ข่าว

'ปู'ได้คะแนนเชื่อมั่น5.4เต็ม10

'ปู'ได้คะแนนเชื่อมั่น5.4เต็ม10

18 ส.ค. 2556

ปชช.เกือบ 50% ชี้การเมืองไทยเข้าสู่ขั้นวิกฤต 72% ระบุถึงเวลาต้องปฏิรูป คะแนนความเชื่อมั่น 'นายกฯ' 5.4 คะแนนเต็ม 10

 

                              18 ส.ค. 56  สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง อารมณ์ ความรู้สึก และความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดหัวเมืองใหญ่

                              นางสาวปุณฑรีก์  อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง อารมณ์ ความรู้สึก และความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดหัวเมืองใหญ่ จำนวนทั้งสิ้น 1,614 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 14 - 17 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน ค่าความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.9 ติดต่อข่าวการเมืองเป็นประจำทุกสัปดาห์

                              เมื่อสอบถามถึงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมืองว่าเข้าขั้นวิกฤตแล้วหรือไม่ พบว่า ร้อยละ 49.1 คิดว่าวิกฤตแล้ว ในขณะที่ร้อยละ 50.9 คิดว่ายังไม่วิกฤต ที่น่าสนใจคือ เมื่อสอบถามถึงความคิดเห็นและอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนต่อการเมืองไทยในปัจจุบันในประเด็นต่างๆ พบว่า เกือบร้อยละร้อยหรือร้อยละ 97.1 คิดว่าการเมืองเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ รองลงมา ได้แก่ ร้อยละ 89.9 เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาเจรจากัน ร้อยละ 74.5 รู้สึกเบื่อหน่ายต่อการเมือง ร้อยละ 71.7 รู้สึกวิตกกังวลต่อเหตุการณ์ทางการเมือง ร้อยละ 59.6 เครียดต่อเรื่องการเมือง ร้อยละ 22.4 ระบุขัดแย้งกับเพื่อนบ้านในเรื่องการเมือง ร้อยละ 20.1 ระบุขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงานในเรื่องการเมือง และร้อยละ 18.0 ระบุขัดแย้งกับคนในครอบครัวในเรื่องการเมือง

                              ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.2 ระบุว่าการเมืองเป็นเรื่องของประชาชนทุกคน ในขณะที่ร้อยละ 14.8 ระบุว่าเป็นเรื่องของนักการเมือง นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากหรือร้อยละ 89.4 ระบุว่าควรให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในเวทีปฏิรูปประเทศหรืออยากให้เปิดโอกาสรับฟังเสียงของประชาชนบนพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

                              อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งหรือร้อยละ 59.8 คิดว่าเวทีปฏิรูปประเทศอาจจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศและลดความขัดแย้งได้ ในขณะที่ร้อยละ 40.2 คิดว่าไม่สามารถช่วยได้

                              นอกจากนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญคือ เมื่อสอบถามถึงความเชื่อมั่นที่กลุ่มตัวอย่างมีต่อรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในขณะนี้ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของความเชื่อมั่นอยู่ที่ 5.42 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

                              นางสาวปุณฑรีก์ ผช.ผอ. กล่าวว่า รัฐบาลและฝ่ายการเมืองต้องปรับแนวทางการบริหารจัดการเวลาและความรับผิดชอบระหว่างการเล่นเกมทางการเมืองกับการดูแลความเป็นอยู่และความรู้สึกของประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจข้างต้นว่าประชาชนรู้สึกเบื่อและเห็นว่าการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยควรเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน ดังนั้นแนวทางออกที่น่าพิจารณาในการพัฒนาและปฏิรูปประเทศนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยพลังและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคมในการขับเคลื่อนเพื่อร่วมกันหาแนวทางออกไปสู่การพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ ยั่งยื่น และสามารถแก้ไขได้ทั้งระบบไม่ใช่การให้ความสำคัญเฉพาะจุด เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ การพูดคุยต้องอยู่บนพื้นฐานของการเล่าความจริงประกอบกับเหตุและผลในการถกเถียง นำเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นบทเรียนเพื่อแก้ไขและหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต นำกรณีศึกษาจากต่างประเทศมาเป็นบทเรียน หยิบยกแนวทางที่น่าสนใจมาประยุกต์ใช้ แต่ไม่ใช่การแทนที่เพราะสิ่งที่ต้องคำนึงคือ บริบทของแต่ละประเทศย่อมแตกต่างกัน ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดของประเทศหนึ่ง อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดของอีกประเทศหนึ่งก็ได้

                              จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 48.4 เป็นชาย ร้อยละ 51.6 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 3.9 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 21.8 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 20.4 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 21.1 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 32.8 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 72.6 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 23.2 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ในขณะที่ร้อยละ 4.2 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 32.5 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 30.4 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 9.7 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 9.2 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 7.4 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 6.9 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ และร้อยละ 3.9 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ 

 

 

'สวนดุสิตโพล' เผยปชช.กว่า 72% ชี้การเมืองไทยถึงเวลาแล้วต้องปฏิรูป

 

                              กระแสการเมืองไทยในปัจจุบันมีทั้งเรื่องของความขัดแย้งที่มีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในภาพรวม โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านซึ่งมีทั้งการเมืองในสภาและนอกสภา ประชาชนแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวจึงมีเรื่องของการปฏิรูปการเมืองจากฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะนายกฯยิ่งลักษณ์ ซึ่งก็มีทั้งความคิดเห็นที่แตกต่างกัน จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน“สวนดุสิตโพล”มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สอบถามความคิดเห็นจากประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,648 คน ระหว่างวันที่ 12-17 สิงหาคม 2556

                              สรุปผลดังนี้  1. จากสถานการณ์ทางการเมืองไทย ณ วันนี้ ประชาชนคิดว่าถึงเวลาหรือยังที่จะต้องมี “การปฏิรูปการเมืองไทย”  อันดับ 1. ถึงเวลาแล้ว 72.29% เพราะความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมือง การทุจริตคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจในทางที่ผิดทำให้ประเทศไม่พัฒนา ประชาชนอยู่อย่างลำบาก ฯลฯ อันดับ 2. ยังไม่ถึงเวลา 27.71% เพราะการปฏิรูปการเมืองเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ยังไม่มีรูปแบบแนวทางที่ชัดเจน ฯลฯ

 

                              2. ประชาชนคิดว่าเรื่องใด? ที่การเมืองไทยควรจะปฏิรูปเพื่อให้ดีขึ้น อันดับ 1. ความขัดแย้ง แตกแยกแตกความสามัคคี แบ่งฝักแบ่งฝ่าย 34.55% อันดับ 2. การทุจริตคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด 20.12% อันดับ 3. การเสริมสร้าง ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้กับนักการเมือง ข้าราชการและประชาชน 17.48% อันดับ 4. การใช้กฎหมายในทางที่ถูกต้อง เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 15.86% อันดับ 5. การบริหารและพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี 11.99%

 

                              3. ประชาชนคิดว่าทำไม? “การปฏิรูปการเมือง” จึงเป็นเรื่อง “ยากลำบาก” อันดับ 1. เกิดจากความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย มุ่งแต่เอาชนะคะคานไม่ยอมกัน มีมุมมองที่แตกต่างกัน 34.00% อันดับ 2. มีเรื่องผลประโยชน์การทุจริตคอร์รัปชั่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ความเห็นแก่ตัวเห็นแก่พวกพ้อง 32.73% อันดับ 3. ผู้มีอำนาจใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด การเมืองเข้ามาแทรกแซง ยึดติดระบบการเมืองแบบเก่า 13.09% อันดับ 4. ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ไม่มีแนวทางที่ชัดเจน 11.10% อันดับ 5. ประชาชนไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมทางการเมือง การเมืองมักจะเป็นเรื่องของนักการเมืองเท่านั้น 9.08%

 

                              4. ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่กับแนวทาง/วิธีการปฏิรูปการเมืองไทยของรัฐบาลที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ อันดับ 1. เห็นด้วยในบางเรื่อง 66.17% เพราะรัฐบาลตั้งใจที่จะแก้ปัญหาให้ดีขึ้น สถานการณ์ต่างๆ จะได้คลี่คลาย  แต่บางเรื่องก็ไม่เกี่ยวข้องกับประชาชน เช่น เชิญนักการเมืองระดับโลกมาเข้าร่วม การปฏิรูปการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ ควรศึกษาอย่างละเอียด มีหลายเรื่องที่ควรเร่งดำเนินการ ฯลฯ อันดับ 2. ไม่เห็นด้วยทุกเรื่อง 22.14%  เพราะเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม สิ้นเปลืองงบประมาณ เสียเวลาในการพัฒนาประเทศ ฯลฯ  อันดับ 3. เห็นด้วยทุกเรื่อง 11.69%  เพราะบ้านเมืองจะได้เปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น สิ่งที่ดำเนินการอยู่เป็นการทำเพื่อส่วนรวม ฯลฯ