ข่าว

'บีบีซี'ตีข่าว!ชี้ศก.ไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย

'บีบีซี'ตีข่าว!ชี้ศก.ไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย

20 ส.ค. 2556

'บีบีซี'ตีข่าวไทยดิ่งลงสู่ภาวะถดถอย หลังเศรษฐกิจหดตัวอย่างไม่คาดฝันในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้

                20 ส.ค.56 สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษ รายงานว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย หลังจากเศรษฐกิจหดตัวอย่างไม่คาดฝัน ในไตรมาสที่สองของปีนี้

                รายงานระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ในช่วงระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน หดตัวลง 0.3 เปอร์เซ็นต์ หลังจากหดตัวลง 1.7 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจของไทยยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แซงหน้าเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆในภูมิภาค จากการขยายตัวระหว่างปี 2555 มากกว่า 6 เปอร์เซ็นต์

               นักวิเคราะห์หลายคน ต่างคาดว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะเป็นแบบนี้ต่อไป นายซันเจย์ มาเธอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจของอาร์บีเอส ให้ความเห็นต่อบีบีซีว่า การอ่อนแอทั้งตัวเลขการส่งออกอุปสงค์ภายในประเทศ รวมถึงความเชื่อมั่นที่ลดลงของภาคธุรกิจ ส่งผลให้เกิดภาวะถดถอย

               นายมาเธอร์ กล่าวว่า ปัญหาพื้นฐานของที่นี่ ไม่ใช่แค่การส่งออก แต่ยังเกี่ยวข้องกับอุปสงค์ภายในประเทศด้วย ซึ่งเราควรจะได้เห็นตัวเลขการเติบโตราว 3.5 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงต้นปีนี้ท่ามกลางความคาดหมายว่า ไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงแซงหน้าเศรษฐกิจชาติอื่นในเอเชีย ดังนั้นมันจึงน่าผิดหวังอย่างใหญ่หลวง
      
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องที่รัฐบาลต้องลงทุนในโครงการใหญ่ ๆ หลังเกิดความเสียหายอย่างหนัก อันเนื่องมาจากการเกิดมหาอุทกภัย เมื่อปลายปี 2554 ยังส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศตกต่ำอีกด้วย ซึ่งการบริโภคภายในประเทศ คิดเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ ของผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศ

               แม้ว่าในช่วงปลายปี 2555 การเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะมากกว่าที่คาดหมาย จากการที่ตัวเลขจีดีพี ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม พุ่งขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ ถึง 18.9 เปอร์เซ็นต์ แต่หนี้ภาคครัวเรือนที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับราคาสินค้าที่พุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ได้กลายเป็นสาเหตุแห่งความวิตก ซึ่งตามมาด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อเดือนพฤษภาคม ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.5 เปอร์เซ็นต์ หลังการประชุมครั้งล่าสุด

              ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องนี้ลงในเฟซบุ๊กนาม Korn Chatikavanij ความว่า "ถดถอย?

              "Recession" คือ 'ภาวะถดถอย' ทางเศรษฐกิจ วิธีวัดทางเทคนิคคือการเปรียบเทียบอัตราการขยายตัวของ GDP ในแต่ละไตรมาสเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านั้น และถือว่าเข้าสู่ 'ภาวะถดถอย' ถ้าการเปรียบเทียบเช่นนีี้ติดลบสองไตรมาสติดต่อกัน

              วันนี้ถือว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ 'ภาวะถดถอย' อย่างเป็นทางการแล้วหลังจากที่สภาพัฒน์ได้เปิดเผยตัวเลขทางเศรษฐกิจซึ่งสร้างความตกใจให้กับนักลงทุนพอสมควร โดยสรุปคือไตรมาส ๒ มีการขยายตัวติดลบ 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส ๑ และไตรมาส ๑ เองติดลบ 1.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส ๔ ของปีที่แล้ว

              ถือว่าเป็นการเข้าสู่ภาวะถดถอยครี้งแรกตั้งแต่ช่วงวิกฤติปี ๕๑-๕๒ ความหมายคืออะไร

              อันดับแรก เทียบกับปีที่แล้วโดยรวมเศรษฐกิจยังโตอยู่ เพียงแต่อัตราการขยายตัวชะลอลงอย่างมาก และที่เป็นเช่นนั้นเพราะตัวขับเคลื่อนทุกตัวชะลอตัวหมด ไม่ว่าจะเป็นการอุปโภคบริโภค การลงทุน การส่งออก หรือ การลงทุนโดยรัฐ

              ถามว่าถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปมีผลอย่างไรกับเรา มีเยอะครับ อันดับแรก ธุรกิจต่างๆซบเซาก็ทำให้เงินฝืด ขาดความคล่องตัว รายได้ทุกคนลดลง มนุษย์เงินเดือนอย่างเก่งก็คือขาดโอที ขาดโบนัส เลวร้ายกว่านั้นก็คือถูกลดเงินเดือนหรือถูกปลดออกจากตำแหน่ง นักศึกษาจบมาใหม่ก็จะหางานยากขึ้น ประชาชนจำนวนมากวันนี้รับภาระหนี้อยู่หนักอึ้งอยู่แล้วก็จะลำบากมากขึ้นเพราะภาระหนี้ยังคงอยู่แต่รายได้ลดลง

              ส่วนภาครัฐรายได้ภาษีก็จะลดลง นอกเสียจากจะรีดไถชาวบ้านหนักมากขึ้น เพราะดันไปลดภาษีกำไรให้ผู้ประกอบการไปแล้วปีละเกือบ ๒ แสนล้านบาท การขาดดุลมากขึ้นก็คือต้องกู้มากขึ้น และเมื่อ GDP โตช้า ฐานคำนวนหนี้สาธารณะก็จะเล็กลง สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ก็จะเพิ่มขึ้น มีผลต่อเครดิตของประเทศและระดับความเชื่อมั่น ต้นทุนการกู้ยืมของเราจะสูงขึ้น ขีดความสามารถในการแข่งขันก็จะลดลง

              ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ 'ฝ่ายค้าน' มองในแง่ลบเกินไป แต่เป็นข้อเท็จจริงตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นแน่ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น

              ที่น่าแปลกใจคือประเทศไทยเราเข้าสู่สภาวะนี้ทั้งๆที่ไม่ได้มี 'วิกฤติ' อะไรมาเป็นตัวฉุด

              และนี่เรายังไม่ได้เห็นผลจากการถอนเงินทุนโดยต่างประเทศที่อาจจะเกิดขึ้นถ้าสหรัฐส่งสัญญานยกเลิกการกระตุ้นด้วยนโยบายการเงิน (QE)

              แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้อีกก็คือนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ประชานิยมที่เงินไม่ถึงมือชาวบ้าน ซํ้าร้ายกลายเป็นการเพิ่มภาระหนี้ให้เขา และเป็นภาระมหาศาลต่องบประมาณแผ่นดิน

              ส่วนนโยบายการคลังก็พลาดเพราะมัวทำเก๋ ลดงบลงทุนในงบประมาณมาสองปีติดเพื่อพยายามหลอกชาวบ้านว่างบขาดดุลน้อยลง มีวินัยการคลัง แต่จริงแล้วหลบไปใช้วิธีกู้ 'นอกระบบ' ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังเดินหน้าไม่ได้ และอาจจะเดินหน้าไม่ได้เลย เสียเวลาฟรีในการลงทุนไปเป็นปี นี่เป็นรัฐบาลมาสองปีเต็มแล้ว การลงทุนไม่ขยับ มีแต่การ 'พูด' ว่าจะลงทุน

              ถึงวันนี้ไม่มีทางเลือกแล้วครับ กระตุ้นการบริโภคด้วยการกระตุ้นให้ชาวบ้านเพิ่มหนี้ก็ไม่ได้แล้ว ต้องหาวิธีเพิ่มรายได้อย่างเดียว และต้องทำด้วยการ ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดการกินหัวคิว เพิ่มราคาพืชผลการเกษตร พัฒนาทักษะแรงงานไทยทุกระดับ ลดภาระหนี้ของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณโดยภาครัฐ และลดเงื่อนไขขัดแย้งทางการเมืองที่มีผลต่อบรรยากาศการลงทุนโดยรวม

              ส่วนพวกนโยบายหลอกล่อชาวบ้าน เลิกได้แล้วครับ เลือกตั้งคุณก็ชนะมาตั้งนานแล้ว ควรเอาจริงกับหน้าที่การเป็นรัฐบาลมากกว่า มีใครได้ข่าวการทำงานของครม.เศรษฐกิจบ้างไหม มีใครได้ฟังแนวทางการแก้ปัญหาจากท่านนายกฯ หรือรองนายกฯเศรษฐกิจหรือไม่ มีการพูดคุยเรื่องอย่างนี้ในสภาฯบ้างหรือเปล่า ไม่มีเลยครับ แถลงผลงานปีแรกยังไม่กล้าทำ สภาฯก็ไม่ยอมเข้า ถ้าผลงานดีไม่ว่า แต่ถ้าเป็นแบบนี้ต้องต่อว่าครับ"