
เมื่อโจทย์ถูก ก็ทำให้ถูก
เมื่อโจทย์ถูก ก็ทำให้ถูก : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
นั่งมองและนึกย้อนถึงตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ค้นพบว่า ปีนี้เป็นปีที่ตลาดหุ้น “ชัดเจน” แบบเวลารักก็รักจริง และเวลาเกลียดก็เกลียดจริงมาก ตั้งแต่ไตรมาสแรกที่ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หอบหิ้วให้คนลงทุนหน้าใหม่ที่ทนกลิ่นเย้ายวนไม่ไหวเข้ามาตกหลุมรักและโรมรันพันตูอยู่ได้ชั่วมื้อชั่วยาม ตลาดหุ้นในไตรมาสที่ 2 ก็กลายร่างเป็นยักษ์เป็นมาร สะบัดซ้ายขวาหน้าหลังจนคนรักบอบช้ำ สูญเงินเสียทองย่อยยับไปนับพันนับหมื่นราย
ผ่านไตรมาสที่ 3 มาได้ครึ่งทาง จนถึงกลางเดือนสิงหาคม ตลาดหุ้นก็แสดงอาการหมดอาลัยตายอยาก ด้วยการเคลื่อนไหวแบบซึมๆ เศร้าๆ เหมือนคนที่อยู่ไปวันๆ มีลมหายใจแผ่วๆ รอให้ปัจจัยใหม่ ไม่ว่าจะดีหรือร้ายเข้ามากระทบ เพื่อเคลื่อนตัวไปในด้านใดด้านหนึ่ง
ถ้าถามความเห็นส่วนตัว ในฐานะคนไม่เล่นหุ้นแล้ว ยอมรับว่า บางทีก็อดพึงพอใจกับการเคลื่อนไหวที่ “ชัดเจน” ของตลาดหุ้นแบบนี้ไม่ได้ ด้วยเหตุที่คนหน้าใหม่ที่ยังไม่เชี่ยวชาญ ไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก จะต้องได้รับ “บทเรียน” ติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง
บททดสอบราคาแสนแพงเท่าไหร่ ความเก่งฉกาจก็มากขึ้นเท่านั้น ไม่เว้นแม้แต่ในเรื่องการลงทุน
นั่งพินิจข้อมูลตลาดหุ้นมาถึงตอนนี้ นึกย้อนได้ว่า เมื่อประมาณเดือนที่แล้ว มีผลสำรวจความเห็นในเรื่องของการลงทุนและความเชื่อมั่นที่สะท้อนให้เห็นภาพ “สุดโต่ง” แบบซ้ายสุด-ขวาสุดในเรื่องการบริหารจัดการเงิน ซึ่งน่าจะสะท้อนให้เห็นว่า ทัศนคติ ความคาดหวังและพฤติกรรมการบริหารจัดการเงินอย่างแท้จริงของคนในหลายๆ ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียนั้น คิดกันอย่างไรและทำกันอย่างไร
ผลสำรวจที่ว่า เป็นดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนของแมนูไลฟ์ในเอเชีย จากการทำสำรวจโดยการสัมภาษณ์นักลงทุนกว่า 3,500 คน ใน 7 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งบ่งชี้ว่า แนวโน้มความเชื่อมั่นของนักลงทุนเป็น “ขาขึ้น” สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นในแคนาดาและสหรัฐอเมริกา (ที่ต้องเทียบกับแคนาดา เพราะสำนักงานใหญ่ของแมนูไลฟ์อยู่ที่นั่น ส่วนอเมริกาก็น่าจะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของแมนูไลฟ์)
ผลสำรวจบอกว่า ความเชื่อมั่นทุกตลาดเป็นบวก ยกเว้น “ฮ่องกง” และความเชื่อมั่นก็สูงขึ้นเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะในญี่ปุ่น ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุก
ประเด็นสำคัญของผลสำรวจ กลับอยู่ตรงที่ แม้ว่าความเชื่อมั่นจะเพิ่มขึ้น และนักลงทุนเอเชียตอบสนองต่อสัญญาณการฟื้นตัวของปัจจัยพื้นฐาน แต่กลับพบว่า “นักลงทุนหลายรายยังไม่พร้อมที่จะเข้าลงทุน และเลือกใช้วิธีถือเงินสดเป็นจำนวนมากไว้แทน”
“นั่นทำให้พวกเขาสูญเสียเงินไปโดยปริยาย” โรเบิร์ต เอ คุ้ก ผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียของแมนูไลฟ์ระบุ
จากจุดนี้เองที่แมนูไลฟ์ระบุในผลสำรวจว่า “แม้ผลสำรวจโดยรวมจะออกมาเป็นบวก แต่ก็มี ‘จุดอ่อน’ ของความเชื่อมโยงระหว่างความเชื่อมั่นกับแผนการลงทุน” เช่น ในญี่ปุ่น ที่นักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้น แต่ผู้ที่วางแผนลงทุนอย่างจริงจังกลับมีจำนวนต่ำกว่าจีนและไต้หวัน ที่ความเชื่อมั่นต่ำกว่า
นอกจากนี้ยังพบการลงทุนที่มี “ช่องว่าง” ระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทนสูง โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ “เงินสด” และ “หุ้น” ซึ่งพบว่า เป็นสองผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ถือครองมากที่สุดสองอันดับแรก
ผลสำรวจของแมนูไลฟ์เอเชีย ระบุด้วยว่า นักลงทุนในเอเชียอยู่ในภาวะ “ถือเงินสดมากเกินไป” โดย 40% ของสินทรัพย์ผู้ตอบแบบสอบถามถืออยู่ คือ เงินสด และยังพบว่า เงินสดที่ถืออยู่นั้นสูงถึงสองเท่าเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ ที่ถือครองรองลงมา ซึ่งได้แก่ ประกันภัยและหุ้น
ในขณะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเป็นบวก แต่นักลงทุนยังพอใจที่จะถือ “เงินสด” เป็นสินทรัพย์อันดับแรก แต่นักลงทุนกลับคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงเกินความเป็นจริง ! ดูเป็นเรื่องที่สับสนอลหม่านไปหมด
โรนัลด์ ชาน หัวหน้าส่วนการลงทุนตราสารทุนภูมิภาคเอเชีย ของแมนูไลฟ์ แอสเซท แมเนจเม้นท์ เปิดเผยว่า นักลงทุนในภูมิภาคเอเชียคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงเกินความเป็นจริง โดยนักลงทุนครึ่งหนึ่งที่สำรวจระบุว่า คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ราว 20% จากการลงทุนในหุ้น ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่แท้จริงในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาถึงสองเท่าตัว
“ความคาดหวังต่อตลาดหุ้นของนักลงทุนค่อนข้างสูง แม้ว่าย้อนหลังกลับไป 1 ปีที่ผ่านมา ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นจะปรับตัวดีขึ้น และยังมีโอกาสมากมายในตลาดหุ้นสำหรับนักลงทุนก็ตาม”
สุดท้ายลองกลับมาดูในบ้านเรา “ต่อ อินทวิวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า สำหรับนักลงทุนไทยนั้น แม้เงินฝากธนาคารจะยังเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนไทยถือครองมากที่สุด แต่เชื่อว่า เงินฝากธนาคารนั้นได้นำไปกระจายลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นแล้ว เพราะอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันต่างจากเมื่อ 20 ปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ตัวเลขสองหลัก
“ปัจจุบันนักลงทุนจำเป็นต้องหาทางเลือกในการลงทุน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มสินทรัพย์ลงทุนของตนเอง ซึ่งสินทรัพย์ประเภทหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คือ หุ้น ซึ่งนักลงทุนสามารถลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้โดยตรง หรือลงทุนผ่านกองทุนรวมต่างๆ เช่น กองทุนหุ้น กองทุนผสม หรือกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในต่างประเทศ ขณะที่การส่งเสริมการขายกองทุนรวมอย่างแข็งขันจากบริษัทจัดการกองทุน และกลุ่มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่งผลให้นักลงทุนมีความสนใจลงทุนเพิ่มขึ้น”
ผู้บริหาร บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลด้วยว่า จากแรงกระตุ้นดังกล่าวทำให้อัตราการเข้าลงทุนในกองทุนรวม พิจารณาจากจำนวนบัญชีผู้ถือหน่วยลงทุนซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 1.48 ล้านบัญชีในปี 2550 มาอยู่ที่ 3.55 ล้านบัญชีในปี 2555 หรือเพิ่มขึ้นถึง 140 ซึ่งเชื่อว่า สัดส่วนดังกล่าวนี้จะเพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่รวดเร็วยิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต
หากจะหาข้อสรุปจากผลสำรวจของแมนูไลฟ์ที่จัดทำขึ้น เพื่อขมวดปมให้ผู้อ่านได้เห็นอะไรบางอย่าง ก็ต้องบอกว่า ในเรื่องของการลงทุน นอกจากความคิดต้องเป็นแบบแผนแล้ว ในทางปฏิบัติต้องทำให้เกิดขึ้นจริง
เมื่อมองจุดเริ่มต้นของผลสำรวจว่า ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนเพิ่มขึ้น เชื่อมต่อมาถึงความคาดหวังจากผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการถึง 20% สูงกว่าค่ามาตรฐานถึงเท่าตัว ทั้งความเชื่อมั่นและความคาดหวัง น่าจะผลักดันให้นักลงทุนตัดสินใจลงทุนในหุ้น ซึ่งดูเหมือนจะตอบโจทย์ได้ทั้งหมด แต่กลายเป็นนักลงทุนกลับเลือกที่จะถือครองเงินสดมากกว่า กลายเป็นความสับสนที่อาจจะทำให้เป้าหมายที่ต้องการไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
ในการลงทุน หลายครั้งเราพบว่า เพราะโจทย์ผิดทำให้เราบรรลุเป้าหมายทางการเงินไม่ได้ แต่หลายครั้งเราก็พบว่า โจทย์นั้นถูกต้องแล้ว แต่เราลงมือทำแบบผิดๆ หรือไม่ลงมือทำ เราก็ไม่มีทางบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เช่นกัน
หมายความว่า นอกจากจะต้องลงมือทำแล้ว ยังต้องทำให้สอดคล้องกับความคิด และเป้าหมายชีวิตที่วางไว้ข้างหน้าด้วย
......................................
(เมื่อโจทย์ถูก ก็ทำให้ถูก : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



