราชการอื่นๆ เขาก็โตมาในหน่วยของเขา แต่ละส่วนก็โตขึ้นมา กลั่นกรองกันมาตั้งแต่เด็กๆ กว่าจะโตขึ้นมาเป็นนายพลได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย และที่เขียนกันว่า นายพลในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิไม่มีตำแหน่ง เอาไว้ขึ้นหิ้งนั้น ยืนยันว่า ทุกหน้าที่มีตำแหน่ง เงินเดือนเท่ากันและทุกคนก็ทำงานเหมือนกัน ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษก็มีงานทำ บางส่วนก็ไปทำงานของ กอ.รมน. ซึ่งต่อไปก็อาจจะปรับเปลี่ยนเป็นข้าราชการทำงานทั้งหมดเลยก็ได้ เพราะตนเคยเสนอว่า กอ.รมน. ต้องเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงเหมือนต่างประเทศที่เป็นหน่วยของรัฐบาลอย่างแท้จริง ซึ่งในอนาคตอาจจะต้องทำการปรับย้ายทหารไปทำงานที่กอ.รมน.ต่อไป แต่กอ.รมน.ก็ไม่ใช่ทหารทั้งหมด เพราะเป็นการบูรณาการส่วนราชการ โดยงบประมาณของกอ.รมน.ส่วนใหญ่เป็นงบการบูรณาการและที่ใช้มากที่สุดคือ เบี้ยเลี้ยง

                เมื่อถามถึงกรณีที่มีความกังวลว่า ฝ่ายการเมืองจะเข้ามาแทรกแซงกองทัพด้วยการผลักดันคนของตนเองเพื่อยึดกองทัพ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่มีคนของตนเอง มีแต่คนของกองทัพเท่านั้น ตนถามว่าจะผลักดันใครมา ทุกคนเป็นคนของกองทัพบกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชื่อใด ยศใด จะกลายเป็นคนของการเมืองได้อย่างไร มีแต่คนรู้จักกันตามประสาคนไทยเมื่อเจอหน้าก็ฝากกัน เราก็แค่รับทราบ แต่ถ้าเขาไม่ดีก็จะไม่ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการ ซึ่งเราต้องชี้แจงกลับไปว่ามันไม่ได้ เพราะผิดขั้นตอน อย่าไปกังวล การปรับย้ายมีมาเป็น 100 ปี ตนเป็นผบ.ทบ.ปีที่ 3 แล้วและปรับย้ายมา 3 ปีก็ไม่มีปัญหาอะไร

                เมื่อถามว่า กรณีคลิปเสียงการสนทนาคล้ายเสียง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะมีผลต่อการปรับย้ายหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่า คลิปอยู่ในกฎหมาย หรือพรบ.กลาโหมหรือไม่ ต้องแยกแต่ละเรื่องออกจากกัน ถ้านำปัญหาอันโน้นมาตีกับอันนี้จะทำอะไรได้ อยากให้สื่อทุกคนช่วยกันเขียนให้ประเทศชาติก้าวไปข้างหน้า ทุกอย่างต้องว่าไปตามกฎหมาย อย่านำทุกอย่างมาพันกัน ประเทศก็จะไปไม่ได้ ทหารก็ลำบากหัวใจในการทำหน้าที่

                ด้านพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารประจำปีว่า ในการเตรียมแนวความคิดในการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหาร ขั้นตอนแรกจะต้องรับฟังกรอบแนวคิดจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่จะกำหนดขึ้นมาก่อน ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้มีการนัดประชุมคณะกรรมการพิจารณาปรับย้ายนายทหารชั้นนายพลในสัปดาห์หน้า เพื่อให้เหล่าทัพได้แนวคิดหลักในการพิจารณาร่วมกัน เชื่อว่าภายในสิ้นเดือน ส.ค. จะมีความชัดเจน

                เมื่อถามว่า หลายฝ่ายมีความเป็นห่วงเรื่องการวิ่งเต้นและเด็กฝากจากการเมือง พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า เราต้องเลือกคนที่อยู่สายงาน มีความเหมาะสม และทำงานมาตลอดเวลาเป็นหลัก ส่วนคนที่วิ่งเต้นต้องดูว่าคนที่วิ่งเต้นนั้นตรงกับคนที่เราไว้วางใจหรือไม่ ถ้าไม่ตรงกันเราก็จะต้องมีการปรึกษาหารือกัน ทั้งนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้กำหนดวันส่งบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหาร คาดว่าจะต้องรอการประชุมในสัปดาห์หน้าก่อน

 

               
ลั่นรับข้อเสนอ"บีอาร์เอ็นไม่ได้"ถ้าขัดกม.ไทย

               
                 พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.ปกต.) จะประชุมเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับข้อเสนอ 5 ข้อของบีอาร์เอ็นในวันที่ 22 ส.ค.นี้ ว่า การประชุมจะมี ผบ.เหล่าทัพเข้าร่วมเพื่อหาแนวทาง และสาระในการพูดคุยกับบีอาร์เอ็นครั้งต่อไป ซึ่งเป็นไปตามที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้สั่งการไว้ ซึ่งต้องหารือกันในประเด็นที่ฝ่ายบีอาร์เอ็นเรียกร้อง และต้องชี้แจงว่า เรื่องใดที่เป็นหน้าที่ และขัดต่อกฎหมาย รวมถึงเรื่องที่ยังไม่มีข้อเท็จจริง เช่น การกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่เป็นผู้ก่อเหตุ ถ้ามีหลักฐานก็เอาออกมายืนยัน เพราะนายกฯสั่งการไว้ชัดเจนว่า หากมีเหตุการณ์เช่นนี้จริงให้ลงโทษสถานหนัก ซึ่งจากการสืบทราบเหตุการณ์ต่างๆในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เกี่ยวข้องกับหลายส่วน ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมามีบุคลากรทางการศึกษาเสียชีวิต ซึ่งก่อนหน้านั้นในการพูดคุยเราระบุไปแล้วว่า อย่าทำคนเหล่านี้ เพราะเขาไม่มีกำลังที่จะไปสู้รบกับใคร แต่ก็ยังถูกทำร้ายอยู่

                พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ได้เตรียมการ คือ เรื่องหัวข้อที่จะไปพูดคุยเพื่อทำให้สถานการณ์รุนแรงลดลง เพราะประชาชนทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมได้รับบาดเจ็บและสูญเสีย รวมถึงด้านเศรษฐกิจ และชื่อเสียงของประเทศ อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ตนอยากชี้แจงต่อสังคมโลก คือ การที่ต้องมีทหารเข้าไปประจำในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เพราะว่าสถานการณ์ยังไม่สงบ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติของทุกประเทศ ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินนั้น ทางทหาร ตำรวจ และฝ่ายพลเรือนจะดูแลประชาชน 2 ล้านคนอย่างเต็มที่ ตนได้ให้บริษัทเอกชนไปหาแนวคิดเพื่อพัฒนาถังแก๊สที่ทำมาจากวัสดุที่ไม่เกิดอันตราย ขณะนี้นำไปทดลองใช้อยู่ ถ้าได้ผลจะขอร้องให้คนในพื้นที่ได้ใช้กันให้ทั่วถึง เพื่อลดอันตรายจากระเบิด ส่วนการลักลอบขนระเบิดตามแนวชายแดน ต้องขอความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมการซื้อขายอุปกรณ์ ทางอิเล็คทรอนิคส์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

                “ข้อเสนอ 5 ข้อของบีอาร์เอ็นยังไม่อยากบอกว่า ข้อไหนรับได้หรือไม่ได้ แต่อะไรที่ขัดต่อข้อกฎหมายก็ยังรับไม่ได้ ทั้งนี้ยังไม่อยากให้ถามถึงผลสรุป เพราะยังมีอีกหลายข้อที่ต้องพูดคุยกัน ซึ่งต้องใช้เวลา และเตรียมการกันให้ดี เพราะสถานการณ์มีหลายพวก หลายกลุ่ม เราต้องรับฟังทุกกลุ่ม แล้วประมวลว่า แต่ละเรื่องแต่ละกลุ่มจะทำกันอย่างไร และต้องระมัดระวังไม่ให้ต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องให้เขาอยู่ในลักษณะการอำนวยความสะดวก อย่าให้ใครเข้ามาตัดสินในบ้านเรา การดำเนินงานต่างๆ อาจมีปัญหาบ้าง เราจึงต้องมีหลักการ และระมัดระวังในการก้าวต่อไป ไม่เช่นนั้นจะไปไม่ถึงจุดนั้น วันนี้คนที่เดือดร้อนมากที่สุด คือ ประชาชนในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ที่ตกเป็นเป้าหมาย สิ่งเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไขก่อน สิ่งที่คิดว่าไม่เป็นธรรมและเป็นเงื่อนไขมาพูดกัน และหาสาเหตุแก้ปัญหากันเป็นเรื่องๆ ปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ต้องแก้ด้วยกัน 3 ฝ่าย คือ ประชาชน ผู้ก่อความไม่สงบ และเจ้าหน้าที่ จึงต้องเดินตามยุทธศาสตร์ที่มีอยู่ของรัฐบาล คือ การแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันความจริงใจของรัฐ ขณะเดียวกันการที่เราจะตกลง หรือจะไปพูดคุยอะไรกับใคร และมีข้อตกลงกันต้องได้รับการยอมรับทางกฎหมายว่า ได้หรือไม่ได้ จึงจะนำไปสู่การปฏิบัติ แต่ระหว่างนี้อยากขอร้องอย่าให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก แต่ก็ยังมีอยู่ แสดงว่ายังมีหลายพวก และเราไม่ได้รับว่า จะต้องพูดคุยเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

                ขณะที่ พล.อ.อ.ประจิน  ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมศูนย์ปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศกป.กปต.) ในวันที่ 22 ส.ค. นี้ว่า ตนได้มอบหมายให้รองเสนาธิการทหารอากาศไปร่วมประชุม โดยข้อมูลขั้นต้นที่เราพิจารณาเห็นว่าข้อเสนอ 5 ข้อของบีอาร์เอ็นยังไม่เป็นที่ยอมรับ แต่เราไม่ปฏิเสธที่จะเปิดช่องทางในการที่จะทำให้เกิดสันติภาพโดยเร็ว ทางกองทัพอากาศสนับสนุนช่องทางที่สามารถทำได้ ซึ่งในวันที่ 22 ส.ค.นี้ทางเหล่าทัพจะไปรับฟังข้อมูลก่อนและจะมาดูท่าทีว่าเราควรจะประชุมหารือร่วมกันหรือไม่ แต่เรื่องนี้ทุกเหล่าทัพได้ติดตามสถานการณ์อยู่คิดว่าไม่นานคงจะได้ข้อสรุป