
'สุรพงษ์'ย้ำ'แบลร์'ไม่คิดค่าตัว!
'สุรพงษ์' แจง 11 ผู้นำโลกปาฐกถาในไทย ยัน 'โทนี่ แบลร์' ไม่คิดค่าตัว เมิน 'ปชป.' ยื่นหนังสือเตือนผู้นำตกเป็นเครื่องมือ 'รบ.'
18 ส.ค. 56 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวตอนหนึ่งในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนถึงแนวคิดการเชิญผู้นำระดับโลกมาปาฐกถาพิเศษว่า แนวคิดเรื่องปาฐกถาพิเศษนั้นนายกรัฐมนตรีได้ดำริให้ไปดำเนินการตั้งแต่ต้นปี ก่อนที่จะพูดถึงสภาปฏิรูปการเมือง ซึ่งช่วงที่ร่วมคณะกับท่านนายกฯเยือนประเทศต่างๆ ได้มีโอกาสไปพบผู้นำ ประธานรัฐสภาในแต่ละประเทศ เห็นว่าความมั่นคงของประเทศนั้นจะดำเนินการได้ ถ้าประเทศเราเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ในขณะเดียวกันทุกครั้งที่เดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ แต่ผู้นำแต่ละประเทศสนใจสถานะภาพปัจจุบันของประเทศไทยเป็นอย่างไร เพราะเคยมีความวุ่นวายมาก่อน ซึ่งนายกฯรัฐมนตรีชี้แจงรายละเอียดว่า ถ้ารัฐบาลสามารถทำให้คนไทยหันหน้าเข้าหากัน อยู่กันด้วยความสงบไม่เกิดความขัดแย้ง รัฐบาลควรจะทำอย่างไร
"ท่านก็ดำริว่าเป็นไปได้หรือไม่ไปเชิญประเทศที่มีประสบการณ์ที่เคยเกิดความขัดแย้งภายในประเทศคล้าย ๆ กับเรา และช่วงหนึ่งที่ผมไปประเทศไอซ์แลนด์ก็มีโอกาสได้ไปพูดคุยกับผู้นำและรัฐมนตรีของเขาก็นำแนวคิดนี้มาหารือกับท่านนายกรัฐมนตรี และท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าจัดเวทีหรือไม่ เชิญคนที่มีประสบการณ์ ที่มีความรู้ในเรื่องการปรองดอง และนำประสบการณ์ของเขามาเล่าให้เราฟัง เวลาเล่าต้องเล่าให้สังคมไทยได้ฟัง ท่านได้บัญชาให้กระทรวงการต่างประเทศให้ไปจัดทำรูปแบบมา จะเชิญใครบ้างก็เป็นที่มาของเวทีปาฐกถาพิเศษ บังเอิญเราตั้งใจจัดช่วงนี้ เพราะได้มีการเตรียมการมา 6-7 เดือน มาลงตัวช่วงนี้พอดี ไปตรงกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเรื่องสภาปฏิรูป คนเลยนำไปโยงกันว่ารัฐบาลจะไปเชิญผู้นำต่างประเทศมาร่วมเวทีสภาปฏิรูป ไม่ใช่ครับ คนละเวที"
ส่วนเวทีปาฐกถาพิเศษโดยผู้นำต่างประเทศจะส่งผลในมุมไหนอย่างไรกับการปฏิรูปการเมือง รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ถ้าจัดเวทีนี้ขึ้นมา และมีการถ่ายทอดสดผู้นำแต่ละประเทศก็จะเล่าสิ่งต่างๆ เขาจะพูดถึงประสบการณ์ที่เกิดในประเทศเขา ประเทศที่เขาเคยไปร่วมแก้ไขปัญหาจนเกิดความสงบสันติสุขกลับคืนสู่ประเทศเหล่านั้น เศรษฐกิจ สภาแวดล้อมต่างๆ ก็ดีขึ้น คนไทยก็จะได้เรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้ ได้ฟังไปพร้อมๆ กัน และผู้นำเหล่านี้เขามาและเขามีความจริงใจที่อยากจะนำข้อมูลเหล่านี้มาเป็นข้อมูลทางวิชาการให้คนไทยได้เรียนรู้ ถือว่าเป็นประโยชน์ สำหรับสังคมโลกว่าคนเหล่านี้เขาทำงานเพื่อสังคม เพื่อประชาคมโลก และบางท่านก็มีค่าใช้จ่ายแพง แต่บางท่านไม่มีเลย ท่านทำด้วยใจถือว่าเป็นวิทยาทาน
"สิ่งที่ผมเสียใจมากที่สุดคือวันนี้ การที่นำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นโจมตีว่ารัฐบาลไปเชิญมา หรือจ้างมา 20 - 30 ล้าน ซึ่งไม่เป็นความจริง ผมอยากเห็นการเมือง หรือการเล่นกับประเด็นเหล่านี้ให้เกิดความรอบคอบให้ใช้สติในการที่จะพูดอะไรออกมา เพราะการพูดลักษณะนี้อาจจะทำให้เกิดความแตกแยก ความไม่เข้าใจ รัฐบาลก็บริหารใช้งบประมาณต่างๆ เนื่องจากเป็นเงินภาษีประชาชน รัฐบาลระมัดระวังมาก และรัฐบาลต้องการหารายได้เข้าประเทศ รัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง ต้องการให้เศรษฐกิจของเราก้าวต่อไป และเป็นหนึ่งในประชาคมอาเซียน รัฐบาลเคยเป็นผู้นำอาเซียน รูปแบบตัวอย่างดีๆ ก็อยากจะนำเสนอให้อาเซียนได้เป็นที่ยอมรับเราด้วย รัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เหมือนที่ประเทศอียิปต์ อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นการจัดรัฐบาลก็เชิญหลายคน"
เมื่อถามว่าเชิญมากี่ท่านและตอบรับอย่างไร รองนายกฯ กล่าวว่า จริงๆ เชิญไปทั้งหมด 11 ท่าน ท่านแรก คือ นายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร อันนี้ตอบรับเรียบร้อย
ท่านที่สอง คือ นายมาร์ตติ อะห์ติซารี อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ อันนี้ก็ตอบรับเรียบร้อยแล้ว
ท่านที่สาม นายซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน ประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนปัจจุบัน รัฐบาลส่งหนังสือเชิญท่านไป แต่ท่านไม่สามารถมาได้
ท่านที่สี่ นายโฮเซ รามอส ฮอร์ตา ผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติ และหัวหน้าสำนักงาน United Nations Integrated Peacebuilding Office in Guinea - Bissau (UNIOGBIS) อันนี้ก็ติดภารกิจ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสร้างสรรค์สันติภาพ
ท่านที่ห้า นางฮิลลารี่ คลินตัน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ภรรยาของท่านประธานาธิบดีบิล คลินตัน ถ้าเชิญท่านประธานาธิบดีบิล คลินตัน ค่าใช้จ่ายแพง หลาย 10 ล้าน อันนี้ท่านติดภารกิจ
ท่านที่หก นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ อย่างที่เป็นข่าวว่าท่านจะมา พอดีท่านติดภารกิจ
ท่านที่เจ็ด นายอาร์ชบิชอบ เดสมอนต์ ตูตู ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2527 อันนี้ก็มีชื่อเสียงในเรื่องปรองดอง ไม่สามารถมาได้
ท่านที่แปด นายลักดาร์ บราฮิมี ผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติเพื่อสันติภาพในซีเรียและสันนิบาตอาหรับ อันนี้ก็ไม่ได้มา อาจจะมารอบต่อไป
ท่านที่เก้า นางแมรี่ โรบินสัน อดีตประธานาธิบดีไอร์แลนด์ และประธานมูลนิธิ Mary Robinson Foundation Climate Justice
ท่านที่สิบ นางพริซิลลา เฮย์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและที่ปรึกษาอาวุโสของ Centre for Humanitarian Dialogue (HDC) อันนี้ตอบรับมา
และนางเอ็มม่า ทอมป์สัน นักแสดงรางวัลออสการ์ที่สนับสนุนด้านสิทธิมนุษยชน
ทั้งนี้เป็นผู้นำที่สำคัญทั้งหมด 11 ท่าน เชิญหมดแล้วซึ่งผู้นำเหล่านี้อาจจะมารอบ 2 หรือ รอบ 3 รัฐบาลไม่ได้จัดครั้งเดียว โดยรอบแรกคือวันที่ 2 กันยายนที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี จะมารอบแรกมี 3 ท่าน
รองนายกฯ กล่าวอีกว่า นอกจากนั้นจะมีระดับผู้เชี่ยวชาญที่เชิญก็จะมี นายเยนส์ ออร์บัค อดีตรัฐมนตรีด้านสิทธิมนุษยชนของสวีเดน และเลขาธิการของ Olof Palme International Centre ของสวีเดน ท่านที่สองศาสตราจารย์สตีเฟน สเตทแมน อดีตผู้อำนวยการ Global Commission on Elections Democracy and Security ท่านที่สามนายไมเคิล วาทิคิโอทิส ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียของ HDC ท่านที่สี่นายเคนท์ ฮาร์สเต็ดท์ สมาชิกรัฐสภาสวีเดน และศาสตราจารย์อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล นี่ก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการที่จะมาเปิดเวทีเสวนาในช่วงบ่ายของวันที่ 2 กันยายนส่วนช่วงเช้าจะเป็นนายกฯกล่าวเปิดเวที และอดีตผู้นำทั้ง 3 ท่าน จะพูดเล่าประสบการณ์ต่างๆ สิ่งที่เขาเห็นในประเทศต่างๆ ที่เกิดความขัดแย้ง ความวุ่นวาย ความไม่สงบ จะก่อให้เกิดผลอะไรตามมาบ้าง และเขาเข้าไปแก้และเกิดผลสำเร็จอย่างไร ประชาชนในแต่ละประเทศนั้นกลับคืนสู่สภาพเป็นอย่างไร การเมืองของเขาเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งประเทศไทยต้องการเห็นสิ่งเหล่านี้
นายสุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานที่จุคนได้ประมาณ 300 คน ที่ถูกเชิญไป ก็ติดตามดูทางทีวีได้มีการถ่ายช่อง 11 ตอนช่วงเช้า และช่วงบ่ายจะเป็นการถ่ายทางวิทยุช่อง AM 819 ภาษาไทย ช่อง FM 92.5 ภาษาไทย และช่อง FM 88.0 ภาษาอังกฤษ ช่วงเช้าจะถ่ายทอดช่อง 11 ในขณะที่ผู้นำแต่ละประเทศพูดภาษาอังกฤษจะมีตัววิ่งภาษาไทยแปลคำต่อคำอย่างรวดเร็ว และคนไทยจะได้ตามได้ และช่วงบ่ายจะเป็นเวทีเสวนาถ่ายทอดทางวิทยุ
เมื่อถึงค่าตัวของนายโทนี่ แบลร์ คนเดียว 20 ล้านบาท หรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ผมกล่าวตอนต้นว่าเสียใจมากที่คนพยายามจะไปกุุข่าวขึ้นมาว่ารัฐบาลจ่ายเงินค่าจ้างไม่คุ้มกับสิ่งที่ได้มา ที่จริงเชิญเขามารัฐบาลจ่ายค่าเครื่องบิน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก และไม่มีค่าตัว ในงานนี้จะเสียค่าโรงแรม สถานที่ประชุม อาจจะเสียค่าล่ามที่จะแปล ค่าถ่ายทอดสด ค่าประชาสัมพันธ์ ค่าบอดี้การ์ดคอยดูแลความปลอดภัย ค่าคนขับรถเพื่ออำนวยความสะดวกให้เขา
เมื่อถามว่าถ้ารวมแล้วผู้นำทั้ง 3 ท่านค่าใช้จ่ายในการที่จะเชิญถึง 20 ล้านบาท หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่ถึง ส่วนใหญ่จะแพงตรงค่าโฆษณา เพราะเราจะต้องประชาสัมพันธ์ให้คนไทยได้รับทราบว่าจะมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และประสบการณ์ของแต่ละคน ตอนนี้ให้กระทรวงการต่างประเทศนำเนินการประชาสัมพันธ์ให้คนรู้ว่าแต่ละท่านทั้ง 3 ท่าน ประสบการณ์ชีวิตของในการแก้ปัญหานี้เป็นอย่างไร อย่างน้อยก็ดึงดูดให้คนไทยได้สนใจ
เมื่อถามถึงการทิ้งช่วงจัดในครั้งที่ 2 , 3 จะทิ้งระยะเวลาห่างกันนานหรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า อยู่ที่ผู้ที่เราเชิญมา พอจัดลงตัว 3 คนเพราะผู้นำแต่ละท่านท่านมีภารกิจค่อนข้างมาก รัฐบาลต้องจองตัวตั้งแต่ลำดับต้นๆ อันนี้กว่าจะจัดได้ต้องใช้เวลา บางท่านก็กล่าวหาว่าเคยเชิญมาแล้วในเวทีคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) แล้วทำไมต้องเชิญมาซ้ำ ในเวทีนั้นเขาเชิญมา เขาก็พูดกันในมีการประชุมหารือกันภายใน แต่คนไทยไม่ได้รู้ว่าผู้นำเหล่านี้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างไรในการแก้ไขปัญหาความแย้งในเวทีต่างๆ หรือแม้กระทั่งในประเทศตัวเอง เพราะฉะนั้นเวทีที่กระทรวงการต่างประเทศทำ คือ พูดให้คนไทยได้ฟังว่าประสบการณ์ของเขาเป็นอย่างไร ทำไมเขาถึงเห็นว่าจะแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดความปรองดอง เพื่อให้ทุกคนหันหน้าเข้าหากันมาพูดคุยกัน
"ดังนั้น เมื่อพูดในเวที คอป. การไม่ไว้ใจใน คอป. ก็มีเช่นกัน เพราะมีการแบ่งฝ่าย แต่วันนี้ให้คนไทยทั้งประเทศได้รับฟังด้วยตนเอง คนไทยจะได้ตัดสินใจ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะหันหน้าเข้าหากัน เพราะวันนี้ถ้ามัวแต่ทะเลาะกันประเทศชาติไม่เจริญ ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เสียหายหมด โดยเฉพาะในหลายประเทศจะมองดูเรา เนื่องจากบางประเทศหาทางโจมตีประเทศเรา ยิ่งเมื่อใดประเทศไทยทะเลาะกันมาก การท่องเที่ยวก็จะลดลง วันนี้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาประเทศไทย เพราะต่างประเทศทะเลาะกันก็อาจจะเป็นผลดีสำหรับประเทศเรา แต่บางประเทศก็รอให้ประเทศไทยทะเลาะกันอีก การท่องเที่ยวของเขาจะได้เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องการให้คนไทยหันหน้าเข้าหากัน"
สำหรับกรณีที่พรรคฝ่ายค้านมีการทำเอกสารทำหนังสือแจ้งไปยังผู้นำประเทศต่างๆ ว่าถ้าจะมาตามที่รัฐบาลไทยเชิญต้องระวัง เพราะอาจจะเป็นเครื่องมือทางการเมือง นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่กังวล ถ้ามีโอกาสได้เดินทางไปหลายๆ ประเทศ ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลชุดที่ผ่านมาต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าสังคมโลกไม่ให้การยอมรับ เพราะรัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้รับตำแหน่งโดยไม่ได้เป็นการเลือกตั้งจากประชาชนจริงๆ ได้มาจากขบวนการรัฐสภา ซึ่งสังคมโลกได้ติดตามและรับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น โดยเฉพาะวันนี้ต้องบอกตรงๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นเพราะอะไร เป็นการเมือง ดังนั้นประเทศต่างๆ จึงยอมรับอดีตนายกฯทักษิณ ต่างประเทศรับรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตประเทศไทยเป็นอย่างไร การยอมรับความเชื่อถือ แม้ว่าฝ่ายค้านจะทำหนังสือไปทุกประเทศเขาไม่สนใจ เพราะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร จึงไม่กังวลเลยในสิ่งที่ฝ่ายค้านกระทำ ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่จะทำ แต่ความเชื่อถือของฝ่ายค้านในสังคมโลกเป็นอย่างไรสามารถเปรียบเทียบกันได้ เพราะวันนี้นายกฯ ได้รับเชิญไปต่างประเทศมากมาย ถ้าเขาไม่เชิญเราก็ไปไม่ได้



