
'3บาง'ล้วนระกำช้ำชอกยื่น10ข้อแทนฟลัดเวย์
'3บาง'ล้วนระกำช้ำชอก ยื่น10ข้อแทนฟลัดเวย์ : รายงาน
"บางระกำ-บางบาล-พระพิมลราชา" กลายเป็น 2 บางกับอีก 1 ลุ่มน้ำที่คุ้นหูผู้คนมากกว่าบางไหนๆ ในประเทศไทย ด้วยหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อช่วงปลายปี 2554 บางระกำ บางบาล พระมิลราชา ที่ว่านี้ ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยขึ้น ในฐานะของพื้นที่รองรับน้ำอันไหลหลากมาจากทางเหนือ นัยว่าเป็นแนวปราการด่านหลัก สกัดกั้นมวลน้ำนับร้อยนับพันล้านลูกบาศก์เมตรเอาไว้มิให้บ่าท้นทำความเสียหายแก่ภาคอุตสาหกรรม พระนคร และปริมณฑลรายรอบ
เช่นเดียวกับชื่อบางระกำ บางบาล พระพิมลราชาถูกเอ่ยขานจนติดปาก เครือข่าย ภาคเอกชน ประชาคมท้องถิ่นต่างๆ ก็พากันออกมาเคลื่อนไหวเพรียกหาความชอบธรรมไปพร้อมกัน ด้วยโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทที่ผุดโผล่ขึ้นมานั้น จะทำให้พวกเขาจ่อมจมอยู่ในห้วงมหานทีโดยที่ไม่มีหลักประกันใดๆ ถึงสารพัดปัญหาที่จะเกิดตามมา
20 สิงหาคม 2556 มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) เครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ ได้ร่วมกันจัดเวทีสัมมนาปัญหาน้ำท่วม 2554 "จากบางระกำ ผ่านบางบาล ถึงนครปฐม : ประชาชนอยู่ไหน" เพื่อเปิดเผยผลการศึกษาพื้นที่ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท พร้อมสะท้อนหลากหลายสิ่งที่จะตามมาหลังโครงการเดินหน้า
นายวีรวัธน์ ธีระประสาธน์ ประธานเครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทยบอกกับวงสัมมนาว่า เหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ที่ผ่านมา รัฐบาลให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องสุดวิสัย เพราะเกิดจากพายุที่เข้ามาในประเทศไทยถึง 5 ลูก ทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นมาก แต่ในมุมมองของนักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนใหญ่ผิดพลาด แต่กลับเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาล มองถึงการสร้างความเชื่อมั่น โดยตั้งองค์กรขึ้นมาบริหารจัดการน้ำ เพื่อออกพ.ร.บ.กู้เงิน แก้ปัญหาอุทกภัยอย่างเร่งด่วน ผ่านโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท
แม้ตลอดระยะเวลาที่โครงการเดินหน้า ได้เกิดเวทีวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก โดยเน้นไปที่ 3 มิติหลัก มิติที่ 1 ความกลัวว่าจะเกิดการคอร์รัปชั่น เนื่องจากโครงการมีรายละเอียดน้อยมาก ภายใต้ความพยายามสร้างไปออกแบบไป ทำให้การติดตามตรวจสอบทำได้ยาก
มิติที่ 2 การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือระเบียบ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ในเรื่องการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน และมิติที่ 3 การให้ต่างชาติเข้ามาดำเนินการบริหารจัดการ ซึ่งเป็นเหมือนการดูถูกนักวิชาการทรัพยากรน้ำในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ผลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คนหันมาสนใจ ติดตามการบริหารจัดการน้ำของประเทศ หลายคนจับตาว่าโครงการนี้จะเป็นอย่างไรในอนาคต
ประธานเครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทยมองว่า ยังมีอีกหลายประเด็นที่ถูกมองข้าม?เช่น ผลกระทบต่อจากนี้ไปหลังโครงการ 3.5 แสนล้านเดินหน้า จะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่โครงการ ซึ่งเครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทยได้หยิบเอาประเด็นที่ขาดหายไป มาริเริ่มโครงการถอดบทเรียนเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ใน 3 พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก ทุ่งบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และทุ่งพระพิมลราชา จ.นครปฐม เพื่อจัดทำแผนจัดการปรับตัวอยู่กับน้ำ และนำข้อสรุปเสนอต่อรัฐบาล เพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทำแผนระดับชาติต่อไป
"การตัดสินใจที่รีบเร่งเกินไปของรัฐบาลอาจก่อให้เกิดผลกระทบตามมาภายหลัง การแก้ปัญหาน้ำ ต้องมองถึงภาพรวม มองถึงการแก้ปัญหาภัยแล้งซึ่งเป็นปัญหาที่น่าห่วง และป้องกันความเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ำ ซึ่งกำลังอยู่ในความกังวลของคนในพื้นที่"
น.ส.พรพนา ก๊วยเจริญ นักวิจัยจากมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวว่า ผลจากการลงพื้นที่โครงการบริหารจัดการน้ำ ทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก ทุ่งบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา 2 พื้นที่ที่รัฐบาลออกแบบให้เป็นพื้นที่แก้มลิงทั้งตอนบนและตอนล่าง ตลอดจนพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีนตอนล่าง จ.นครปฐม ทำให้เห็นปัญหา และความต้องการจากในพื้นที่มากขึ้น
วิถีชีวิตของคนบางระกำ ทำเกษตรกรรมปลูกข้าว ปีละ 2 ครั้ง โดยดึงน้ำบาดาลมาทำนา และปล่อยให้น้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรรมช่วง 2-3 เดือนในฤดูน้ำหลาก เปลี่ยนมาหาปลา คนในพื้นที่จึงกลัวปัญหาน้ำแล้งมากกว่าน้ำท่วม
ในขณะที่รัฐมองว่า น้ำท่วมเป็นปัญหาของคนบางระกำ และไม่ได้มองว่าชาวบ้านมีวิถีชีวิตอย่างไร การที่รัฐเสนอทำทางผันน้ำ และแก้มลิงรับน้ำ ซึ่งในพื้นที่ มีบึงขนาดใหญ่ 3 แห่ง เก็บน้ำได้ 32 ล้านลูกบาศก์เมตร ไว้ใช้ในฤดูแล้ง พวกเขามองว่าแก้มลิงไม่ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม
ส่วนพื้นที่ทุ่งบางบาล กินพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ผ่านมา ทุกๆ ปีเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเต็มพื้นที่กว่า 1.7 แสนไร่ ลักษณะน้ำท่วมหลากแล้วไป ไม่ท่วมขัง ซึ่งเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังการก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยา เมื่อปี 2500 มีการขุดลอกทราย สร้างถนนขนาบข้างสองฝั่งแม่น้ำ รองรับการขยายตัวของเมือง รวมถึงระบบชลประทานที่บล็อกการไหลของน้ำ ทำให้ขนาดความกว้างลดลงถึง 10 เท่า สุดท้ายเกิดปัญหานาล่มตามมา ทำให้ชาวบ้านชาวนาต้องย้ายถิ่นฐานไปแหล่งอื่น
"แนวคิดของคนบางบาล ไม่กลัวน้ำ และไม่ได้มองน้ำว่าเป็นอุทกภัย โดยมองว่าการแก้ปัญหาด้วยการกันน้ำจากที่หนึ่งเพื่อไม่ให้ท่วมอีกที่หนึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ในขณะที่ชุมชนได้ปรับตัวเรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำท่วม"
ทุ่งพระพิมลราชา มีเนื้อที่ 275.9 แสนไร่ ในลุ่มน้ำท่าจีนตอนล่าง เป็นทุ่งรับน้ำสุดท้ายด้านตะวันตกของเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันมีการปรับปรุงพื้นที่ไปพอสมควร ทำให้การระบายน้ำต้องอาศัยระบบสูบน้ำ ซึ่งถ้าสูบไม่ทันจะกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขังไปในทันที
หากมีการก่อสร้างฟลัดเวย์ฝั่งตะวันตก จะทำให้เมืองนครปฐมกลายเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ด้านขวาเป็นคันล้อม ด้านซ้ายเป็นฟลัดเวย์ สวนผลไม้เป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูง ซึ่งคนในพื้นที่มองว่าแนวทางในการแก้ปัญหาน้ำท่วมของพื้นที่ตะวันตก ลุ่มน้ำท่าจีนควรใช้ระบบคูคลองเดิมที่มีอยู่ 248 คลองย่อย และ 36 คลองหลักที่เชื่อมคลองใหญ่ โดยขุดลอกระบายน้ำเพื่อแก้ปัญหามากกว่า
ข้อสรุปจากการลงพื้นที่ ได้รวบรวมเป็นข้อเสนอ หรือโรดแม็พภาคประชาชนในการแก้ปัญหาน้ำท่วม 10 ข้อ ได้แก่ 1.บริหารจัดการน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ให้มีประสิทธิภาพ โดยเก็บกักน้ำไม่ให้ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ตอนล่าง ช่วยชะลอน้ำไม่ให้ท่วมก่อนการเก็บเกี่ยว 2.การทำขั้นบันไดชะลอน้ำจาก จ.ชัยนาท ลงมาถึง จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อช่วยควบคุมปริมาณการไหลของน้ำ ไม่ให้ท่วมเป็นพื้นที่กว้าง และสามารถนำน้ำที่พักไว้มาใช้ในการเกษตร ก่อนระบายน้ำลงทะเล
3.ปล่อยน้ำให้ไหลเข้าทุ่งตามธรรมชาติในช่วงเวลาที่เหมาะสม และเฉลี่ยน้ำให้กระจายในพื้นที่ลุ่มน้ำอื่นๆ เช่นเดียวกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4.เปิดให้มีกลไกหรือช่องทาง ของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน การพัฒนาแหล่งน้ำโดยการออกแบบและกำหนดแนวทางจัดการน้ำ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนในพื้นที่
5. ศึกษาแนวทางการชดเชย หรือการประกันภัยพืชผลในพื้นที่ที่ถูกทำให้น้ำท่วมที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ ภายใต้มาตรการพิเศษที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม 6.การจัดการน้ำด้วยโครงการแนวนอน หรือระบบคูคลอง ในพื้นที่ลุ่มน้ำตอนล่าง โดยใช้ศักยภาพของคูคลองเดิม เป็นตัวเชื่อมในการระบายน้ำลงสู่ทะเลได้เร็วขึ้น ร่วมกับการจัดการประตูระบายน้ำแบบมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน
7.จัดการระบบคูคลองการขุดลอกแม่น้ำท่าจีนตลอดริมฝั่งแม่น้ำ ให้สามารถระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ 8.จัดระบบโลจิสติกส์เพื่อรองรับการเดินทางช่วงน้ำท่วม เช่น ยกถนนสูงเพื่อใช้สัญจรในช่วงน้ำท่วม
9.จัดสรรงบประมาณเพื่อสำรวจและจัดทำแผนผังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม วางระบบชุมชนในภาวะฉุกเฉิน กระจายอำนาจการจัดการรับมือภัยพิบัติ และ 10.การทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนและสาธารณะว่าวิถีชีวิตชุมชนปรับตัวอยู่กับน้ำท่วมอย่างไร
นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ นักวิจัยประจำโครงการ กล่าวเสริมว่า การจัดการน้ำที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นเพียงการโยกน้ำไปมาตั้งแต่นครสวรรค์เรื่อยลงมาจนถึงพื้นที่ด้านล่าง ขณะที่ปัญหา "กันน้ำเข้า ดันน้ำออก" ในพื้นที่การเมืองยังแก้ไขไม่ได้
อีกทั้งหลายโครงการที่รัฐบาลอนุมัติเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่สอดคล้องกับเหตุผลที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะโครงการในพื้นที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาอุทกภัยปี 2554 เช่นโครงการที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โครงการแนวผันน้ำที่ไม่ได้แก้ปัญหาน้ำท่วม แต่เอื้อให้รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม เมืองใหม่ อย่างโครงการท่าเทียบเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ประเทศพม่า
"ลักษณะการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น จะทำให้แม่น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาถูกดึงไปใช้ และส่งผลกระทบให้เจ้าพระยาขาดแคลนน้ำใช้ตามมาในภาวะปกติ"
ในเวทีสัมมนาครั้งนี้ ได้เปิดให้ตัวแทนชุมชน ตัวแทนท้องถิ่นจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าหลายโครงการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเกิดขึ้นโดยไม่ฟังเสียงชาวบ้าน อีกทั้งพวกเขาเองก็ยังมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการขนาดใหญ่แต่อย่างใด
.........................
(หมายเหตุ : '3บาง'ล้วนระกำช้ำชอก ยื่น10ข้อแทนฟลัดเวย์ : รายงาน)



