ข่าว

สภาป่วนหนัก!สั่งพัก-ประชุมใหม่21ส.ค.

สภาป่วนหนัก!สั่งพัก-ประชุมใหม่21ส.ค.

20 ส.ค. 2556

สภาป่วนหนัก!สั่งพัก-ประชุมใหม่ 21ส.ค.เหตุ ส.ส.ประชาธิปัตย์ประท้วงแหลก ขณะ 'ขุนค้อน' คืนชีพงัดไม้เด็ดเคาะสั่งสงบแต่ไม่เป็นผล ตำรวจรัฐสภาต้องคุ้มกันบนบัลลังก์

              การประชุมร่วมรัฐสภาเริ่มขึ้น เมื่อเวลา 09.40 น.วันที่ 20 ส.ค.2556  โดยมีนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมเป็นคนแรก ก่อนเข้าสู่วาระพิจารณา ได้มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายธนา ชีรวินิจ ส.ส.กทม. ลุกขึ้นประท้วงนายนิคมให้ถอนตัวจากการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เนื่องจากมองว่านายนิคมมีผลประโยชน์ทับซ้อนและขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ว่าด้วยความขัดกันแห่งผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว เป็นผลให้เกิดประโยชน์กับ ส.ว.เลือกตั้งชุดปัจจุบัน อาทิ การแก้ไขให้ ส.ว.ชุดปัจจุบันลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค 5 ปี
    
              ด้านนายนิคมกล่าวว่า ตนในฐานะรองประธานรัฐสภา ตามข้อบังคับการประชุมร่วมรัฐสภา มีหน้าที่ช่วยประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ควบคุมการประชุม ส่วนที่มองว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น ไม่มี เพราะไม่ได้ร่วมลงชื่อ อีกทั้งไม่ได้อภิปราย หรือลงมติ ส่วนตัวมองว่าการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ ส่วนข้อหารือนั้นขอบันทึกไว้
      
              ทั้งนี้ การประท้วงยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทย และส.ว.เลือกตั้งหลายคน จะอภิปรายช่วยเหลือนายนิคม แต่ยังคงได้รับการทักท้วงจาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 และข้อบังคับการประชุมกำหนด เนื่องจากนายนิคมได้ร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย จนท้ายสุดนายวัชระ เพชรทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุให้นายนิคมกลับบ้าน
      
              อย่างไรก็ตามการประท้วงการทำหน้าที่ของนายนิคม ใช้เวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง ก่อนตัดบทให้นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ รายงานการพิจารณาต่อที่ประชุม ก่อนจะเปลี่ยนให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ขึ้นทำหน้าที่ประธานการประชุม
              
              ต่อมาเวลา 11.25 น. นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มมาตราที่เกี่ยวกับ ส.ว. รายงานผลการพิจารณาต่อกรรมาธิการ ว่ามีผู้ที่เสนอคำแปรญัตติ รวมทั้งสิ้น 202 คน และมีคนที่เสนอเลยเวลา 2 คน จึงเหลือ 200 คนแต่ในจำนวนดังกล่าว พบว่ามีผู้ที่แปรญัตติขัดกับหลักการจำนวน 57 คน เช่น การเสนอตัดบทบัญญัติทุกมาตรา และให้การได้มาซึ่ง ส.ว.กลับไปสู่ระบบสรรหาผสมกับการเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าขัดกับหลักการของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาได้รับเอาไว้ โดยในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 ที่รัฐสภารับหลักการไว้ คือ ให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นการแปรญัตติที่ขัดกับข้อบังคับการประชุมร่วมรัฐสภา ข้อที่ 96 วรรคสาม ว่าด้วยการแปรญัตติ ที่ขัดต่อหลักการแห่งร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะทำไม่ได้ จึงขอให้ที่ประชุมมีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วย
    
              ประเด็นดังกล่าวได้ใช้เวลาหารือนานกว่า 2 ชั่วโมง ในที่สุดนายสมศักดิ์ ในฐานะประธานในที่ประชุม กล่าวว่า เพื่อเป็นเกียรติก่อนการวินิจฉัยของตนจะให้ ส.ส.ฝ่ายละ 1 คนได้อภิปราย แต่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์กลับมีการประท้วง เพราะต้องการให้สมาชิกรัฐสภาที่สงวนคำแปรญัตติตามที่กรรมาธิการวินิจฉัยว่าขัดต่อหลักการทั้ง 57 คน อภิปรายให้ครบทั้งหมดก่อน
    
              แม้นายสมศักดิ์จะทักท้วงว่าจะไม่จบภายในกำหนดเวลา หากจะมีการอภิปรายครบทุกคนเป็นเช่นนี้กฎหมายไม่มีผ่านสภาได้เลยแม้ฉบับเดียว หากมีผู้ยื่นขัดหลักการไว้ 200 คน ตนต้องใช้อำนาจของตน หากไม่มีใครอภิปรายจะใช้ดุลพินิจวินิจฉัย
    
              "ขอให้ลงมติเลยครับ เป็นอย่างไรก็เป็นกัน” นายสมศักดิ์กล่าว
    
              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมศักดิ์ตัดสินใจให้ที่ประชุมลงมติ ผลปรากฏว่า มติเสียงข้างมาก 339 เสียง เห็นว่าคำแปรญัตติทั้ง 57 คนขัดหลักการ ขณะที่ 15 เสียงเห็นว่าไม่ขัดหลักการ ทำให้ที่ประชุมไม่อนุญาตให้สมาชิกรัฐสภาทั้ง 57 คนที่เสนอคำแปรญัตติขัดหลักการอภิปรายในที่ประชุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ว.สรรหา ขณะที่สถานการณ์ในห้องประชุมมีความวุ่นวาย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ต่างส่งเสียงตะโกนโห่ร้องแสดงความไม่พอใจ

              แม้นายสามารถ แก้วมีชัย จะอ่านรายงานจนจบ แต่เหตุการณ์ยังบานปลายต่อเนื่องโดย ส.ส. ประชาธิปัตย์เกือบทุกคนได้ลุกขึ้นยืนประท้วงและมีการตะโกนว่า "สภาทาส", "เผด็จการ", "ขี้ข้าทักษิณ" ขณะที่นายอรรถพร พลบุตร ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำกระดาษที่มีข้อความว่า "สภาทาส" ขึ้นมาชูต่อหน้าบัลลังก์ ส่วนนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า "ประชุมต่อไปเลยจะได้รางวัล ทักษิณดูอยู่"
    
              ทำให้นายสมศักดิ์ตัดสินนำค้อนทุบบนบัลลังก์ 3 ครั้ง เพื่อเป็นสัญญาณให้ยุติความไม่สงบ พร้อมสั่งให้ตำรวจรัฐสภาเข้ามาในห้องประชุมเพื่อนำตัวสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ยอมนั่งลง และไม่อยู่ในความสงบออกจากห้องประชุม ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาคุ้มกันนายสมศักดิ์ และพยายามเข้าไปนำตัว ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ยืนส่งเสียงดัง ออกไปจากห้อง
    
              ด้านนายสมศักดิ์กล่าวกับตำรวจสภาว่า "ขอให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ต้องรีรอ หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ผมถือว่าขัดคำสั่งประธานและจะตั้งกรรมการสอบ" ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสภาเข้าไปยังกลุ่ม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จนเกิดการผลักดันกัน และนายสมศักดิ์ต้องสั่งพักการประชุมเป็นเวลา 10 นาที


ส.ส.ปชป.เปิดศึกตร.หลังถูกล็อกตัว
     
              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มี ส.ส.กลุ่มหนึ่งเดินเข้าไปต่อว่าตำรวจรัฐสภา ซึ่งระหว่างนั้นนายกุลเดช พัวพัฒนกุล ส.ส.อุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าไปผลักหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ และใช้มือดันที่คอ จนเกิดความชุลมุนวุ่นวาย ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามล็อกแขนนายกุลเดชพาตัวออกจากห้องประชุม สร้างความไม่พอใจแก่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่พยายามกรูเข้ามาช่วย เช่น นายธานี เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ที่วิ่งเข้าไปผลักเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ล็อกตัวนายกุลเดชอยู่ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปรวบตัวนายธานี นำออกจากห้องประชุม แต่นายธานีขัดขืนต่อสู้ด้วยการใช้มือกดหัวเจ้าหน้าที่ ก่อนที่จะสะบัดออกมายืนอยู่ในวงของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่พากันต่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า "กล้าทำผู้แทนเหรอ" ส่วน ส.ส.หญิงพรรคประชาธิปัตย์ต่างพากันกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ
    
              ด้านนายสมศักดิ์ตัดสินใจกดออดสั่งพักการประชุมลงชั่วคราว ส่วนตำรวจรัฐสภาได้ยกมือไหว้ขอโทษ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ หลังจากเหตุการณ์ชุลมุนสงบลง
    
              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามระเบียบข้อบังคับนั้น ประธานการประชุมมีอำนาจใช้ค้อนทุบบัลลังก์ เพื่อให้สมาชิกอยู่ในความสงบ รวมทั้งมีอำนาจสั่งการให้ตำรวจสภาเชิญสมาชิกออกจากห้องประชุมได้ หากเห็นว่าก่อเหตุการณ์วุ่นวาย ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยมีการเชิญตัวออกไปหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีกรณีที่สั่งให้ตำรวจสภาเชิญสมาชิกออกไปทั้งคณะมากเช่นนี้มาก่อน


โวยตร.ปราบจลาจลตรึงสภาข่มขู่ ส.ส.
    
              เมื่อเวลา 14.30 น. การประชุมร่วมรัฐสภากลับมาพิจารณาอีกครั้ง หลังจากที่พักการประชุมไปนาน 30 นาที โดยมีการเปลี่ยนประธานที่ประชุม จากนายสมศักด์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา เป็น นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา
    
              ทั้งนี้ สมาชิกรัฐสภาที่เห็นต่างยังยกมือขอประท้วงและหารือ แต่นายนิคมตัดบทว่า “ไม่ต้องแล้ว เข้าสู่วาระที่สองแล้ว นี่คือการประชุมของรัฐสภา ผมขอให้ฝ่ายเลขาธิการรัฐสภาได้ดำเนินการต่อไป ส่วนสมาชิกรัฐสภาทั้ง 57 คนที่ถูกมติเสียงข้างมากของที่ประชุมเห็นชอบให้ตัดสิทธิ์อภิปราย ตามคำสงวนคำแปรญัตติ ยังมีโอกาสอภิปรายในมาตราที่คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข"
       
              จากนั้นนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นแจ้งต่อที่ประชุมว่า ขณะนี้มีตำรวจปราบจลาจลจำนวน 100 นาย อยู่ในรัฐสภา เพราะนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ประสานไปยัง บช.น. ให้นำกำลังมาดูแลความเรียบร้อย ตนขอให้ประธานรัฐสภาถอนกำลังดังกล่าวออกไป ไม่เช่นนั้นพวกตนจะไม่ให้ความร่วมมือ และขอให้พักการประชุม เพราะถือว่าการสั่งตำรวจปราบจลาจลเข้ามาที่หน้ารัฐสภาเป็นการข่มขู่การทำหน้าที่ของ ส.ส., ส.ว.
    
              ขณะที่บรรดา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ตะโกนเรียกร้องให้ตรวจสอบว่า ใครเป็นคนสั่งการให้ตำรวจปราบจลาจลตรึงกำลังที่หน้ารัฐสภา
    
              ด้านนายนิพิฏฐ์กล่าวว่า ฝ่ายค้านจะไม่ประชุมต่อถ้าไม่มีการถอนกำลังตำรวจปราบจลาจลออกไปและเรียกร้องให้พักการประชุม ด้านนายนิคมพยายามตัดบทว่าได้ให้เลขาฯ สภาไปตรวจสอบอยู่ แต่ฝ่ายค้านก็ยังไม่ยอม และส่งเสียงโห่ร้องต่อเนื่อง จนทำให้นายนิคมตัดสินใจสั่งพักการประชุมอีกครั้ง เมื่อเวลา 15.00 น. เพื่อให้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง
    
              และหลังพักการประชุมไปเกือบ 10 นาที การประชุมได้เริ่มขึ้นอีก ขณะที่ ส.ส.ประชาธิปัตย์ยืนยันว่ามีตำรวจปราบจลาจลอยู่ในสวนสัตว์เขาดิน โดยนายเทพไท เสนพงศ์ ได้นำภาพถ่ายในไอแพด ยืนยันว่ามีตำรวจมาอยู่จริง ทำให้นายนิคม กล่าวว่า มีตำรวจมาเพื่อดูแลความเรียบร้อยด้านจราจรเท่านั้น ทำให้ ส.ส.ประชาธิปัตย์ โห่แสดงความไม่พอใจ
    
              ด้าน ส.ส.พรรคเพื่อไทย น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส.กทม., นายฉลอง เรี่ยวแรง ส.ส.นนทบุรี ยืนยันว่ามีตำรวจมาจริงแต่ไม่ได้เข้ามายังพื้นที่รัฐสภา อีกทั้งล่าสุดตำรวจที่มาจำนวน 50 นายนั้นได้ถอนกำลังไปแล้ว แต่นายธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ตรวจสอบและเอาผิดทางอาญากับผู้สั่งการ
    
              นายสมศักดิ์ได้ชี้แจงว่า สาเหตุเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาเข้ามาอยู่ภายในห้องประชุมกันหมด เพื่อควบคุมสถานการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่มีตำรวจดูแลด้านนอก
    
              ด้านนายสุชาติ โรจน์ทองคำ ผู้อำนวยการสำนักรักษาความปลอดภัย สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ใช้ดุลพินิจตามหน้าที่ ประสานไปยัง บช.น.เพื่อขอกำลังตำรวจให้มาดูแลด้านนอกแทนตำรวจรัฐสภา ซึ่งถือว่าผู้อำนวยการสำนักรักษาความปลอดภัย ตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว
    
              ขณะที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ต่างเรียกร้องให้นายสมศักดิ์รับผิดชอบต่อการออกคำสั่งให้ตำรวจรัฐสภาเข้ามาควบคุมความเรียบร้อยในห้องประชุมรัฐสภา ด้วยการอุ้มตัว ส.ส.ออกจากห้องประชุม และถ้าไม่แสดงความรับผิดชอบก็ไม่ควรนั่งในฐานะประธาน และไม่ควรโยนความผิดให้ข้าราชการ


"นาถยา-น้องเดียร์"จับคู่ตอบโต้
    
              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุมร่วมรัฐสภาดำเนินไปอย่างวุ่นวายนั้น ในส่วนของ ส.ส.หญิงพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีการจับคู่ตอบโต้กันด้วย
    
              น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย หรือน้องเดียร์ บุตรสาวพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง กล่าวว่า ส่วนตัวสนับสนุนการที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาหน้ารัฐสภาเพราะรู้สึกว่าการทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภาของตนเองมีความปลอดภัย หลังจากเกิดเหตุการณ์วุ่นวายและมีเสียงเหมือนชะนีโหยหวน
    
              ด้านนางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ตอบโต้ว่า การตัดสินว่าใครทำหน้าที่ได้ดีหรือไม่ดี อยู่ที่การกระทำและสติปัญญา ไม่ใช่หน้าตา และอยากให้ น.ส.ขัตติยาถอนคำพูดที่ระบุว่ามีเสียงชะนีโหยหวนด้วย ขณะที่ น.ส.ขัตติยาก็ตอบโต้เช่นกันว่า เรื่องความสวยเป็นเรื่องที่ยอมกันไม่ได้
    
              ต่อมานายนิคมได้สั่งให้ น.ส.ขัตติยาถอนคำพูดเรื่องมีเสียงชะนีร้องโหยหวน ซึ่งน.ส.ขัตติยาได้ถอนคำพูดดังกล่าว
    
              กระทั่งเวลา 16.40 น. บรรยากาศการประชุมรัฐสภา ยังคงไม่สามารถอภิปรายลงในเนื้อหาได้แม้แต่มาตราเดียว โดย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้เรียกร้องให้นายสมศักดิ์รับผิดชอบต่อประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาในห้องประชุมรัฐสภา ถูกตำรวจภายนอกรัฐสภา คุกคามการทำหน้าที่ ทำให้นายนิคมกล่าวว่า เรื่องความรับผิดชอบ นายสมศักดิ์จะรับผิดชอบเอง ตอนนี้ขอให้ใช้สิทธิ์อภิปราย แต่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมอภิปราย และเรียกร้องให้พักประชุม ทำให้เมื่อเวลา 16.42 น. นายนิคมสั่งพักการ 15 นาที เป็นรอบที่สาม

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเริ่มประชุมอีกครั้งส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ได้จี้ให้นายสมศักดิ์แสดงความรับผิดชอบอย่าโยมความผิดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐสภาที่ นายสมศักดิ์ระบุว่าเป็นคนตัดสินใจประสานตำรวจปราบจลาจลเข้ามาภายในรัฐสภา ในที่สุดแล้วนายสมศักดิ์ยืนยันที่จะรับผิดชอบเอง แต่ความวุ่นวายดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั้งถึงเวลา 18.00น. ยังไม่มีทีท่าว่าจะเข้าสู่การพิจารณาในรายมาตราแต่อย่างใด

 

สภาป่วนหนัก!สั่งพักประชุมรอบที่5ส.ส.ประชาธิปัตย์ประท้วงแหลก

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความวุ่นวายดำเนินมาถึงเวลา 18.00 น. นายสมศักดิ์ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานได้ให้เริ่มอภิปรายมาตรา 1 โดยให้นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช เริ่มอภิปรายทันที แต่นายเทพไทไม่ยอมอภิปราย ขอใช้สิทธิ์ประท้วงการทำหน้าที่ของนายสมศักดิ์ ทำให้นายสมศักดิ์บอกว่า หากไม่อภิปรายจะให้สมาชิกคนอื่นอภิปรายต่อไป และให้นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเป็นคิวถัดไป แต่นายวัชระไม่ยอมอภิปราย ทำให้เกิดการโต้เถียงกันไปมาระหว่างส.ส.ทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

               ต่อมานายสมศักดิ์ ได้ให้นายเทพไทใช้สิทธิ์กลับมาอภิปรายอีกครั้ง แต่ส.ส.ประชาธิปัตย์ หลายคนก็ลุกขึ้นประท้วง อย่างต่อเนื่อง และนายเทพไท อ้างว่า มีผู้ประท้วง ทำให้ไม่มีสมาธิในการอภิปราย ในที่สุดนายสมศักดิ์ได้ตัดสิทธิ์การอภิปรายของนายวัชระและให้เริ่มอภิปรายในมาตราที่ 2 โดยให้นายเทพไทใช้อภิปรายในฐานะที่สงวนคำแปรญัตติ ในช่วงนี้เอง ส.ส.ส่วนใหญ่ได้ยืนขึ้น และมีตำรวจรัฐสภาเข้ามายืนล้อมคุ้มกันประธานในที่ประชุม และนายสมศักดิ์ได้สั่งพักการประชุมอีกครั้ง ในเวลา 19.20 น. ซึ่งเป็นการพักการประชุมครั้งที่ 5 ของวัน

               เมื่อเริ่มประชุมอีกครั้ง นายนิคมได้ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมแต่กลับให้ดำเนินการในมาตราที่ 1 ใหม่และให้มีการลงมติด้วยการลงคะแนนซึ่งเสียงใหญ่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ และเริ่มพิจารณาในมาตราที่ 2 และช่วงนี้เอง ส.ส.ฝ่ายค้านยืนอยู่และมีตำรวจรัฐสภายืนคุ้มกันในที่ประชุมเช่นเดิม

               การประชุมดำเนินมาถึงเวลา 20.50น.นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้เสนอให้พักการประชุมออกไปแล้วไปเริ่มประชุมต่อในวันที่ 21 ส.ค.ทั้งนี้ได้ปรึกษากับเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์แล้ว หากเป็นไปตามนี้ก่อนประชุมวันที่ 21 ส.ค.วิป 3 ฝ่ายจะมีการประชุมกันเพื่อให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

               ทั้งนี้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ลุกขึ้นยืนยันความเห็นที่ตามที่นายเจริญเสนอ

              หลังจากนั้นนายนิคมได้เปิดโอกาสให้สมาชิกได้แสดงความเป็นพอสมควรจนถึงเวลา 21.40น.จึงสั่งให้พักการประชุม และเปิดประชุมใหม่ในวันที่ 21 ส.ค.เวลา 09.30น. แล้วสั่งปิดประชุม ทั้งนี้เปิดโอกาสให้วิปทั้ง 3 ฝ่ายหารือกันตามความเห็นของนายเจริญ ทำให้การประชุมวันที่ 20 ส.ค.นี้ผ่านไป 12 ชั่วโมงผ่านการเห็นชอบเพียงมาตราเดียวเท่านั้น



 "รองประธานวุฒิฯ"ระบุเหตุสภาป่วนชี้ชัดไม่ปรองดอง

                นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 กล่าวถึงเหตุการณ์วุ่นวายในสภา ว่า ถือเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งที่รัฐบาลต้องนำไปพิจารณาต่อกระบวนการการจัดเวทีปฏิรูปการเมืองและเวทีที่จะนำไปสู่วิธีการที่จะนำไปสู่การสร้างความปรองดอง เนื่องจากภาพที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดว่ามีความไม่ปรองดองเกิดขึ้น หากจะเดินหน้าสร้างความปรองดองอาจจะไม่เป็นผลดี ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าเวทีสภาไม่เกี่ยวข้องกับเวทีปฏิรูป หรือเวทีสร้างความปรองดองนั้น ตนมองว่า ไม่ใช่ เพราะสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากก็เป็นของรัฐบาล ทุกเรื่องต้องเชื่อมโยงและดำเนินการควบคู่กัน  หากมีการแบ่งแยกกันเชื่อว่าภาพความขัดแย้งจะมีให้เห็นต่อเนื่องต่อไป


บช.น.ส่งตร.1กองร้อยคุมหน้าสภา
    
              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายในที่ประชุมรัฐสภา ไม่ถึง 5 นาที กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมฝูงชน จำนวน 150 นาย หรือ 1 กองร้อย นำโดย พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหาญพิทักษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ และให้เหตุผลการนำกำลังตำรวจมาประจำบริเวณหน้ารัฐสภาเพื่อดูแลความปลอดภัยว่า บช.น. มีศูนย์เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อยู่แล้ว จึงทำให้มารัฐสภาได้อย่างรวดเร็ว