
เปิดโฉมหน้า'ร่างแก้ไขรธน.'สู่สภาวาระ2
เปิดโฉมหน้า'ร่างแก้ไขรธน.'สู่สภาวาระ2 : ขนิษฐา เทพจรขนิษฐา เทพจร
วันอังคารนี้ (20 ส.ค.) มีการนัดประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หลังจากคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 3 คณะ ทำงานเสร็จแล้ว โดยใช้เวลานานเกือบ 3 เดือน
ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ร่าง ประกอบด้วย 1.ร่างแก้ไขมาตรา 68 ว่าด้วยสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญและมาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี 2.ร่างแก้ไขมาตรา 190 ว่าด้วยหนังสือสัญญาที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา 3.กลุ่มมาตราที่เกี่ยวกับที่มาของส.ว.
แน่นอน เหตุผลที่ฝ่ายรัฐบาลเลือกนำร่างเกี่ยวกับเรื่องที่มา ส.ว.มาพิจารณาก่อน เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีแรงต้านน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับอีก 2 ร่าง ซึ่งยังไม่มีกำหนดว่าจะนำเข้าที่ประชุมรัฐสภาเมื่อใด
ในส่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา เนื้อหาหลักคือ แก้ไขที่มาของ ส.ว.จากปัจจุบันที่มีจำนวน 150 คน ซึ่งมีที่มา 2 ทาง คือ เลือกตั้งมาจากจังหวัดละ 1 คน และส่วนที่เหลือมาจากการแต่งตั้ง ให้เป็นมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 200 คน
นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังมีการปรับแก้เนื้อหาเพิ่มเติมจากร่างฯ ที่ผ่านชั้นรับหลักการ อีกด้วย
โดยประเด็นสำคัญที่คณะกรรมาธิการแก้ไข คือ "ตัด" คุณสมบัติต้องห้ามของผู้ที่จะลงสมัคร ส.ว. ได้แก่ บุคคลที่เป็นบุพการี คู่สมรส บุตรของ ส.ส. หรือของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น, อดีต ส.ส., อดีตสมาชิกพรรคการเมือง, อดีตนักการเมืองท้องถิ่น ที่พ้นจากตำแหน่งไม่ถึง 5 ปี ออกไป เพื่อให้บุคคลที่ว่านั้นลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ได้
ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า วุฒิสภา อาจจะกลับมามีสภาพเป็น "สภาผัวเมีย" เหมือนก่อนหน้านี้
อีกประเด็นที่คณะกรรมาธิการแก้ไขเพิ่ม คือ เรื่องอำนาจของ ส.ว. ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากที่เป็น ส.ส.รัฐบาล ได้เพิ่มถ้อยคำเพื่อ "ตัดทอนอำนาจ" ส.ว.สรรหา ที่เขาเชื่อว่าเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล ในเรื่องการพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งหรือถอดถอนบุคคลใดออกจากตำแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ไปจนกว่า ส.ว.เลือกตั้งจะมาทำหน้าที่
แน่นอนมีการมองว่าการปรับ-แก้รัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ เป็นการวางหมากเพื่อให้พรรครัฐบาลสามารถกุมอำนาจทั้งรัฐสภาได้แบบเบ็ดเสร็จ
ทั้งนี้มีผู้สงวนคำแปรญัตติในเรื่องนี้มากถึง 202 คน และในจำนวนนั้นมี 57 คนที่ขอคัดค้านที่มาของ ส.ว.ที่ให้มาจากการเลือกตั้งทั้ง 200 คน นอกจากนั้นมีการขอคืนคุณสมบัติต้องห้ามที่กรรมาธิการตัดออกไป เพื่อป้องกันไม่ให้เป็น "สภาผัวเมีย" และประเด็นสำคัญคือ ให้แช่แข็ง ส.ว.ชุดปัจจุบัน ไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ว. ตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข เป็นเวลา 2 ปี เพื่อเลี่ยงคำครหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน
ส่วนร่างแก้ไขมาตรา 68 กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ปรับถ้อยคำให้ชัดเจน คือ "ผู้ที่ทราบการกระทำที่นอกเหนือรัฐธรรมนูญกำหนดเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครอง ต้องยื่นเรื่องผ่านอัยการสูงสุดให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และกำหนดระยะเวลาให้อัยการทำงาน 30 วัน หากพบเป็นการกระทำที่เกินกว่ารัฐธรรมนูญกำหนด ให้อัยการสูงสุดส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยสั่งยุติการกระทำหรือยุบพรรคการเมือง" จากเดิมที่ไม่ได้ระบุข้อความดังกล่าวไว้ และกำหนดด้วยว่า หากภายใน 30 วัน อัยการสูงสุดทำไม่เสร็จก็ให้ประชาชนไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้เพิ่มอำนาจให้อัยการสูงสุดสั่งยุติเรื่องที่ยื่นมาได้ หากพบว่าการกระทำตามคำร้องนั้นไม่เป็นการล้มล้างการปกครองหรือทางลัดที่นำไปสู่อำนาจการปกครองประเทศ และให้ถือเป็นข้อยุติ
ร่างนี้ มีสมาชิกรัฐสภา 203 คน สงวนคำแปรญัตติ แบ่งเป็น “กลุ่ม ส.ส.ประชาธิปัตย์และส.ว.” ขอคงสิทธิ์การตรวจสอบยื่นเรื่องไว้ที่ศาลรัฐธรรมนูญและอัยการสูงสุดและและหากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการกระทำผิด ให้ลงโทษแบนหัวหน้าพรรค-กรรมการบริหารพรรค 5-10 ปี และขอตัดอำนาจของอัยการสูงสุดในการสั่งยุติเรื่อง
ด้าน กลุ่ม ส.ส.เพื่อไทย ฝั่งเสื้อแดง ขอแปรญัตติเพิ่มบทบัญญัติในเรื่องการใช้สิทธิ์และเสรีภาพที่ส่อเป็นการล้มล้างหรือสร้างทางลัดให้ได้อำนาจทางการปกครอง ว่า ไม่รวมถึงการใช้อำนาจ-หน้าที่ของรัฐสภา, สมาชิกรัฐสภา, คณะรัฐมนตรี, ศาล, องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญที่กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญกำหนด และขอยืดเวลาการตรวจสอบของอัยการสูงสุดออกไปอีก 30 วันหากมีเหตุจำเป็น
ในส่วนการแก้ไขมาตรา 237 คณะกรรมาธิการเห็นควรให้เป็นไปตามร่างที่สภารับหลักการไว้ คือ ให้ตัดวรรคสองของมาตรานี้ ที่ให้มีการยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีกำหนดเวลา 5 ปี หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลดังกล่าวมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง หรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ขณะที่มีผู้ขอแปรญัตติให้คงเนื้อหานี้ไว้
สำหรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 กรรมาธิการเสียงข้างมากลงมติให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมจากร่างฯ ซึ่งผ่านชั้นรับหลักการ โดยกำหนดกรอบของหนังสือสัญญาที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนดำเนินการใน 3 กรอบ คือ 1.หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง 2.หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือกฎหมายระหว่างประเทศที่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา และ 3.หนังสือสัญญาที่มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุนจากเดิมที่ระบุเพียงแค่เป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตหรือเขตอำนาจแห่งรัฐทั้งนั้น
นอกจากนั้นกรรมาธิการได้เพิ่มบทบัญญัติให้ ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรชี้ขาดในกรณีที่มีปัญหาการตีความว่าหนังสือสัญญาฉบับใดเข้าข่ายต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา โดยให้สิทธิ์คณะรัฐมนตรี หรือสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 เป็นผู้ยื่นเรื่อง ทั้งนี้ได้กำหนดเวลาให้ศาลรัฐธรรมนูญทำงาน คือ ภายใน 15 วัน ต้องเสร็จ!!
ขณะที่คำแปรญัตติในมาตรา 190 มีจำนวน 178 คน ส่วนใหญ่เป็น ส.ส.ประชาธิปัตย์ และส.ว.กลุ่ม 40 โดยมีสาระของการแปรญัตติ อยู่ 3 ประเด็น คือ 1.จำกัดเวลาให้รัฐสภาพิจารณาหนังสือสัญญาให้เสร็จภายใน 60 วัน หรือ 90 วันเพราะร่างแก้ไขของกรรมาธิการไม่ได้กำหนดไว้ 2.ขอเพิ่มประเภทของหนังสือสัญญาให้ครอบคลุมเรื่องการจัดการ, การคุ้มครองด้านทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและด้านพลังงานที่ไม่ใช่ความร่วมมือทางวิชาการ และ 3.เป็นคำแปรญัตติจากพรรครัฐบาลที่ขอตัดอำนาจ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ในการตีความหนังสือสัญญาออกและเปลี่ยนเป็นหน้าที่ของ "องค์คณะ" ที่ประกอบด้วย ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ประธานวุฒิสภา, ประธานศาลฎีกาและอัยการสูงสุด แทน
บทสรุปของหน้าตารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขใหม่จะเป็นอย่างไร... โปรดติดตาม
เนื้อหาร่างแก้ไข รธน.ของคณะกรรมาธิการฯ
มาตราเกี่ยวกับที่มา ส.ว.
-ส.ว.มาจากเลือกตั้งทั้งหมดจำนวน 200 คน
-ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง จำนวน ส.ว.ของแต่ละจังหวัดขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร และให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือก ส.ว.ได้เพียง 1 คนเท่านั้น
-ไม่ห้ามบุพการี คู่สมรส บุตรของ ส.ส. หรือของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว.
-ตัดข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญปี 50 ที่ห้าม อดีต ส.ส., อดีตสมาชิกพรรคการเมือง, อดีตนักการเมืองท้องถิ่น ที่พ้นจากตำแหน่งทางการเมืองไม่ถึง 5 ปี ลงสมัครรับเลือกตั้ง ออกไป
มาตร 68 เรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
-ผู้ที่ทราบการกระทำที่นอกเหนือรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองต้องยื่นเรื่องผ่านอัยการสูงสุด และให้อัยการดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน หากพบเป็นการกระทำที่ผิด ให้อัยการสูงสุดส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยสั่งยุติการกระทำหรือยุบพรรคการเมือง
-อัยการสูงสุดมีอำนาจสั่งยุติเรื่องที่ยื่นให้พิจารณาหากพบว่าการกระทำนั้น ไม่เป็นการล้มล้างการปกครองหรือทางลัดที่นำไปสู่อำนาจการปกครองประเทศ
มาตร 237 เรื่องการยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค
ตัดโทษยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีกำหนดเวลา 5 ปี หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า บุคคลดังกล่าวมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง หรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
มาตร 190 หนังสือสัญญาที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา
-หนังสือสัญญาที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา มี 3 ประเภท
1.หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง
2.หนังสือสัญญาใดที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือกฎหมายระหว่างประเทศที่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา
3.หนังสือสัญญาที่มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน
-ให้ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรชี้ขาดในกรณีที่มีปัญหาการตีความว่าหนังสือสัญญาฉบับใดเข้าข่ายต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา โดยกำหนดให้พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน
............
(หมายเหตุ : เปิดโฉมหน้า'ร่างแก้ไขรธน.'สู่สภาวาระ2 : ขนิษฐา เทพจรขนิษฐา เทพจร)



