
ศาลปค.สูงสุดไม่รับคำร้องอดีตปลัดมท.ให้เพิกถอนคำสั่งถูกย้ายเข้าทำเนียบฯ
ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลาง ไม่รับฟ้อง อดีตปลัดมหาดไทย พีรพล ไตรทศาวิทย์ ร้องเพิกถอนคำสั่งนายก ฯ โยกย้ายช่วยราชที่ปรึกษานายก ฯ ไม่ชอบ ศาลชี้ เจ้าตัวยังไม่ยื่นอุทธรณ์ตามขั้นตอน กม. กำหนด ขณะที่ อดีตปลัด มท. ระบุ รอฟังผลคณะกรรมการพิทักษ์ค
(11มิ.ย.) ศาลปกครองกลาง อ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่นายพีรพล ไตรทศาวิทย์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ปัจจุบันช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้อง คณะรัฐมนตรี ( ครม. , นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 กรณี กระทำการโยกย้ายโดยมิชอบ โดยมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 17/2552 ลงวันที่ 20 ม.ค.52 ให้นายพีรพล ย้ายจากตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่สำนักนายกรัฐมนตรี จึงให้ขอศาลปกครอง มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งโยกย้ายดังกล่าว
โดยคดีนี้ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากเห็นว่า นายพีรพล ผู้ฟ้อง ทราบคำสั่งย้ายเมื่อวันที่ 20 ม.ค.52 โดยทราบมติของ ครม. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 และคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ นายก ฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 2 จกสื่อสารมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ซึ่งวันดังกล่าวผู้ฟ้องอยู่ระหว่างพักร้อน จึงไม่ได้ลงนามรับคำสั่งและไม่ได้อุทธรณ์คำสั่ง ดังนั้น การนำคดีมายื่นฟ้องศาลปกครอง จึงเป็นการยื่นฟ้องโดยที่ยังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ผู้ฟ้องจึงไม่มีสิทธินำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 42 วรรคสอง
ผู้ฟ้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การยื่นฟ้องของนายพีรพล ผู้ฟ้อง ยังไม่ได้ดำเนินการไปตามกระบวนการขั้นตอนหรือวิธีการสำรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธินำคดีดังกล่าวมายื่นฟ้องต่อศาล ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 42 วรรคสอง ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย แต่ทั้งนี้คำสั่งศาลไม่ตัดสิทธินายพีรพล ผู้ฟ้องที่จะยื่นฟ้องกลับเข้ามาใหม่ได้ หากได้มีการดำเนินการไปตามขั้นตอนแล้วและเห็นว่าได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม
ทั้งนี้ นายพีรพล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องรอฟังทางคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม จะมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร ส่วนสาเหตุที่ตนยื่นต่อศาลปกครองสูงสุด ก็เพื่อต้องการให้เป็นบรรทัดฐานว่า ผู้บังคับบัญชาระดับนายกรัฐมนตรีหากมีคำสั่งไม่ชอบจะสามารถแก้ไขได้โดยใคร ซึ่งตนเห็นว่าน่าจะเป็นศาล
“การยื่นฟ้องเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานในวันข้างหน้าว่า ผู้ที่มีอำนาจจะทำอะไรก็ต้องคิดให้ดีก่อน ไม่ใช่ไม่พอใจก็สามารถสั่งย้ายได้ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับข้าราชการ หากผลของคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมออกมา และ มีความเป็นธรรมไม่เพียงพอ ผมจะเอาคดีมายื่นต่อศาลปกครองใหม่อีกครั้ง ” นายพีรพล กล่าว
เมื่อถามว่า หากคณะกรรมการฯ มีการดำเนินการล่าช้า หรือพยามยามดึงเรื่องให้เกิดความล่าช้า จะดำเนินการฟ้องคณะกรรมการฯ ชุดนี้ด้วยหรือไม่ที่ทำให้เกิดความเสียหาย นายพีรพล กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้เพิ่งถูกตั้งขึ้นมา อีกทั้งคณะกรรมการฯ ชุดนี้เป็นอดีตข้าราชการระดับสูง และเคยผ่านเรื่องเช่นนี้มาก่อนเหมือนกัน จึงน่าจะเข้าใจและน่าจะสร้างบรรทัดฐานให้ข้าราชการมีความเชื่อมั่นได้



