ข่าว

มติป.ป.ช.ตีตกคำร้องถอดถอน"รสนา"

มติป.ป.ช.ตีตกคำร้องถอดถอน"รสนา"

11 มิ.ย. 2552

ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ให้คำร้องถอดถอน “ รสนา ” ตกไป เพราะไต่สวนแล้วไม่พบพฤติการณ์ตามคำร้อง

 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษก แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า ตามที่ประธานวุฒิสภาได้ส่งคำร้องของ น.ส.อรุณี ชำนาญยา ส.ส.และคณะ จำนวน 136 คน ยื่นคำร้องขอให้ถอดถอน น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม.ออกจากตำแหน่ง กรณีมีพฤติการณ์ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยร่วมกับ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน และ ส.ว. จงใจไม่ลงชื่อเข้าร่วมประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังการชี้แจงนโยบายของรัฐบาล และกระทำการก่อกวนเพื่อให้รัฐบาลไม่สามารถแถลงนโยบายและไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ อีกทั้งนำบุคคลภายนอกเข้าไปในห้องประชุมรัฐสภาโดยมิชอบ

 นายกล้านรงค์ กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงโดยขอเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับระเบียบ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภามาประกอบการพิจารณา และไต่สวนบุคคลที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา ส.ส. และ ส.ว. ที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์แล้ว ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่าการที่ น.ส.รสนา ได้ลาการประชุมในวันที่ 7 ต.ค. 2551 แต่ได้เดินทางไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาในระหว่างที่มีการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีนั้น เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. และ ส.ว.ที่สามารถกระทำได้ แม้ว่า น.ส.รสนา จะไม่ได้ลงชื่อมาประชุม แต่สามารถทำหนังสือแจ้งต่อประธานรัฐสภาเพื่อขออนุญาตลงชื่อมาประชุมในภายหลังได้ ตามระเบียบสภาผู้แทนราษฎร และการที่น.ส.รสนาลุกขึ้นยกมือใช้สิทธิประท้วงการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีนั้น สามารถกระทำได้โดยชอบด้วยข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 ซึ่งได้อนุโลมให้นำมาใช้บังคับกับการประชุมร่วมกันของรัฐสภาด้วย

 นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายสันติสุข โสภณสิริ ผู้ติดตามของ น.ส.รสนา ได้เข้าไปนั่งอยู่ในห้องประชุมรัฐสภานั้น จากการไต่สวนฟังได้ว่านายสันติสุข ได้เดินทางมาที่อาคารรัฐสภาพร้อมกับ น.ส.รสนา แต่เข้าไปรอในห้องรับรองก่อน แต่การที่นายสันติสุขเข้าไปยังห้องประชุมรัฐสภานั้น เนื่องจากเห็นภาพเหตุการณ์จากโทรทัศน์ว่ามีสมาชิกรัฐสภาบางส่วนกำลังรุมล้อมต่อว่า น.ส.รสนา โดยไม่ปรากฏว่า น.ส.รสนา ได้รู้เห็นยินยอมให้นายสันติสุขเข้าไปในที่ประชุมแต่อย่างใด ดังนั้นการกระทำของนายสันติสุขจะไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับของรัฐสภาหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของประธานในที่ประชุมของรัฐสภาในขณะนั้น รวมทั้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐสภาจะเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่อยู่ในฐานะที่จะวินิจฉัยการกระทำของนายสันติสุขในกรณีนี้ได้
 นายกล้านรงค์ กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า จากการไต่สวนข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า น.ส.รสนา มีพฤติการณ์ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ข้อกล่าวหาตามคำร้องขอให้ถอดถอนไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป ตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ให้ส่งรายงานไปยังประธานวุฒิสภา ตามมาตรา 54 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ต่อไป