ข่าว

'ณัฐวุฒิ'จี้'ปชป.'ขอโทษปชช.

'ณัฐวุฒิ'จี้'ปชป.'ขอโทษปชช.

21 ส.ค. 2556

'ณัฐวุฒิ' จี้ 'ปชป.' ขอโทษประชาชน หลังก่อเหตุป่วนสภาฯ แนะเคารพกติกา-ไม่ก่อเหตุซ้ำรอย

 

                     21 ส.ค.56 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ระหว่างการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์ ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เพราะนับตั้งแต่มีสภาฯ เมื่อปี 2475 ยังไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

                     นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ประชาชนที่ได้รับชมการถ่ายทอดสดการประชุมสภาฯ น่าจะมองเห็นเจตนาของแต่ละฝ่ายได้อย่างชัดเจน ซึ่งตนมองว่าพรรคประชาธิปัตย์ มีการวางเกมไว้แล้วว่าจะไม่ยอมอภิปรายด้วย พยายามใช้วิธีการถ่วงเวลาแล้วอ้างว่าประธานสภาฯ ตัดสิทธิ 57 ส.ว. ที่มีการแปรญัติผิดหลักการ แต่ความจริงประธานสภาฯได้อนุญาตให้นายเทพไท เสนพงศ์ และนายวัชระ เพชรทอง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายแล้ว แต่ทั้งสองคนไม่ยอมอภิปราย เพื่อต้องการให้สมาชิกของพรรคลุกขึ้นประท้วง

                     ซึ่งเรื่องนี้ทางผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ ผู้ใหญ่ในพรรคต้องขอโทษปูชนียบุคคลในรัฐสภา และประชาชน และในวันเดียวกันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ควรตั้งใจทำหน้าที่ในรัฐสภาอย่างตรงไปตรงมา และเคารพกติกา ไม่ก่อความวุ่นวายซ้ำรอยเหตุที่เกิดขึ้น

 

'รมช.พณ.' เป็นปธ.ทำลายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ค่ากว่า 1.4 พันล้าน‏

 

                     ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยตัวแทนจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ,กรมศุลกากร ,สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ,กรมสอบสวนคดีพิเศษ และภาคเอกชน ร่วมกันทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว เช่น เสื้อผ้า ,กระเป๋า ,นาฬิกา ,รองเท้า ,อะไหล่รถยนต์ ,แผ่นซีดี ,ดีวีดี เป็นต้น จำนวนทั้งสิ้น 1,634,286 ชิ้น คิดเป็นน้ำหนักประมาณ 90 ตัน มูลค่ากว่า 1,484 ล้านบาท

                     นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตัวเลขของกลางในคดีนี้สะท้อนได้ 2 แง่มุม คือ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติมีการกวดขันจับกุมคดีประเภทนี้มากขึ้น หรือผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวกฎหมาย แต่ทั้งนี้ก็อยากให้การจับกุมในภาพรวมมีของกลางในคดีลดน้อยลงซึ่งนั่นจะเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

                     นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงกรณีการหักเอาค่าปรับซึ่งมาจากคำพิพากษาของศาลก่อนส่งคืนเป็นเงินคงคลังกลับมาให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติว่า ได้กำชับอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้เร่งรัดดำเนินการประกาศเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จ และมีผลบังคับใช้ ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เนื่องจาก ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการหักคืนเงินค่าปรับก่อนส่งคืนเป็นเงินคงคลัง ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งมีหลายหน่วยงานบังคับใช้ไปแล้ว แต่ก็มีอีกหลายหน่วยงานยังไม่มีผลบังคับใช้ ต่อมาเมื่อปี 2554 มีผู้ยื่นเรื่องขอให้สำนักงานศาลยุติธรรมตีความว่าหน่วยงานที่จะได้รับผลจากค่าปรับควรเป็นหน่วยงานใดซึ่งก็มีความเห็นว่าต้องเป็นหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายเท่านั้น หมายความว่า ค่าปรับกรณีนี้ต้องเป็นกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นผู้ดำเนินการ แต่ก็ยังไม่มีการออกระเบียบกรมทรัพย์สินทางปัญญามารองรับให้ดำเนินการเช่นนี้ได้

                     นายณัฐวุฒิ กล่าวคต่อว่า เมื่อมีคดีที่ตำรวจ ศุลกากร ดีเอสไอ หรือหน่วยงานใดก็ตามจับกุมคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและเมื่อศาลตัดสินให้เสียค่าปรับแล้ว ค่าปรับก็อยู่ที่ศาล เมื่อถึงเวลาศาลก็ทำเรื่องส่งคืนเป็นเงินคงคลัง ซึ่งเงินค่าปรับดังกล่าวไม่ได้กลับมาที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ทั้งๆ ที่ระเบียบเปิดให้ทำได้อย่างถูกต้องตรงไปตรงมา จึงมีความเห็นร่วมกันว่าจะต้องจัดทำประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งขณะนี้ทำเป็นร่างประกาศแล้วแต่อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดซึ่งตนมั่นใจว่าเสร็จทันตามกำหนดภายในเดือนสิงหาคมนี้แน่นอน

                     นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้ทุกคดีที่ศาลพิพากษาเรื่องค่าปรับออกมา สมมติว่าเป็น 100เปอร์เซ็นต์ จะตัดเป็นส่วนของศาลยุติธรรม 25 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือ 75 เปอร์เซ็นต์นำมาคิดใหม่เป็น 100 เปอร์เซ็นต์โดยในส่วนนี้ 20 เปอร์เซ็นต์ส่งคืนเป็นเงินคงคลัง ส่วน 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็มาคิดใหม่เป็น 100 เปอร์เซ็นต์ แบ่ง 25 เปอร์เซ็นต์ให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนที่เหลือ 75 เปอร์เซ็นต์ให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ร่างประกาศจะเป็นแบบนี้ ส่วนการเบิกจ่ายย้อนหลังนั้นจะตกเบิกได้หรือไม่นั้นเรื่องนี้ศาลที่นครปฐมทำเรื่องสอบถามไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมแล้วได้รับคำตอบว่าเบิกจ่ายย้อนหลังได้ภายในกรอบเวลา 5 ปี

                     นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาให้สิทธิบัตรว่า สำหรับภาคประชาชนหรือเจ้าของผลงานที่ส่งผลงานมาจดอนุสิทธิบัตรหรือสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งมีเสียงสะท้อนกลับมาว่าใช้เวลานานถึง 2 ปีกว่าก็ยอมรับว่าใช้เวลานานจริงๆ ส่วนหนึ่งเพราะต้องตรวจสอบไม่ให้ไปซ้ำซ้อนกับงานอื่นๆ แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ยังมีข้อจำกัดในการให้บริการซึ่งตนได้ผลักดันให้มีการดำเนินการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ในการให้บริการเรื่องนี้ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2557 ทำให้การยื่นจดสิทธิบัตรย่นระยะเวลาลงอย่างน้อย 8 เดือน ส่วนอนุสิทธิบัตรย่นระยะเวลาลงอย่างน้อย 6 เดือน

                     อนึ่ง เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีการทำลายของกลางที่คดีถึงที่สุดแล้วที่จังหวัดภูเก็ต โดยในครั้งนั้นมีของกลางทั้งสิ้น 94,120 ชิ้น มูลค่ากว่า 297 ล้านบาท ส่วนสถิติการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงมิถุนายน 2556 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมศุลกากรมีทั้งหมด 5,996 คดี ของกลาง 1,787,140 ชิ้น

                     อย่างไรก็ตามหากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันในปี2555 พบว่า ภาพรวมมีคดีเพิ่มขึ้น 4.01 เปอร์เซ็นต์ แต่ของกลางลดลง 55.68 เปอร์เซ็นต์