
"อภิสิทธิ์"เตรียมเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังหลายพื้นที่ภาคใต้
อภิสิทธิ์ เตรียมเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังในหลายพื้นที่ภาคใต้ ยึดแนวทางการพัฒนาไม่ใช้ความรุนแรง กมธ.เตรียมลงพื้นที่หาข้อมูลชงรัฐแก้ปัญหาชายแดนใต้
ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 11.40 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามคนร้ายที่ก่อเหตุยิงมัสยิดที่จ.นราธิวาส ว่า ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าและกรณีนี้ถือเป็นสาระสำคัญที่รัฐบาลจะต้องสร้างความมั่นใจให้เห็นว่า กระบวนการติดตามคนร้ายเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา เพราะจะมีการปล่อยข่าวและมีการไปสร้างความเชื่อกันต่าง ๆ นานา ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะนำเรื่องนี้มาหารือด้วย ส่วนกรณีระเบิดก่อนหน้านี้และกรณีครูท้องถูกยิง ก็มีความชัดเจนขึ้นแล้ว
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะเพิ่มมาตรการการเฝ้าระวังอย่างไร เพราะมีหลายฝ่ายประเมินว่า เหตุการณ์จะรุนแรงขึ้น เพราะมีเหตุการณ์คาร์บอมบ์เกิดขึ้นแล้ว นายกฯ กล่าวว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตนได้พูดคุยกับพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และทางผบ. ทบ.ยืนยันว่าจะมีการปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น โดยได้ลงพื้นที่ไปเมื่อวันอังคารที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา และจะมารายงานผลให้ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้รับทราบ รวมทั้งจะมีการมอบหมายงานที่เร่งด่วน ในการลงพื้นที่ นอกจากนั้นยังจะหารือแนวทางการปรับปรุงตน จะเน้นย้ำการทำงานด้วยว่า ขณะนี้มีอารมณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นในหมู่ประชาชน ดังนั้นกระบวนการที่เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังและดูแลเป็นพิเศษในหลายพื้นที่
นายกฯ กล่าวต่อว่า ในการทำงานเราต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน คือในการปฏิบัตินั้น ตนก็เห็นใจเจ้าหน้าที่ หากเราอยากให้ควบคุมพื้นที่ได้ 100 เปอร์เซนต์ ก็ต้องเพิ่มเจ้าหน้าที่และงบประมาณลงในพื้นทีอีก ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าจะใช่แนวทางที่ถูกต้องหรือไม่ ยืนยันรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้และต้องระมัดระวังไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย และแนวทางที่ถูกต้อง คือรัฐบาลจะต้องไม่ย้อนกลับไปใช้วิธีการรุนแรง และทำให้เกิดวงจรของความรุนแรง รวมทั้งยืนยันแนวทางการพัฒนาเข้าไปในพื้นที่ ส่วนการพัฒนานั้นประชาชนยังมีการท้วงติงว่าไปไม่ถึงชาวบ้านอย่างแท้จริง และชาวบ้านมีส่วนร่วมน้อยมาก ที่รัฐบาลกำลังปรับปรุงการทำงานในส่วนนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลเอาเงินมาเป็นตัวตั้งในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ใช่ และในการประชุมคณะกรรมการฯ ตนจะสอบถามในที่ประชุม เพราะเห็นข่าวว่าจะมีการขอเงินเพิ่ม ตนก็จะพิจารณาเพราะคิดว่า เงินที่จะลงไปใช้พัฒนาในพื้นที่ไม่ใช่ปัญหา และรัฐบาลได้ไล่สะสางเงินที่จะให้เป็นขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานเกือบเรียบร้อยแล้ว เพราะแต่เดิม ครม. อนุมัติเพียงหลักการแต่ไม่มีเงินให้ ขณะนี้รัฐบาลได้อนุมัติงบกลางให้เกือบครบแล้ว จะเหลือเพียงประเด็นการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิภาพในการผลักดันกระบวนการพัฒนารวมทั้งประสิทธิภาพในกระบวนการสืบสวนสอบสวน เพราะอย่างน้อยหากยังจับไม่ได้ก็ต้องรู้ตัว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติการในพื้นที่ ระบุว่า รัฐบาลอนุมัติงบให้เป็นจำนวนมาก แต่เม็ดเงินลงไปไม่ถึงในพื้นที่ นายกฯ กล่าวว่า อย่างกรณีเบี้ยเสี่ยงภัยที่ครม. ปีที่แล้วได้อนุมัติเพิ่มจาก 1 พันบาท เป็น 2 พันบาท ซึ่งต้องใช้เงินในปีงบประมาณปีที่ผ่านมาประมาณ 2-3 พันล้านบาท แต่ไม่มีการตั้งงบประมาณไว้ให้ เพราะตนเข้ามารับตำแหน่งจึงได้เรียกทุกหน่วยงานให้รีบทำข้อมูลตัวเลขต่าง ๆ ให้ชัดเจน เพื่อจะได้จัดสรรงบกลางให้ถูกต้อง เพราะงบกลางมีค่อนข้างจำกัด ซึ่งขณะนี้รัฐบาลสามารถอนุมัติงบกลางกว่า 2 พันล้านบาท สำหรับเบี้ยเสี่ยงภัยให้กับตำรวจ ทหาร ข้าราชการครู และบางหน่วยงานเช่นกระทรวงสาธารณสุข ยังตกหล่นอยู่ แต่ตนได้พยายามเร่งรัดตลอดเวลา โดยให้แต่ละหน่วยงานเร่งทำบัญชีเจ้าหน้าที่ที่ได้รับเบี้ยเสี่ยงภัย
เมื่อถามว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะรัฐบาลที่ผ่านมาอายุสั้นใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวยอมรับว่า ก็มีส่วนแต่ตนไม่ได้ต่อว่าอะไรเพราะมีข้อเท็จจริงอยู่แล้ว เหมือนอย่างกรณีขึ้นเงินเดือนค่าตอบแทนกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ก็ไปมีมติเชิงหลักการว่าให้ขึ้นเงินค่าตอบแทน แต่ไม่มีการเตรียมงบประมาณไว้ให้ และในการจัดทำงบประมาณปี 53 ก็ไม่ได้มีการจัดทำไว้ รัฐบาลจึงต้องเข้ามาดูว่า จะเอาเงินจากตรงไหนมาใช้เพื่อให้เป็นไปตามมติครม. และจะพยายามทำให้ดีที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลได้ประเมินการก่อเหตุที่เกิดขึ้นหรือไม่ว่า เพราะเหตุใดรูปแบบการก่อเหตุถึงมีความรุนแรงมากขึ้น นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังประเมินสถานการณ์ทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่รัฐบาลปรับโครงสร้งอำนาจในการบริหารงานที่ลดบทบาทของทหารและให้อำนาจตรงกับนายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาไม่ใช่ให้อำนาจผ่าน ผอ.กอ.รมน. จะทำให้มีผลอย่างไรในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทางภาคใต้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้นายถาวร เสนเนียม รมช.ม หาดไทยเป็นผู้ปรับปรุงในเรื่องกฎหมายและตนได้ปรารภกับ ผบ.ทบ. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ปัญหาการทำกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ซึ่งในสมัย สนช.ได้เคยพยายามผลักดันกฎหมายเข้าไปในสภา และเมื่อเข้าสภาแล้ว ก็มักจะเกิดปัญหาว่าโครงสร้างไม่ลงตัว แต่ในหลักการทางกองทัพไม่ได้ขัดข้องในการที่จะปรับแก้ไขกฎหมายตรงนี้แต่ในระหว่างที่มีการปรับปรุงกฎหมาย จะดำเนินการกันอย่างไรซึ่งจะดูวิธีการที่ดีที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจะมีวิธีการแยกแยะการใช้ พ.ร.ก.ความมั่นคง กฎอัยการศึก และพ.ร.บ.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ภาคใต้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ในการพิจารณาครั้งต่อไปจะมีการประเมินการใช้กฎหมายต่าง ๆ เพราะกฎหมายความมั่นคงขณะนี้ต้องปรับใช้กับจังหวัดอื่นด้วย ตนกำลังสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำเรื่องถอนกฎอัยการศึกในจังหวัดชายแดนที่ไม่ใช่พื้นที่ในภาคใต้ก่อน และนำ พ.ร.บ.ความมั่นคงเข้าไปใช้ เพราะขณะนี้กฎอัยการศึกประกาศอยู่ในหลายอำเภอที่เป็นอำเภอชายแดน
เมื่อถามว่าเหตุใดรัฐบาลถึงไม่เน้นในพื้นที่ที่เป็นปัญหาก่อน บางพื้นที่ไม่เป็นปัญหาก็ไม่ควรเข้าไปแก้ไข นายกฯ กล่าวว่า เพราะฝ่ายความมั่นคงต้องการให้มีพื้นที่ที่ใช้กฎหมายความมั่นคง เพื่อลองดูว่าการใช้อำนาจมีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร เพราะหลักของกฎหมายความมั่นคง จะมีการใช้กับพื้นที่ที่ไม่รุนแรง ถึงขั้นประกาศใช้ พ.ร.ก.
เมื่อถามว่า แนวทางการพัฒนาของรัฐบาลได้มีการพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่หรือไม่ว่าต้องการให้พัฒนาในด้านใด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้เน้นให้เจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการโครงการพัฒนาจะต้องมีกระบวนการในการสอบถามความต้องการของประชาชนด้วย และตนยังได้ยินเสียงสะท้อนมาว่าในบางพื้นที่ ยังไม่สามารถดำเนินการได้มากเท่าที่ควร ซึ่งเราต้องยอมรับว่า ไม่ใช่เป็นปัญหาเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น เพราะทุกครั้งที่รัฐบาลทำโครงการต่าง ๆ เช่น เอสเอ็มแอล โครงการชุมชนเพียงพอ จะมีหลายพื้นที่ที่สะท้อนปัญหาว่าบางครั้งทางราชการพยายามชี้นำมากเกินไป ทำให้ความต้องการของประชาชนไม่ได้รับฟังเท่าที่ควร
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ จะพบปะกับผู้นำศาสนาและผู้นำชุมชนในพื้นที่เพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการนี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนมีโอกาสได้พบกับผู้นำศาสนาในโครงการอบรมของสภา ซึ่งตนจะไปพบปะและพูดดุยกัน นอกจากนั้นยังมีผู้นำศาสนาบางกลุ่มที่จะมาขอพบ อย่างไรก็ตาม ตนกำลังพิจารณาเวลาที่จะเดินทางลงไปในพื้นที่ภาคใต้คาดว่าคงจะเป็นเร็ว ๆ นี้
เมื่อถามว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาในภาคใต้ โดยเฉพาะชาวไทยมุสลิมแนะนำให้ประสานความร่วมมือกับประเทศมาเลเซียในการแก้ไขปัญหาให้มากขึ้น นายกฯ กล่าวว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายกฯมาเลเซียได้ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศอย่างชัดเจนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องภายในของประเทศไทย และทางมาเลเซียต้องการให้เกิดความสงบโดยยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือทุกเรื่องที่ทางไทยร้องขอ ทั้งในเรื่องการศึกษาโรงเรียนสอนศาสนา และการข่าว รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดน นอกจากนั้นรัฐบาลยังได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับกลุ่มประเทศมุสลิม (โอไอซี )ด้วย
กมธ.เตรียมลงพื้นที่หาข้อมูลชงรัฐแก้ปัญหาชายแดนใต้
นายต่วน อับดุลเลาะ ดาโอะมารียอ ส.ว.ยะลา และกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาชายแดนภาคใต้ กล่าวถึงเหตุการณ์ชาวมุสลิมถูกลอบสังหารขณะกำลังทำละมาดในมัสยิด อ.เจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ว่า ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เฉพาะคนในพื้นที่เท่านั้น แต่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกสลดใจกับปัญหาชายแดนภาคใต้ ถือเป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน ซึ่งรัฐสภาทั้ง ส.ส.และส.ว.กำลังคิดหาแนวทางว่าจะทำอย่างไรให้เหตุการณ์เหล่านี้ยุติ แต่ยังเชื่อมั่นภายใต้การนำของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ว่าจะแก้ปัญหาได้ แต่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะการข่าวถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะเป็นปัญหาระดับชาติ อย่างไรก็ตามทุกคนจะต้องประณามผู้ก่อการร้ายเหล่านี้ว่าไร้มนุษยธรรม เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะต้องสืบหาผู้ร้ายมาดำเนินคดีให้ได้
นายต่วน กล่าวอีกว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาชายแดนภาคใต้ จะเดินทางลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และจังหวัดใกล้เคียงที่มีปัญหาความไม่สงบภายในวันเสาร์และอาทิตย์นี้ เพื่อไปเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บ และรับฟังปัญหา เพื่อนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง ให้สภาและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องนำไปแก้ไข เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาภายในไม่ใช่ปัจจัยจากภายนอก
เมื่อถามถึงกรณีที่มีรายงานข่าวว่าสถานการณ์จะพัฒนาความรุนแรงยิ่งขึ้น นายต่วน กล่าวว่า เราก็ตระหนักอยู่ แต่คิดว่าการลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการจะได้ข้อมูล ที่เป็นประโยชน์ เราต้องหาข้อเท็จจริง ไม่ควรพูดด้วยความรู้สึก



