ข่าว

'ปชป.'ชี้รัฐถังแตกเปลี่ยนเกณฑ์จำนำข้าว

'ปชป.'ชี้รัฐถังแตกเปลี่ยนเกณฑ์จำนำข้าว

19 ส.ค. 2556

'ปชป.' ชี้รัฐถังแตกเปลี่ยนหลักเกณฑ์จำนำข้าว จี้ 'ภราดร' แจงข้อเสนอบีอาร์เอ็น 5 ข้อ หวั่นรัฐลักไก่ถก รธน. 3 ร่างรวด

 

                                19 ส.ค. 56  นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า  ได้รับหนังสือร้องเรียนจากชาวนาจังหวัดนครปฐมเกี่ยวกับปัญหาโครงการจำนำข้าว ในปี 2556  ที่จะมีการจำนำข้าว 2 รอบคือ นาปีและนาปรัง เนื่องจากหลักเกณฑ์เดิมกำหนดว่า คนที่ได้สิทธิจำนำข้าวนาปี ต้องปลูกระหว่างวันที่ 1 พ.ค.-30 ต.ค. ส่วนนาปรัง 1 พ.ย.-30 เม.ย. ซึ่งปีนี้ชาวนาในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลางปลูกข้าวเดือนพ.ค. แต่เมื่อปลูกแล้วมีหนังสือจากกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรฯเปลี่ยนหลักเกณฑ์คนที่จะได้สิทธิ โดยเริ่มนับการเก็บเกี่ยวแทนการปลูกตั้งแต่ 1 ต.ค.56 เป็นต้นไป ทั้งที่คนที่ปลูกข้าวไปแล้วต้องเก็บเกี่ยวในเดือนนี้ รอถึงต.ค.ไม่ได้ และน้ำเหนือจะมา อีกทั้งเพราะพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลางต้องปลูกข้าวตั้งแต่ พ.ค. ปลูกได้รอบเดียว เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำ ซึ่งเก็บเกี่ยวตอนนี้ก็จะไม่มีสิทธิเข้าโครงการจำนำข้าว ไม่ว่าจะเป็นชาวนานครสวรรค์ อุทัยธานี อยุธยา สิงห์บุรี พิจิตร อ่างทอง และสุพรรณบุรี จะได้รับผลกระทบด้วย เพราะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่

                                นายชวนนท์ กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลไม่มีเงินแล้ว ใช้เงินไป 6.7 แสนล้านจึงเปลี่ยนหลักเกณฑ์เพื่อหนีข้าวของชาวนา เป็นการแสดงให้เห็นว่า ถังแตก อยากให้รัฐบาลลงมารับผิดชอบชาวนาที่กำลังถูกนโยบายประชานิยมทำร้ายอย่างแสนสาหัส เพราะขณะนี้ไปขายที่โรงสีก็จะถูกโรงสีไปกดราคาเหลือ 7-8 พันบีบให้ขาย ขาดทุนย่อยยับ ตนเชื่อว่าสุดท้ายจะมีการสวมสิทธิเอาโควต้าไปจำนำข้าวในวันที่ 1 ต.ค.นี้ด้วย จึงอยากให้นายกฯสนใจแก้ปัญหาเหล่านี้บ้าง

 

 

จี้ 'ภราดร' แจงข้อเสนอบีอาร์เอ็น 5 ข้อ หวั่นกระทบอธิปไตยประเทศ

 

                                นายชวนนท์ แถลงถึงข้อเสนอ 5 ข้อของบีอาร์เอ็นที่มีข่าวว่าส่งมาถึงมือ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตั้งแต่เดือนเมษายน ว่า พล.ท.ภราดร ต้องออกชี้แจงข้อเท็จจริง เพราะไม่มีมีสิทธิที่จะปกปิด เนื่องจากข้อเสนอดังกล่าวมีการพูดถึงอธิปไตยในดินแดน การปกครองดูแลตัวเอง อาจนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนในอนาคตได้ ถ้าไม่มีข้อเสนอเหล่านี้ต้องออกมาปฏิเสธ แต่ถ้าไม่ชี้แจงเท่ากับยอมรับข้อเสนอในเรื่องดินแดนกับบีอาร์เอ็น  ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะสอดคล้องกับความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่ให้การทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศไม่ต้องผ่านรัฐสภา ดังนั้น พล.ท.ภราดร ต้องตอบคำถามนี้ก่อนจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เพราะคนไทยเป็นเจ้าของแผ่นดินมีสิทธิรับรู้เรื่องนี้

                                นายชวนนท์ กล่าวว่า  สำหรับข้อเสนอ 5 ข้อของกลุ่มบีอาร์เอ็นมีการเผยแพร่ เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ก่อนจะมีการสนทนาระหว่างรัฐบาลไทยและกลุ่มบีอาร์เอ็นในวันที่ 29 เม.ย. ได้แก่ (1) นักล่าอาณานิคมสยามต้องยอมรับให้ประเทศมาเลเซียเป็นคนกลางผู้ไกล่เกลี่ย (mediator) ไม่ใช่แค่ผู้ให้ความสะดวก (facilitator) (2) การพูดคุยเกิดขึ้นระหว่างชาวปาตานี (bangsa) ที่นำโดย บี.อาร์.เอ็น. กับนักล่าอาณานิคมสยาม (3) ในการพูดคุย จำเป็นต้องมีพยานจากประเทศอาเซียน องค์การความร่วมมือแห่งศาสนาอิสลาม (0IC) และองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ (NGO) (4) นักล่าอาณานิคมสยามต้องปล่อยผู้ที่ถูกควบคุมตัวทุกคนและยกเลิกหมายจับ ทั้งหมด (ที่เกี่ยวข้องกับคดีความมั่นคง) โดยไม่มีเงื่อนไข(5) นักล่าอาณานิคมสยามต้องยอมรับว่า องค์กร บี.อาร์.เอ็น.เป็นขบวนการปลดปล่อยชาวปาตานี (bangsa) ไม่ใช่กลุ่มแบ่งแยกดินแดน

                                นายชวนนท์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ท่าทีของกลุ่มวาดะห์ ที่พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี หารือเพื่อแก้ปัญหาภาคใต้ เคยแสดงท่าทียอมรับข้อเสนอของกลุ่มบีอาร์เอ็นถึง 4 ข้อ โดยนายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ หนึ่งในกลุ่มวาดะห์ ระบุว่ามีเพียงข้อ 4 ที่เรียกร้องให้ปลดปล่อยแนวร่วม ที่อาจมีปัญหาเพราะต้องใช้เวลา ส่วนเรื่องอื่นๆ สามารถรับไว้พิจารณาได้ รวมถึงกรณีที่บีอาาร์เอ็น ประกาศตัวเป็นกลุ่มปลดปล่อยชาวปัตตานี ไม่ใช่กลุ่มแบ่งแยกดินแดน ซึ่งน่าจะพอหารือในกรอบของรัฐธรรมนูญได้ เพราะเป็นการลดอุดมการณ์เดิมที่ต้องการเอกราช

 

 

ยันร่อน จม.เปิดผนึก แจงสังคมโลกจริงทุกข้อความ

 

                                นายชวนนท์ แถลงถึงการทำจดหมายเปิดผนึกไปยังองค์กรระหว่างประเทศ สถานทูตต่างๆ ในประเทศไทยและองค์กรประชาธิปไตยในระดับโลก เพื่อชี้แจงกรณีที่รัฐจัดเวทีสภาปฏิรูปและร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ว่า ขอยืนยันว่าข้อความที่ส่งไปเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดในไทย พรรคพร้อมรับผิดชอบทุกถ้อยความที่มีการระบุในจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว ซึ่งตนแปลกใจที่นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกฯ ที่ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์กระทำในลักษณะสาวไส้ให้กากิน เพราะก่อนหน้านี้ได้กล่าวหาว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์นำปัญหาการเมืองในประเทศไปพูดในเวทีนานาชาติ แต่กลับทำเสียเองนั้น ตนขอบอกว่า ถ้อยคำของน.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เป็นความคิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งแตกต่างจากพรรคที่กำลังเปิดโปงวัตถุที่แท้จริงของรัฐบาลในเรื่องนี้ด้วยการเปิดเผยความจริงทั้งหมด 

                                นายชวนนท์ กล่าวว่า พรรคขอเสนอให้มีการเปิดเวทีหารือระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาล ผ่านทางการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ในเรื่องของจำนวนตัวเลขผู้ที่อยู่ในเรือนจำ คดีที่กำลังดำเนินการอยู่ รายละเอียดคดี การตัดสินของศาล เพื่อให้สังคมโลกได้เห็นว่ารัฐบาลกำลังนิรโทษให้ใคร จำนวนเท่า ไหร่เป็นประชาชนจริงหรือไม่ หรือเป็นการนิรโทษกรรมให้คนทำผิดอาญา ฆ่า เผา หมิ่นสถาบัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องนายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกฯอังกฤษ หรือผู้นำคนอื่นๆ  หากรัฐบาลไม่กล้า การนิรโทษกรรมก็เป็นเพียงกลลวงที่จะนิรโทษกรรมผู้ฆ่า เผา และแกนนำคนเสื้อแดงเท่านั้น ซึ่งพรรคจะเดินหน้าเปิดเผยความจริงต่อสถานทูตต่างๆ ในประเทศไทย ว่ารัฐบาลกำลังทำร้ายประเทศไทยผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างไร

 

 

หวั่นรัฐลักไก่ถก รธน. 3 ร่างรวด

 

                                นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธานส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของส.ว.ในวันที่ 20 ส.ค.ว่า ไม่มีความแน่ใจว่า รัฐบาลจะพิจารณาเฉพาะประเด็นการแก้ไขที่มา ส.ว.เท่านั้น เนื่องจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก 2 ร่างได้บรรจุในวาระไปแล้ว จึงอาจมีการลักไก่พิจารณาต่อเนื่องทั้ง 3 ร่าง ในวันที่ 19 ส.ค.นี้  ทั้งนี้มองว่า การแก้ไขที่มาส.ว.อาจกระทบต่อโครงสร้างของประเทศ โดยมีเป้าหมายกินรวบประเทศไทย หรือ ผูกขาดประเทศไทยไว้ในกำมือของผู้มีอำนาจมีเสียงข้างมากในสภา ซึ่งตนคิดว่าเป็นการวางแผนมาตั้งแต่ต้น เพราะร่างแก้ไขที่มาส.ว. มีส.ส.พรรคเพื่อไทยร่วมเซ็นชื่อกับส.ว.บางส่วนเกือบทั้งพรรค เพื่อให้เห็นว่าเป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภา แสดงให้เห็นว่าเริ่มต้นก็มีการอำพรางแล้ว เป็นการวางแผนแบบผลัดกันเกาหลัง เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งหวังเอื้อประโยชน์กันและกันในรัฐสภา

                                นายองอาจ กล่าวว่า หากดูเนื้อหาให้ที่มาจากการเลือกตั้งก็จะเห็นว่า เป็นรูปแบบที่เลวร้ายกว่ารัฐธรรมนูญปี 40 ที่เคยถูกตั้งฉายาว่า “สภาทาส” และหากผ่านแล้วก็จะหนักกว่า “สภาทาส” โดยจะเป็น วุฒิสภา “เผด็จการทาส“ เพราะการแก้ไขในลักษณะนี้จะทำให้การดำเนินการของวุฒิสภาที่มีอำนาจทั้งการแต่งตั้ง ถอดถอนองค์กรอิสระ ถ้าเสียงข้างมากในวุฒิสภาใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจและสภาผู้แทนราษฎรก็จะฮั้วกัน เพื่อแต่งตั้งองค์กรอิสระเพื่อประโยชน์ของผู้มีอำนาจ ทำให้องค์กรอิสระที่ควรทำงานด้วยความเป็นกลางจะไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ตามวัตถุประสงค์ แต่จะเป็นแค่องค์กรทำงานรับใช้ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองเท่านั้น นอกจากนี้ยังให้อำนาจในการถอดถอนด้วย หากโครงสร้างเป็นเช่นนี้จะเป็นการผูกขาดประเทศไทยอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดซึ่งเป็นอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ มีส.ส.กว่า 100 คนแปรญัตติในเรื่องนี้ รวมถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่พยายามดำรงรักษาความเป็นกลางของสมาชิกวุฒิสภาไว้ให้ได้มากที่สุด จึงอยากให้เสียงข้างมากรับฟังเสียงข้างน้อยอย่างของฝ่ายค้าน เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ อย่าใช้เสียงข้างมากลากไปสู่เป้าหมายอันเลวร้าย

                                นายองอาจ กล่าวว่า ทั้งนี้การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เหมือนกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมและร่างพ.ร.บ.งบประมาณ และเราคงไม่ได้เห็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯเข้าร่วมประชุมเพราะนายกฯเดินทางไปต่างประเทศ ทั้งที่เมื่อดูภารกิจงานแล้วสามารถที่จะส่งรองนายกฯไปปฏิบัติราชการแทนได้  จึงขอตำหนินายกฯว่าไม่ควรละเลยการทำหน้าที่ในสภา และตนเองก็เคยพูดเสมอว่า การแสวงหาทางออกให้ประเทศควรใช้เวทีรัฐสภา ถ้ายังดำเนินการลักษณะนี้ก็เป็นการพูดอย่างทำอย่างไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ