
หงส์คว้าชัย1-0เปิดพรีเมียร์ลีก
'หงส์แดง' ลิเวอร์พูล ประเดิมพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ด้วยการคว้า 3 แต้ม หลังเฉือนชนะ 'ช่างปั้นหม้อ' สโตค หวุดหวิด 1-0 ซิมง มิโญเลต์ เป็นฮีโร่เซฟจุดโทษท้ายเกม
ศึกพรีเมียร์ลีกนัดเปิดฤดูกาลวันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เปิดแอนฟิลด์รับการมาเยือนของ "ช่างปั้นหม้อ" สโตค ซิตี โดยไม่มี หลุยส์ ซัวเรซ ที่ติดโทษแบน แต่ได้ ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ ฟิตกลับมายืนหัวหอก แต่นาทีที่ 9 เป็นทีมเยือนมีลุ้นประตูก่อนจากการยิงเหน่งๆ ของ โรเบิร์ต ฮูธ แต่บอลไปชนคาน
จากนั้น 4 นาที โอกาสเป็นของลิเวอร์พูลบ้างจากการโหม่งของ โคโล ตูเร บอลไปชนคาน และดาเนียล สเตอร์ริดจ์ ซ้ำข้ามคาน จากนั้นเจ้าถิ่นยังมีโอกาสอย่างต่อเนื่อง จนนาทีที่ 38 ก็ได้ประตูขึ้นนำจนได้เมื่อ สเตอร์ริดจ์ สับไกยิงที่หน้าเขตโทษบอลเสียบมุมขวาอย่างสวยงาม จบครึ่งแรก ลิเวอร์พูล นำ 1-0
ช่วงครึ่งหลัง ลิเวอร์พูลยังเดินเกมรุกเป็นส่วนใหญ่ แต่เกือบจะมาพลาดเสียประตูก่อนหมดเวลาเพียงนาทีเดียวเมื่อ ดาเนียล แอ็กเกอร์ ทำแฮนด์บอลกลายเป็นจุดโทษ แต่ยังมี ซิมง มิโญเลต์ ที่เซฟลูกยิงของ โจนาธาน วอลเตอร์ส เอาไว้ได้ ก่อนที่ วอลเตอร์ส เข้าซ้ำ แต่ มิโญเลต์ ก็ยังขวางได้ทัน จบเกม ลิเวอร์พูล ชนะหวุดหวิด 1-0
ขณะที่คู่อื่นๆ สวอนซี 1 - 4 แมนฯ ยูไนเต็ด เวสต์แฮม 1 - 0 คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ เวสต์บรอมวิช 0 - 0 เซาธ์แฮมป์ตัน ซันเดอร์แลนด์ 0 - 0 ฟูแล่ม นอริช ซิตี้ 0 - 0 เอฟเวอร์ตัน และ อาร์เซน่อล 1 - 1 แอสตัน วิลล่า
ชณะที่เกมนัดวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี จะเล่นนัดเปิดฤดูกาลด้วยการมี ชูเซ มูรินโญ กุนซือใหม่หน้าเก่านำทีมลงสนามในลีกรอบนี้เป็นนัดแรกกับ ฮัลล์ ซิตี ไทเกอร์ เวลา 22.00 น. แต่ก็มีปัญหาเรื่องผู้เล่นตัวหลักเล็กน้อยเมื่อ ฆวน มาตา ตัวรุกทีมชาติสเปนยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ ทำให้การเดินเกมรุกน่าจะต้องใช้ เอดอง อาซาร์ด เป็นคนขับเคลื่อนหลัก
นอกจาก อาซาร์ด แล้วตัวทำเกมรุกยังมีตัวเลือกทั้ง ออสการ์, อังเดร ชูร์เล และเควิน เดอ บรุน ขณะที่หัวหอก เดมบา บา กับ เฟอร์นันโด ตอร์เรส จะเบียดแย่งกันเป็นตัวจริง เนื่องจาก โรเมลู ลูคาคู เพิ่งผ่านเกมทีมชาติเบลเยียมมาเกือบทั้งเกมเมื่อกลางสัปดาห์ ส่วนแนวรับสมบูรณ์เต็มที่ตัวหลักอย่าง บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, จอห์น เทอร์รี, แกรี เคฮิลล์, ดาวิด ลุยซ์ และแอชลีย์ โคล พร้อมให้เลือกใช้เต็มที่
ฝั่งฮัลล์ ซิตี ไทเกอร์ ของกุนซือ สตีฟ บรูซ ทีมน้องใหม่ที่เลื่อนชั้นด้วยการเป็นรองแชมป์แชมเปี้ยนชิพ มีการเสริมทีมอย่างเต็มที่โดยเฉพาะนักเตะที่มีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกมาแล้วไม่ว่าจะเป็น เคอร์ติส เดวิส จากเบอร์มิงแฮม, อาเหม็ด เอลโมฮัมมาดี จากซันเดอร์แลนด์, ไมเนอร์ ฟิเกอรัว จากวีแกน, ดาเนียล เกรแฮม จากซันเดอร์แลนด์ และทอม ฮัดเดอร์สตัน กับ เจค ลิเวอร์มอร์ 2 กองกลางจากสเปอร์ส ซึ่งบรรดานักเตะหลักไม่มีปัญหาการบาดเจ็บสามารถลงสนามกันได้ครบ และฟอร์มล่าสุดก็ถือว่าทำได้ดีเอาชนะ รีล เบติส มา 3-0 ในเกมอุ่นเครื่อง
เกมอีกคู่ในเวลา 19.30 น. เป็นเกมดาร์บีแมทช์กรุงลอนดอน "ปราสาทเรือนแก้ว" คริสตัล พาเลซ ทีมน้องใหม่อีกทีมที่เลื่อนชั้นมาด้วยการเพลย์ออฟ จะเปิดเซลเฮิร์สท์ ปาร์ค รับการมาเยือนของ "ไก่เดือยทอง" สเปอร์ส โดย เอียน ฮอลโลเวย์ มีการเสริมทีมพอสมควรไม่ว่าจะเป็น นีล อเลกซานเดอร์ นายทวารตัวเก๋าจากกลาสโกว์ เรนเจอร์ส, เฌอโรม โธมัส จากเวสต์บรอมวิช และล่าสุดคือ มารูยาน ชามัคห์ จากอาร์เซนอล แต่เกมนี้จะยังไม่มี เฌอโรม โธมัส ที่เจ็บข้อเท้าต้องพักถึงสิ้นเดือน
สเปอร์ส ของกุนซือ อังเดร บียาส โบอาส จะไม่มี แกเรธ เบล ซูเปอร์สตาร์คนสำคัญที่กำลังมีข่าวย้ายทีมไป "ราชันชุดขาว" รีล มาดริด ลงสนาม โดย บียาส อ้างว่า เบล ยังคงมีอาการบาดเจ็บ แต่ก็ได้ตัวเสริมชั้นดีอย่าง เอเตียน กาปู, นาเซอร์ ชัดลี, เปาลินโญ ซานโตส และโรแบร์โต โซลดาโด เข้ามาเสริมทีม
แนวรับยังคงไม่มี แยน แฟร์ทองเกน ที่มีอาการเจ็บข้อเท้า จึงต้องใช้ ไมเคิล ดอว์สัน เล่นกับ ยูเนส คาบูล ไปก่อน ขณะที่ฟูลแบ็กมีตัวเลือกให้ใช้เต็มทีม แดนกลาง เปาลินโญ ซานโตส กับ เอเตียน กาปู น่าจะได้ประเดิมสนามในพรีเมียร์ลีกพร้อมๆ กัน แต่ก็ต้องเบียดแย่งตำแหน่งตัวจริงกับ มุสซา เดมเบเล และซานโดร ขณะที่ตัวริมเส้นน่าจะใช้ แอรอน เลนนอน กับ นาเดอร์ ชัดลี ค่อนข้างแน่ เพราะลูอิส โฮลท์บี ยังมีอาการบาดเจ็บ แนวรุก โรแบร์โต โซลดาโด จะยืนเป็นหัวหอกตัวหลัก



