
'พิพิธภัณฑ์อียิปต์'เหยื่อวิกฤติอนาธิปไตย
'พิพิธภัณฑ์อียิปต์'เหยื่อวิกฤติอนาธิปไตย : รายงาน
ท่ามกลางกระแสขัดแย้งด้านอุดมการณ์ทางการเมืองทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายระหว่างชาวอียิปต์ที่สนับสนุนผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศ กับผู้ที่เห็นว่าผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งกำลังจะทำตัวเป็นผู้นำเผด็จการ จนทำให้เกิดการลุกฮือขึ้นมาประท้วงขับไล่ จนนำไปสู่การเกิดสงครามกลางเมืองขนาดย่อมๆ นอกจากประชาชนจะต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บกันเป็นจำนวนมากแล้วพิพิธภัณฑ์ในอียิปต์ สถานที่เก็บสิ่งจารึกแห่งประวัติศาสตร์เก่าแก่ของโลก ก็กลายเป็นเหยื่อแห่งความขัดแย้ง เพราะมีผู้ฉวยโอกาสขโมยโบราณวัตถุชิ้นสำคัญไปจากพิพิธภัณฑ์กว่า 1,000 ชิ้น รวมทั้งรูปสลักหินทรายเก่าแก่อายุกว่า 3,500 ปี ซึ่งนับเป็นการขโมยโบราณวัตถุครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ
พิพิธภัณฑ์มาลาวี ในเมืองมินยา ที่อยู่ในเขตแม่น้ำไนล์ตอนใต้ ตกเป็นเหยื่อของหัวขโมยวัตถุโบราณได้อย่างง่ายดายเนื่องจากกำลังตำรวจในเมืองถูกระดมเข้าเสริมกำลังเพื่อปราบปรามการชุมนุมของผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีมอร์ซี ที่น่าสลดไปกว่าการขโมยวัตถุโบราณ ก็คือ กลุ่มวัยรุ่นผู้ก่อเหตุบุกเข้าไปในพิพิธภัณฑ์มาลาวีเมื่อวันพุธ (15 ส.ค.) ได้สังหารเจ้าหน้าที่จำหน่ายตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ทั้งยังเผาทำลายมัมมี่ และทุบทำลายรูปสลักที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะขโมยออกมาได้ โดยในระหว่างการก่อเหตุ ไม่มีแม้ตำรวจหรือทหารอยู่ในบริเวณใกล้เคียง นอกจากนั้นผู้ก่อเหตุได้จัดวางมือปืนไว้บนยอดอาคารใกล้เคียงพิพิธภัณฑ์และใช้ปืนยิงไปยังสถานีตำรวจที่อยู่ไม่ห่างกันเท่าไหร่
วัตถุโบราณล้ำค่าที่ถูกขโมยออกไปจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ประกอบไปด้วย รูปปั้นพระธิดาแห่งฟาโรห์ อาเคนาเทน ผู้ครองอาณาจักรอียิปต์ในยุคศตวรรษที่ 18 ซึ่งนักโบราณคดีอย่าง นางโมนิกา ฮานนา อธิบายว่า รูปปั้นชิ้นดังกล่าวเป็น "ผลงานชิ้นเอก" ที่ถูกขโมยออกไปพร้อมกับเหรียญทอง และทองสัมฤทธิ์ในยุคเกรโก-โรมัน ภาชนะโบราณ และรูปหล่อเทพเจ้าธอธ หรือเทพเจ้าแห่งปัญญาของชาวอียิปต์โบราณที่มีส่วนศีรษะเป็นนกที่มีลักษณะปากยาวคล้ายนกกาบบัว หรือ ลิงบาบูน
แม้จะต้องเผชิญกับภัยมืดจากมือปืนสไนเปอร์ แต่ นางฮานนา และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในท้องถิ่น ยังโชคดีที่สามารถยึดคืนโลงศพอียิปต์โบราณ มัมมี่ 2 ตน และวัตถุโบราณหลายชิ้นที่หัวขโมยไม่สามารถนำออกไปได้ และเมื่อนางฮานนาเรียกร้องให้วัยรุ่นหัวขโมยที่นำเอาวัตถุโบราณออกไปจากพิพิธภัณฑ์ไม่ให้ทำลายวัตถุโบราณเหล่านั้น กลับได้รับคำตอบว่าพวกตนกำลังเอาคืนรัฐบาลที่สั่งฆ่าประชาชนในกรุงไคโร โดยไม่ฟังเหตุผลที่ว่า วัตถุโบราณเหล่านั้นเป็นของชาวอียิปต์ทั้งประเทศ และพวกเขากำลังทำลายทรัพย์สินของประชาชน และการทำงานของนางฮานนา และเจ้าหน้าที่ก็ต้องเสี่ยงกับการถูกมือปืนสไนเปอร์ยิงสังหารอยู่ตลอดเวลาที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์
แม้นางฮานนา กับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงจะติดตามยึดคืนวัตถุโบราณได้ 40 ชิ้น และชิ้นส่วนวัตถุโบราณที่ถูกทุบทำลายนับพันชิ้น ซึ่งต้องใช้เวลาซ่อมแซมไปอีกหลายปี ขณะเดียวกันกลุ่มกองกำลังมรดกแห่งอียิปต์ ที่เป็นกลุ่มนักโบราณคดีชาวอียิปต์ ยังได้ใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ในการกระตุ้นเตือนสังคมให้รับรู้ถึงการขโมยวัตถุโบราณของชาติราว 1,050 ชิ้นและการลักลอบขุดวัตถุโบราณในช่วงที่เกิดวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ
ขณะที่นายอาเหม็ด ชาราฟ หัวหน้าพิพิธภัณฑ์ภายใต้สังกัดกระทรวงวัตถุโบราณเปิดเผยว่าเมื่อวันจันทร์ (19 ส.ค.) มีผู้ส่งคืนรูปปั้นโบราณ 2 ชิ้น ซึ่งเขายืนยันว่าตำรวจและเจ้าหน้าที่กระทรวงจะไม่ตั้งข้อหาหรือจับกุมผู้ส่งคืนวัตถุโบราณที่ถูกขโมยออกไปจากพิพิธภัณฑ์และจะให้เงินรางวัลเล็กๆ น้อยๆ เพื่อจูงใจให้ประชาชนนำวัตถุโบราณที่ถูกขโมยไปมาคืนพิพิธภัณฑ์ด้วย
ที่ผ่านมาวัตถุโบราณในพิพิธภัณฑ์และพิพิธภัณฑ์ตกเป็นเหยื่อของสภาพอนารยะที่เกิดขึ้นในช่วงสุญญากาศแห่งการรักษาความปลอดภัยโดยตำรวจและทหาร ในช่วงเกิดความวุ่นวายในประเทศอียิปต์ มาโดยตลอด ดังกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2554 ที่มีการชุมนุมโค่นล้มประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก ก็มีการขโมยวัตถุโบราณ 50 ชิ้นจากพิพิธภัณฑ์ไคโร และพิพิธภัณฑ์มาลาวี แหล่งสะสมวัตถุโบราณที่แสดงถึงอดีตอันรุ่งเรืองของเมืองมินยาในอดีต ก็กลายเป็นเหยื่อของภาวะสุญญากาศแห่งความปลอดภัย และ ความเข้าใจที่มีอคติของประชาชนชาวอียิปต์ที่มองว่า การขโมยและทุบทำลายวัตถุโบราณคือการแก้แค้นรัฐบาลหรือผู้ที่มีอำนาจ โดยลืมไปว่า ที่จริงแล้ววัตถุโบราณเหล่านี้คือสิ่งล้ำค่าของชาวอียิปต์และชาวโลก
...................
(หมายเหตุ : 'พิพิธภัณฑ์อียิปต์'เหยื่อวิกฤติอนาธิปไตย : รายงาน)



