
ตีแผ่..หายนะ'ฟลัดเวย์'ผันน้ำแม่ปิงทิ้งแม่กลอง
ตีแผ่..หายนะ'ฟลัดเวย์'ผันน้ำแม่ปิง..ทิ้งแม่กลอง : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
“…พวกนี้ กวาดมาหมด แล้วเสนอราคามา กระบวนการวิศวกรรมมันผิด แล้วมันจะติด(ขัด)
…อย่าโยกปัญหาที่หนึ่งไปให้อีกที่หนึ่ง อย่าโยกปัญหาของเจ้าพระยาไปให้แม่กลอง
การขับเคลื่อนงานวิศวกรรม ต้องไม่เหมาเข่ง แต่ต้องเป็นขั้นเป็นตอน…อ.ปราโมทย์ ไม้กลัด”
“Sasin Chalermlarp” หรือ อ.ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โพสต์ข้อความสั้นๆ ผ่านเฟซบุ๊ก ระหว่างการเสวนา “ตีแผ่ความไม่เหมาะสมโครงการผันน้ำ เอ 5 และเขื่อนแม่วงก์” จัดโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เมื่อเร็วๆ นี้
ความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลในโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3 แสนล้านบาทนั้น ในแวดวงนักวิศวกรหัวก้าวหน้า กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักหน่วงถึงความไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนใน โมดูล เอ 1 และการสร้าง “ฟลัดเวย์” ในโมดูล เอ 5 อาจนำมาซึ่งหายนะครั้งใหม่ ทั้งจากปัญหาการเวนคืนที่ดิน, ปัญหาการรุกตัวของความเค็ม น้ำเค็มเข้าสู่คลองประปา ซึ่งหล่อเลี้ยงชาวกรุงเทพมหานคร, ระบบลุ่มน้ำเปลี่ยนแปลง, ระบบนิเวศปากน้ำเสียหาย, การเคลื่อนพังของตลิ่ง, วิถีชุมชนเปลี่ยน นำมาซึ่งความขัดแย้ง แย่งชิงน้ำ, พื้นที่เพาะปลูกในฤดูแล้งลดลง และเกิดปัญหาการขนส่งทางน้ำ เป็นต้น
"ปราโมทย์ ไม้กลัด" อดีตอธิบดีกรมชลประทาน นำทัพตีแผ่ความจริง พร้อมด้วย รศ.ดร.สุวัฒนา จิตตลดากร ประธานคณะอนุกรรมการ สาขาวิศวกรรมแหล่งน้ำ, รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน, ผศ.ทีฆวุฒิ พุทธภิรมย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน, ผศ.ดร.คมสัน มาลีสี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, ดร.สุรศักดิ์ คลังสุภาวิพัฒน์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ และนายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
มุมมองของ อ.ปราโมทย์ เห็นว่า หลักคิดของรัฐบาลในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ 9 โมดูลนั้น ผิดตั้งแต่เริ่มต้น ตามหลักวิศวกรรมต้องศึกษารูปแบบให้ชัดเจน และตอบโจทย์การแก้ปัญหาได้จริง
"แต่ละโมดูล กรมชลประทานเคยศึกษาไว้ครึ่งๆ กลางๆ แต่ไปกวาดมาไว้ในนี้หมด รายชื่อเขื่อนต่างๆ ที่อยู่ในโมดูลเอ 1 เขื่อนแม่วงก์ นี่เป็นมหากาพย์ ทำไว้ตั้งแต่สมัยก่อนผมเป็นอธิบดี เรื่องราวมันยังไม่ยุติ การศึกษาความเหมาะสมของโครงการยังไม่ชัดเจน ในแง่ของผลกระทบต่างๆ แนวคิดที่รัฐบาลจะสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำ เขื่อนแม่วงก์มันจิ๊บกระจ้อยที่จะกักน้ำไว้ จู่ๆ ถูกมาบรรจุอยู่ในนี้ รัฐบาลอนุมัติให้ก่อสร้าง"
ส่วนโครงการก่อสร้างฟลัดเวย์นั้น อ.ปราโมทย์ ชี้ว่า กรอบคิดในการทำฟลัดเวย์ก็ไปกว้านกรอบแนวคิดจากรมชลประทานมาทั้งหมด ในแง่วิศวกรรมแผนโครงการที่จะขับเคลื่อนได้ จะบรรเทาอุทกภัยได้ชัดเจนหรือไม่ มันคุ้มกับเงินที่ลงไปไหม นี่กำหนดแนวฟลัดเวย์ตายตัว 300 กิโลเมตร แล้วค่อยแก้ไขรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม วิเคราะห์แก้ปัญหาหน้างานเอา ไม่มีใครในโลกเขาทำกัน
"รัฐบาลกำลังโยกความเดือดร้อนจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปลุ่มน้ำแม่กลอง เมื่อตอบคำถามเขาไม่ได้จะถูกต่อต้าน ทางที่ดีควรบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยาเสียก่อน การผันน้ำข้ามลุ่มมันไปไม่รอด.." อ.ปราโมทย์ แนะนำ
ดร.บัญชา เสริมว่า จริงๆ แล้วแผนงานทั้งหมด โมดูล เอ1 หรือ เอ 5 กรมชลประทาน และกรมโยธาธิการและผังเมือง เคยจ้างบริษัทที่ปรึกษามาศึกษาความเป็นไปได้มาก่อนแล้ว จากรายงานปี 2550 เคยรวมเล่มและพูดถึงโครงการป้องกันอุทกภัย ทุกโครงการอยู่ในนั้นหมดเลย ยกเว้น เรื่องคลองลัดเจ้าพระยา เกิดขึ้นในปี 2555 เป็นการศึกษาของ "ใจก้า" ประเทศญี่ปุ่น
ปัญหาน้ำท่วมในปี 2554 นั้น ดร.บัญชา ย้ำว่า จากบทสรุปของวุฒิสภา นักวิชาการ ตั้งแต่ปี 2555 ระบุว่า อุทกภัยครั้งนั้นเกิดจากปริมาณฝนที่ตกหนักมาก และการบริหารจัดการที่มีการบิดเบือน แทรกแซง บริหารจัดการไม่เป็นระบบ จึงได้มีการเสนอแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ แต่รัฐบาลก็ไม่ทำ รัฐบาลมุ่งจะทำงานก่อสร้าง ซึ่งผิดหลักวิชาการอย่างรุนแรง ต้องแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำเป็นอันดับแรก แล้วค่อยตามมาด้วยการแก้ปัญหาด้วยการก่อสร้าง และที่สำคัญต้องแก้ปัญหาที่ลุ่มน้ำตัวเองก่อน ไม่ใช่การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำอันนี้ก็ผิดหลักวิชาการแล้ว
"รัฐบาลควรทำตอนนี้คือเอาน้ำออกจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา แค่การบริหาร 4 เขื่อนหลัก เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักฯ เขื่อนแควน้อย และทำคลองลัดเจ้าพระยา บางบาล-บางไทร ยิ่งตอนนี้แม่น้ำเจ้าพระยามีคลองขุดจากอ่างทองมามาโผล่อยุธยา อย่าไปคาดหวังฟลัดเวย์ราคามันสูง แสนล้านบาท ถ้าจะทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาไหล 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีโดยไม่ล้นตลิ่งทำได้อยู่แล้ว แต่เขาไม่ได้นำแก้มลิงมาใช้ น้ำมันก็ไหลเข้าทุ่งก่อนที่น้ำเหนือจะมาเสียอีก"
"ถ้าข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ โมเดลเอ 1 และเอ 5 ต้องมาเขียนใหม่ทั้งหมด แล้วมาจัดอันดับความสำคัญใหม่ โครงการแสนล้านอาจจะอยู่อันดับสุดท้ายก็ได้ แต่เงินมันเยอะสุดเลยสร้างปัญหาพอสมควร ขณะเดียวกัน โมเดลเอ 1 มีความขัดแย้งกับ โมดูล เอ5 สร้างแล้วเราจะได้อะไร โปรเจกท์ที่มีความทับซ้อนและมากเกินความจำเป็น ณ เวลานี้ ยังไม่มีใครสรุปได้ว่า สร้างทั้ง 5 โมดูลแล้วเราจะได้อะไร"
"น่าเสียดายการตัดสินอนาคตของประเทศ ใช้ความรู้สึกของคนไม่กี่คน โดยไม่ใช้หลักวิชาการเลย แล้วก็ออกกันมาให้เซ็นสัญญา แล้วให้เรายอมรับ จริงๆ แล้วเราจำเป็นต้องผันน้ำข้ามลุ่มหรือไม่ น่าเป็นห่วงมาก ถ้ายอมให้กระบวนการนี้ผ่าน ประเทศไทยจะทำอะไรก็ได้ แล้วจะตามมาด้วยอีก 2 ล้านล้าน ถ้าอยากจะสร้าง..." ดร.บัญชา ตั้งข้อสังเกต
ด้าน ดร.สุรศักดิ์ ได้นำความคิดเห็นของชาวบ้านจริงๆ ในพื้นที่ มาบอกกล่าว โดยสรุปเป็นข้อๆ ว่า ข้อแรก อย่าผลักปริมาณน้ำข้ามลุ่ม แก้ปัญหาน้ำท่วมเจ้าพระยา แต่ผลักมวลน้ำมาแม่กลอง แล้วแม่กลองจะเป็นอย่างไร ชาวบ้านเสนอว่า ควรมีการบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยาก่อน ทำไมต้องผันน้ำ 1,200 ลูกบาศก์เมตรมา ซึ่งน่าสงสัยว่าเป็นแนวเดียวกันกับกรมชลประทานเคยเสนอไว้ แต่มีมูลค่าราว 5 หมื่นล้านบาท แล้วทำไมเป็น 1.5 แสนล้านบาท จริงๆ แล้วกรมชลฯ เคยจ้างบริษัทที่ปรึกษาทำมาก่อน แต่จู่ๆ เค วอเตอร์ก็มาหยิบไป แบบนี้ ใครเสนอก็น่าจะได้
ข้อ 2 ปัญหาการคมนาคมระหว่างการก่อสร้าง 5 ปี ขุดคลองกว้าง 200-300 เมตร พวกเขาจะใช้ชีวิตกันอย่างไร ข้อ 3 การเวนคืนที่ดินบริเวณ อ.ท่าล้อ จ.กาญจนบุรี คนส่วนใหญ่บอกว่าเคยเสียสละที่ดินสร้างเขื่อนแม่กลองมาแล้ว จะต้องมาเสียสละสร้างคลองอีก นอกจากปัญหาการเวนคืนที่ดินแล้ว พวกเขากลัวการเปลี่ยนแปลงของวิถีชุมชน การเดินข้ามฟลัดเวย์ 300 เมตร พอๆ กับเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพะยา ข้อ 4 ปกติมีระบายน้ำออก 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีอยู่แล้ว ถ้ามาเจอมวลน้ำอีกเท่าตัว อาจเกิดปัญหาน้ำจืดกระทบนิเวศชายฝั่ง และการขุดคลองก็อาจทำให้ตลิ่งพัง
ข้อ 5 ความคุ้มค่าในการก่อสร้างใช้เวลาสร้าง 5 ปี เพื่อรอน้ำมา 1 ครั้ง กังวลว่าจะกลายเป็นอ่างเก็บลมมากกว่า หากมีการตัดยอดน้ำที่ลุ่มแม่ปิง มั่นใจได้อย่างไรว่า ลุ่มเจ้าพระยาน้ำจะไม่ท่วม และข้อ 6 ความเสี่ยงของโครงการความยาว 300 กิโลเมตร หากมี 1 กิโลเมตร สร้างไม่ได้ น้ำก็จะผ่านมาไม่ได้ นั่นหมายความว่า เสาโฮปเวลล์กำลังจะมา น่ากลัวมาก รัฐบาลจะเสียค่าโง่อีกหรือไม่
การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางหลักวิศวกรรมความเป็นไปได้ต่อโครงการบริหารจัดการน้ำ 3 แสนล้านบาทอ ย่างเข้มข้นในครั้งนี้ “สุวัฒน์ เชาว์ปรีชา" นายก สวท.ยอมรับว่า ไม่อยากถูกมองว่าขัดขวางความเจริญของชาติบ้านเมือง เพียงแต่เห็นว่ารัฐบาลรวบรัดประกาศให้บริษัทต่างๆ เสนอราคาต่อสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กบอ.) รวดเร็วเกินไป และไม่เอาความจริงมาพูดกัน ซึ่งวิศวกรจะไม่ทำงานกันแบบดราม่า สวท.จะนำบทสรุปในวันนี้เสนอต่อรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา เพื่อการปรองดองและปฏิรูปประเทศ!!
"ฟลัดเวย์" 1.5 แสนล้าน
หัวใจสำคัญของการสร้าง “ฟลัดเวย์” ก็เพื่อปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจ กทม.และปริมณฑล
“ฟลัดเวย์-ตะวันตก” มูลค่าราว 1.2 แสนล้านบาท ขุดคลองใหม่ผันน้ำจากลุ่มน้ำปิง 1,200 ลบ.ม./วินาที เริ่มจากแม่น้ำปิง บริเวณ อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร ถึงลงมาสู่แม่น้ำแม่กลองที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ความยาวประมาณ 289 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการตัดยอดน้ำแม่ปิงไม่ให้ไหลลงไปสมทบแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ และตัดยอดน้ำของแม่น้ำสะแกกรัง เป็นการลดภาระของแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงน้ำหลากก่อนถึงเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท และขุดคลองใหม่ "บางบาล-บางไทร" ความยาวประมาณ 22 กิโลเมตร กว้าง 200 เมตร ก้นคลองกว้าง 85 เมตร น้ำลึก 10 เมตร ซึ่งเป็นคลองเลี่ยงเมืองพระนครศรีอยุธยา เพื่อตัดยอดน้ำเจ้าพระยา ช่วงที่ไหลผ่านบริเวณเกาะเมือง ป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เกาะเมือง ซึ่งเป็นชุมชนเมืองและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ จ.พระนครศรีอยุธยา
ส่วน “ฟลัดเวย์-ตะวันออก” มูลค่าราว 3 หมื่นล้าน ผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา 300 ลบ.ม./วินาที จากคลองชัยนาท-ป่าสัก ผ่าน จ.สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี ปทุมธานี ออกสู่ทะเลที่ จ.สมุทรปราการ รวมระยะทาง 270 กิโลเมตร
....................
(หมายเหตุ : ตีแผ่..หายนะ'ฟลัดเวย์'ผันน้ำแม่ปิง..ทิ้งแม่กลอง : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



