
เปิดแผนฟื้นฟู'เอสเอ็มอีแบงก์'
เปิดแผนฟื้นฟู 'เอสเอ็มอีแบงก์' เอ็มดีป้ายแดงมั่นใจฝ่าวิกฤติพ้น : โดย...ณัฏฐ์ชิตา เกิดแดง
"ผมจะสามารถนำพาเอสเอ็มอีแบงก์ให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้อย่างแน่นอน อาจหลีกเลี่ยงการเมืองไม่ได้ แต่ต้องดูให้เหมาะสมไม่ให้เกิดปัญหา การทำงานจึงเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้าย"
หลังจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ ว่างเว้นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนองค์กรมานานเกือบปี ล่าสุดเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ก็ได้มือดี "มนูญรัตน์ เลิศโกมลสุข" ที่ขันอาสาเข้ามานั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการ หรือเอ็มดีคนใหม่ เพื่อทำหน้าที่สางปัญหาในองค์กร โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่
"ผมจะสามารถนำพาเอสเอ็มอีแบงก์ให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้อย่างแน่นอน" นั่นคือคำยืนยันจากเอ็มดีป้ายแดงของเอสเอ็มอีแบงก์
เร่งแก้หนี้เน่า-ดูแลลูกค้าจ่อตกชั้น
นายมนูญรัตน์กล่าวว่า ภารกิจเร่งด่วนหลังจากเข้ามารับตำแหน่งคือ การแก้ไขปัญหาหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอลของธนาคารตามแผนฟื้นฟูที่กระทรวงการคลังอนุมัติไปก่อนหน้านี้ โดยตั้งแต่ต้นปีธนาคารมีเอ็นพีแอลทั้งสิ้น 3.2หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 32% ของพอร์ตสินเชื่อรวม 9.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งข้อตกลงที่เอสเอ็มอีแบงก์ทำไว้กับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จะต้องแก้ปัญหาหนี้เสียให้ลงมาอยู่ที่ระดับ 28% ภายในสิ้นปีนี้ โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา หรือสิ้นเดือนมิถุนายน เอสเอ็มอีแบงก์สามารถแก้ไขหนี้เสียไปได้ 4.5 พันล้านบาท แต่พบว่ามีหนี้ตกชั้นมาเป็นเอ็นพีแอลเพิ่มในจำนวนที่เท่ากัน 4.5 หมื่นล้านบาท ทำให้ยอดเอ็นพีแอลรวมยังไม่ลดลง
ดังนั้น จึงเท่ากับการเริ่มแก้ปัญหาหนี้เสียต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ขณะที่เวลาเหลือน้อยลงไม่ถึง 6 เดือนด้วยซ้ำ ซึ่งประมาณเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนก็คงจะเห็นสัญญาณชัดแล้วว่า การแก้ปัญหาหนี้เสียจะทำได้ตามแผนฟื้นฟูเดิมที่ทำไว้หรือไม่ จึงต้องพยายามเร่งทำงานแข่งกับเวลาอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายผลเป็นอย่างไรก็ต้องไปหารือกับทางกระทรวงการคลัง
สำหรับแนวทางการทำงานในขณะนี้ ยังพุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกหนี้รอตกชั้นที่ยังมีอีกประมาณ 5 พันกว่าล้าน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ธนาคารประเมินไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้วจะมีหนี้เสียเพิ่มจาก 3.2 หมื่นล้านบาท เป็น 3.9 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7 พันล้านบาท จึงต้องทำงานเชิงรุก โดยตั้งทีมเข้าไปไปเร่งช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้ลูกหนี้กลุ่มนี้ก่อนจะกลายเป็นหนี้เสีย เช่น หากมีสัญญาณการไม่ชำระหนี้เดือนแรกหรือเข้าเดือนที่สองต้องรีบเข้าไปดูว่าจะช่วยได้อย่างไร อาจจะขยายเวลาการชำระหนี้ให้ยาวขึ้น หรือให้จ่ายค่างวดน้อยลง เพื่อรักษาประวัติให้ดีในระยะ 4-5 เดือน จากนั้นธนาคารก็จะปล่อยกู้เสริมสภาพคล่องให้เพื่อให้ลูกหนี้กลุ่มนี้กลับมาเป็นลูกหนี้ปกติของธนาคาร เพราะน่าจะง่ายกว่าการเข้าแก้ไขหลังจากที่กลายเป็นเอ็นพีแอลแล้ว
รุกปล่อยกู้ใหม่เล็งเจาะกลุ่มโรงสี
นายมนูญรัตน์ กล่าวอีกว่า นอกจากการเร่งแก้หนี้เสีย ดูแลลูกค้ากลุ่มเสี่ยงตกชั้นแล้ว ภารกิจสำคัญอีกด้านคือ ต้องเร่งปล่อยสินเชื่อให้ได้ 1.01 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9 พันล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ ตามแผนงานที่วางไว้ เพราะหากสินเชื่อขยายตัวจะช่วยลดสัดส่วนหนี้เสียลงได้อีกทางหนึ่ง โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ยอมรับว่าสินเชื่อยังขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย ทำได้เพียง 5 พันล้านบาท เพราะอาจจะยังมีปัญหาเรื่องการจัดการและเรื่องบุคลากรและยังไม่มีเอ็มดีใหม่ จึงไม่มีความชัดเจนว่าธนาคารจะเดินไปทิศทางใด
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เข้ามาก็ได้เร่งให้มีการขยายสินเชื่อใหม่ๆ หลายประเภท เช่น สินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือพีไอแอล ซึ่งขณะนี้มีวงเงินเหลือประมาณ 6 พันล้านบาท สินเชื่อแฟกเตอริ่ง หรือผู้ประกอบการยิ้มได้ ที่ทำอยู่แล้วนั้น มีแนวคิดจะขยายวงเงินปล่อยกู้ไปยังกลุ่มผู้ประกอบการโรงสี โดยจะเป็นการรับซื้อลูกหนี้การค้ากลุ่มนี้ด้วยการนำใบเสร็จรับเงินค่าฝากข้าวจากองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และองค์การคลังสินค้า (อคส.) มาขอสินเชื่อจากธนาคารได้ในวงเงิน 80-90% ซึ่งเหตุที่ไม่ให้เต็มวงเงิน เพราะส่วนที่เหลือหักเป็นค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยไป โดยส่วนนี้ตั้งวงเงินไว้ประมาณ 5 พันล้านบาท ไม่แน่ใจว่าจะเพียงพอหรือไม่ เพราะมีโรงสีจำนวนมากที่รอเงินค่ารับฝากข้าวจากทั้ง 2 องค์กร รวมๆ แล้วน่าจะเป็นเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท
“จากที่ผมเคยอยู่ อ.ต.ก.เลยเข้าใจว่าโรงสีมีปัญหาเดือดร้อน เพราะกว่าจะได้เงินจากทั้ง อ.ต.ก.และอคส.ต้องรอ 3-5 เดือน เนื่องจากต้องรอเงินงบประมาณ ทำให้โรงสีอาจขาดสภาพคล่อง เอสเอ็มอีแบงก์จึงเข้าไปรับซื้อลูกหนี้ส่วนนี้แทน แม้จะได้เงินคืนมาช้า แต่ก็เชื่อว่าไม่มีความเสี่ยง เพราะเป็นเงินงบประมาณ นอกเหนือจากว่ารัฐจะไม่มีเงินมาจัดสรรให้ และถือเป็นโครงการที่เคยทำมาเมื่อ 3 ปีก่อน แต่ไม่ได้รับการผลักดันต่อมีการปล่อยสินเชื่อไปเพียง 400 กว่าล้านบาท เลยเอามาปัดฝุ่นใหม่ โดยคาดว่าจะเริ่มเดินหน้าปลายเดือนนี้หลังจากคณะกรรมการสินเชื่อของธนาคารอนุมัตินั้น”
นอกจากนี้ จะมีสินเชื่อใหม่ที่ทำงานร่วมกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อค้ำประกันผู้ประกอบการโอท็อปวงเงินอีก 10,000 ล้านบาท การปรับปรุงประสิทธิภาพของเอสเอ็มอีอีก 10,000 ล้านบาท และปล่อยกู้วิสาหกิจชุมชนอีก 5,000 ล้านบาท รวมวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ในอนาคต รวมทั้งจะขอให้ครม.อนุมัติวงเงินช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบภัยธรรมชาติอีก 2 หมื่นล้านบาท เพื่อให้การทำงานของธนาคารมีความคล่องตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การปล่อยสินเชื่อใหม่นั้น เดิมกระทรวงการคลังขีดเส้นให้เน้นปล่อยรายย่อยวงเงินไม่เกิน 15 ล้านบาท สัดส่วนประมาณ 80% และอีก 20% ปล่อยรายกลางวงเงินที่สูงขึ้นได้ แต่ให้หลีกเลี่ยงรายใหญ่ จึงไปหารือกับกระทรวงการคลังอีกครั้ง และชี้แจงว่าการเน้นปล่อยสินเชื่อรายย่อยหลักไม่กี่แสนบาทนั้น อาจทำให้สินเชื่อใหม่ขยายตัวไม่ได้ตามเป้าหมาย จึงขอผ่อนผันให้สามารถปล่อยสินเชื่อรายที่มากกว่า 15 ล้านบาท ได้มากขึ้น ซึ่งกระทรวงการคลังก็ยินยอม แต่ยังให้เน้นรายย่อยมากกว่า และให้เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทั้งในแง่หลักประกันและการพิจารณาความเสี่ยงของลูกค้าไม่ให้ซ้ำรอยปัญหาในอดีต
ปรับโครงสร้างจัดกำลังคนใหม่
ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ยอมรับว่างานของเอสเอ็มอีแบงก์หนักกว่าที่คิด แต่ยังสู้ต่อไปไหว เพราะชอบความท้าทาย ไม่เช่นนั้นคงผ่านงานที่ อ.ต.ก.มาไม่ได้ เพราะเป็นที่รู้กันว่ามีกลุ่มมีก้อนมีปัญหาเรื่องของคนค่อนข้างมากต้องใช้เวลา 6-7 เดือนกว่าจะลงตัว ดังนั้น ที่เอสเอ็มอีแบงก์เองก็ต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ก่อน เพื่อให้การทำงานเดินหน้าไปได้ โดยมองว่าทั้งสององค์กรมีความแตกต่างเรื่องของการปฏิบัติงานเท่านั้น หากเดินหน้าตามแนวทางที่วางไว้เชื่อว่าสิ้นปีนี้จะทำได้ตามแผนฟื้นฟู
“ยอมรับว่าเรื่องของคนและการบริหารงานภายในเป็นปัญหาที่หนักสุด จึงมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งและผู้รับผิดชอบงานใหม่ให้คนเหมาะสมกับงาน คนที่ไม่ทำงานก็ไม่ควรอยู่ที่เดิมเหมือนกับการขจัดน้ำเน่าเก่าๆ และโชคดีที่ผ่านมายังไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกการทำงาน ซึ่งอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่ก็ต้องดูความเหมาะสมไม่ให้เกิดปัญหาด้วย การทำงานจึงเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้าย โดยการปรับโครงสร้างใหม่จะเริ่มได้ในเดือนกันยายน และโชคดีที่พนักงานไม่มีการต่อต้านแถมให้กำลังใจด้วยซ้ำ”
ส่วนเรื่องการตรวจสอบการทำงานหรือการประเมินผลการทำงานนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลหรือเกรงกลัว เพราะเชื่อมั่นว่าทำงานตามแนวทางที่เหมาะสม จะไม่เข้าไปรื้อปัญหาเก่าๆ ที่สั่งสมมา และการตรวจสอบเรื่องของทุจริตเป็นหน้าที่ของบอร์ด จะเดินหน้าทำงานต่อไปเท่านั้น เพื่อหวังให้เอสเอ็มอีแบงก์ออกจากแผนฟื้นฟูได้อย่างเร็วในต้นปีหน้า เพราะการทำงานต้องคำนึงถึงชื่อเสียงที่สะสมมานานด้วย ซึ่งการออกมาจาก อ.ต.ก.ก็ไม่ได้มีบาดแผลอะไร และไม่ต้องการมามีบาดแผลเอสเอ็มอีแบงก์เช่นกัน
สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนที่ผ่านมา เอสเอ็มอีแบงก์มีกำไรสุทธิ 378 ล้านบาท จนถึงสิ้นปีก็น่าจะทำให้ธนาคารกลับมามีกำไรได้ จากปีก่อนที่ขาดทุนจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่กระทรวงการคลังเห็นชอบให้ธนาคารไม่ต้องตั้งสำรองหนี้เสียส่วนของโครงการสินเชื่อภาครัฐ หรือ พีเอสเอ ที่มีประมาณ 3.4 พันล้านบาทที่เป็นหนี้เสียหรือคิดเป็น 12% ของสินเชื่อพีเอสเอรวม 2.8 หมื่นล้านบาท
ขณะที่แผนการทำงานในระยะปานกลางปีที่ 2-4 นั้น คาดหวังให้เอสเอ็มอีแบงก์กลับมามีความน่าเชื่อถือเป็นที่พึ่งของผู้ประกอบการรายย่อยได้จริง และมีการพัฒนาระบบไอที คอลเซ็นเตอร์ให้สามารถทำธุรกิจได้มากขึ้น รวมถึงการรับฝากเงิน แต่ตอนนี้ต้องวางบุคลากรให้พร้อมรองรับกับการเปลี่ยนแปลงก่อน เพื่อให้เดินหน้าไปได้ตามเป้าหมาย
------------------------
(เปิดแผนฟื้นฟู 'เอสเอ็มอีแบงก์' เอ็มดีป้ายแดงมั่นใจฝ่าวิกฤติพ้น : โดย...ณัฏฐ์ชิตา เกิดแดง)



