
ท่องสวนลำไย'นิเวศน์ โอดบาง'
ท่องสวนลำไย'นิเวศน์ โอดบาง' ดูวิธีจัดการแบบ'ทรงพุ่มเตี้ย' : คอลัมน์ท่องโลกเกษตร : โดย...พรสวรรค์ มีสุข
จากชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีพื้นที่ทำกินเป็นของตนเอง ใช้ชีวิตโดยอาศัยที่ดินทำกินของราชพัสดุมาตลอดชั่วอายุหลายสิบปี อดทนและพยายามพัฒนาบั้นปลายชีวิตของตนจนกลายเป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้า หัวคิดทันสมัย ก้าวทันเทคโนโลยี ตามหลักการและแนวคิด "สมาร์ทฟาร์มเมอร์" ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับ "นิเวศน์ โอดบาง" เกษตรกรเจ้าของสวนลำไยในตำบลดอยหล่อ อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ เพื่อก้าวสู่เกษตรกรยุคใหม่ จนกระทั่งปัจจุบันเขากลายผู้นำเกษตรกรได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดเกษตรกรทำสวนระดับจังหวัด และเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรสวนลำไยในทุกภาคส่วนของจ.เชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง
นิเวศน์ เล่าให้ฟังว่า จากเดิมตนและครอบครัวไม่มีที่ทำกินเป็นหลักเป็นฐาน กระทั่งปี 2521 ตนได้ที่ทำกินจากรัฐบาลตามโครงการจัดสรรที่ดินทำกินเกษตรกรจอมทองมาจำนวน 10 ไร่ ทั้งนี้ เพราะบิดาเป็นอดีตทหารผ่านศึก ตนและครอบครัวจึงมีโอกาสได้รับที่ดินทำกินจากรัฐบาล
"ตอนนั้นที่ดินที่ได้มาเป็นดินทรายผสมกับดินลูกรังนับว่าเป็นพื้นดินที่มีสภาพเสื่อมโทรมค่อนข้างมาก อีกทั้งยังขาดแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตร ชาวบ้านหลายคนที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้ได้อพยพออกจากพื้นที่เพื่อเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์กว่า แต่ผมกลับยึดหลักคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงดำรัสไว้ว่า "ระหว่างเบ็ดกับปลาจะเลือกอะไร" ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ตัดสินใจเลือกที่จะอยู่ในพื้นที่อันเสื่อมโทรมนี้ต่อไป"
ด้วยความที่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาขาดทักษะความรู้ความชำนาญด้านการเกษตร ทำให้ "นิเวศน์ โอดบาง" จึงทำได้เพียงทดลองปลูกพืชเศรษฐกิจต่างๆ ที่สามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวและพยายามฟื้นฟูสภาพพื้นดินให้มีความอุดมสมบูรณ์มากพอที่จะปลูกพืชพันธุ์ทางการเกษตร ในครั้งนั้นเขาพยายามที่จะปลูกมะม่วงและลำไยควบคู่กันไปเพื่อหวังว่าจะนำผลผลิตที่ออกมาไปจำหน่ายตามท้องตลาดตลอดช่วงฤดูกาล แต่ผลผลิตก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
"ก่อนจะลงมือปลูกอย่างจริงจังก็ไปขอคำแนะนำจากผู้รู้หลายๆ ท่านแล้วนำมาทดลองทำดู เริ่มจากขอข้อมูลเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่และไปหาอาจารย์พาวิน มะโนชัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องลำไยที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งทั้งสองที่ก็แนะนำตรงกันว่าให้ปลูกลำไยทรงพุ่มเตี้ย เพราะจะช่วยลดต้นทุนการเก็บเกี่ยวและให้ผลผลิตสูง แล้วก็ยังไปศึกษาดูงานการจัดสวนลำไยทรงพุ่มเตี้ยอีกหลายแห่ง ก่อนจะมาทดลองทำกับสวนตนเอง"
นิเวศน์เล่าต่อว่า ในอดีตครอบครัวมีที่ดินทำกินเพียง 10 ไร่เท่านั้น แต่ด้วยความขยันบวกกับความอดทน ปัจจุบันสามารถพัฒนาพื้นที่บริเวณใกล้เคียงให้เป็นพื้นที่ที่สามารถใช้งานปลูกพืชผลทางการเกษตรได้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 20 ไร่แล้ว โดยแบ่งพื้นที่ทั้งหมดเป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ ขุดสระ 1 ไร่ ปลูกพืชใช้สอยต่างๆ 1 ไร่ และที่เหลืออีกประมาณ 17 ไร่ ใช้ปลูกลำไยพุ่มเตี้ยทั้งหมดตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกลำไยในรูปแบบใหม่
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา นิเวศน์ พยายามศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน จึงเข้าร่วมโครงการผลิตลำไยคุณภาพตามคำแนะนำของสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่และมีโอกาสเข้าร่วมการอบรม รวมทั้งศึกษาดูงานจากหน่วยงานต่างๆ ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการปลูกลำไยหลายครั้ง ปัจจุบันค้นพบวิธีการปลูกลำไยรูปแบบใหม่ที่เรียกกันว่า "ลำไยพุ่มเตี้ย" ซึ่งเป็นที่นิยมปลูกกันในประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน ยุโรป อเมริกาและออสเตรเลีย
"สวนผมจะใช้วิธีปลูกแบบระยะชิด ซึ่งจากเดิมจะปล่อยให้ต้นลำไยมีทรงพุ่มสูงใหญ่ โดยมีการตัดแต่งกิ่งที่อยู่ด้านล่างออก บังคับให้ต้นลำไยมีการเจริญในด้านส่วนสูงมากขึ้น ทำให้ไม่สะดวกต่อการจัดการและปรับปรุงคุณภาพให้ผลผลิตมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น แต่การปลูกลำไยทรงพุ่มเตี้ยนี้ทำได้ง่ายและสะดวกต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตและยังสามารถลดต้นทุนการผลิตได้หลายเท่าตัว อีกทั้งเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพมากขึ้นตามไปด้วย"
สมาร์ทฟาร์มเมอร์คนเดิมแจงรายละเอียดต่อว่าสำหรับการเริ่มต้นการทำเกษตรสมัยใหม่สไตล์สมาร์ทฟาร์มเมอร์นั้น สิ่งแรกต้องกล้าตัดสินใจ หมั่นศึกษาหาความรู้และสร้างความเข้าใจด้านการเกษตร รู้จักวางแผนการลงทุนและสามารถหาตลาดส่งออกได้ ซึ่งตั้งแต่ตนปลูกลำไยมากว่า 10 ปี ทำให้รู้อะไรหลายๆ อย่าง จากประสบการณ์และจากที่ไปศึกษาอบรมมาแต่ละครั้ง ก็พยายามเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ทำให้ชีวิตสบายขึ้นมาก ตั้งแต่รู้จักกับวิธีการปลูกลำไยพุ่มเตี้ย
"แต่เดิมในสวนลำไยจะพบปัญหาต้นลำไยโค่นล้ม มีแมลงและหญ้าเป็นจำนวนมาก ทำให้เสียเวลาในการพ่นยาและการปรับแต่งบำรุงต้นลำไย ได้ผลผลิตมาก แต่ไม่ได้คุณภาพ แถมประสบกับปัญหาราคาตกต่ำ แต่ปัจจุบันมีการปรับปรุงด้วยวิธีการหันมาปลูกลำไยนอกฤดูกาล"
นิเวศน์ย้ำด้วยว่า สำหรับการวางแผนปลูกลำไยนอกฤดูกาลนั้น เบื้องต้นแบ่งลำไยออกเป็น 4 รุ่น แต่งกิ่งให้ต้นเตี้ยลง ติดมินิสปริงเกอร์ไว้ตามต้นลำไยใช้ระบบการปล่อยน้ำตามสายมินิสปริงเกอร์ ซึ่งหลังจากมีการแต่งกิ่งในแต่ละครั้งจะนำใบมาทำปุ๋ยหมักชีวภาพเพื่อนำกลับไปใช้ต่อ และสิ่งที่ได้มาคือ ดินที่มีสภาพเสื่อมโทรมกลับมาอุดมสมบูรณ์ ไม่เสียเวลาในการเก็บเกี่ยว ต้นลำไยไม่โค่นล้มเนื่องจากแรงของลมจะพัดผ่านได้ ปัญหาแมลงก็ไม่มีเพราะแสงแดดส่องได้ทั่วถึง อีกทั้งยังลดเวลาในการลดน้ำต้นลำไย และประหยัดต้นทุนในการผลิตไปในตัวอีกด้วย
"เมื่อก่อนใช้ทั้งปุ่ยเคมี ยาปราบสัตรูพืช สารเร่งทุกชนิดที่เขาบอกว่าดีกับสวนลำไย ผมซื้อมาใช้หมด แต่ผลที่ได้รับกลับไม่เป็นไปตามที่โฆษณาไว้ จากนั้นจึงเลิกใช้สารเคมีทุกชนิดแล้วกลับมาผลิตปุ๋ยใช้เอง เป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ แม้จะไม่ได้ผลทันตาเห็น แต่ก็เป็นผลดีในระยะยาว ผมลองเปรียบเทียบกับสวนของเพื่อนบ้านที่ยังใช้วิธีแบบเดิม ตอนนี้มีแต่หนี้กับหนี้ เพราะลงทุนไปกับค่าปุ๋ยค่ายาเยอะมาก แต่ได้ผลผลิตไม่คุ้มทุน" นิเวศน์เผยทางออกในการหันมาทำสวนลำไยอินทรีย์ ซึ่งเป็นผลดีต่อเจ้าของสวนและปลอดภัยกับผู้บริโภคด้วย
ปัจจุบันนี้การปลูกลำไยทรงพุ่มเตี้ย ตามแบบฉบับเกษตรกรต้นแบบอย่างเขากำลังได้รับการแพร่หลายในหมู่เกษตรกรผู้ปลูกลำไยในภาคเหนือ เพราะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าการจัดการสวนแบบนี้เป็นที่ยอมรับของกลุ่มเกษตรลำไย เนื่องจากผลผลิตที่ออกมานั้นมีคุณภาพสูง ลำไยมีผลใหญ่ขึ้นและส่วนมากจะอยู่ในระดับเกรดเอเกือบทุกรุ่น ส่งผลให้จำหน่ายได้ราคาดีและเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ จึงนับเป็นเกษตรกรคนเก่งตามแนวคิดและหลักการ "สมาร์ทฟาร์มเมอร์" อย่างแท้จริง
.............................
หลักการสู่"สมาร์ทฟาร์มเมอร์"
ปรับแนวคิด ------สมาร์มฟาร์มเมอร์ -------วางแผนการตลาดโดยใช้ตลาดนำ
- มีความรู้ในอาชีพ
- มีข้อมูลในการตัดสินใจ
- คุณภาพสินค้า
- ความปลอดภัยของผู้บริโภค
- เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- ภูมิใจในการเป็นเกษตรกร
.............................
(ท่องสวนลำไย'นิเวศน์ โอดบาง' ดูวิธีจัดการแบบ'ทรงพุ่มเตี้ย' : คอลัมน์ท่องโลกเกษตร : โดย...พรสวรรค์ มีสุข)



