ข่าว

ทวงแผนยุติค้า'ช้าง'หวั่น'ไทย'ขึ้นบัญชีดำ

ทวงแผนยุติค้า'ช้าง'หวั่น'ไทย'ขึ้นบัญชีดำ

17 ส.ค. 2556

ทวงแผนยุติค้า'ช้าง'หวั่น'ไทย'ขึ้นบัญชีดำ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

             12 สิงหาคม ถือเป็น "วันช้างโลก" (World Elephant Day) ปีนี้เครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์สัตว์ให้เป็นวันดีเดย์ในการทวงถาม "แผนปฏิบัติการยุติค้างาช้าง" จาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เคยรับปากไว้ต่อหน้าผู้แทน 178 ประเทศ

              ย้อนไปเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กลุ่มต่อต้านการลักลอบค้างาช้างทั่วโลก รวมตัวกันยื่นสมุดลงรายชื่อกว่า 5 แสนคนให้นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมไซเตส หรืออนุสัญญาภาคีสนธิสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ระหว่างวันที่ 3-15 มีนาคม 2556 ในวันนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ แสดงเจตจำนงชัดเจนในพิธีเปิดประชุมว่า                              

              “ช้าง” เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย ทั้งด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ทำให้ช้างปรากฏอยู่ในสัญลักษณ์ของชาติมาโดยตลอด เช่น ในธงชาติไทยแบบเก่า รวมถึงสัญลักษณ์ในกองทัพและสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ รัฐบาลรับปากว่าจะมีมาตรการแก้ปัญหาค้างาช้างผิดกฎหมายอย่างเร่งด่วน เช่น กระตุ้นหน่วยข่าวกรองและกรมศุลกากรจัดการเรื่องนำเข้างาช้างผิดกฎหมาย ให้มีกฎหมายควบคุมการค้างาช้างบ้าน และแก้ไขกฎหมายตามมาตรฐานสากลเพื่อยุติการค้างาช้างอย่างสิ้นเชิง

              นับจากวันที่รับปากอย่างแข็งขันต่อหน้าผู้แทนประเทศและสื่อมวลชนทั่วโลก ณ ขณะนี้เวลาผ่านไปได้ 5 เดือนแล้ว ดูเหมือนยังไม่มีข้อบังคับหรือแผนปฏิบัติการอะไรออกมาชัดเจน... 

              "ปัญหาค้างาช้าง" ถือเป็นประเด็นระดับโลก เนื่องจากในแต่ละปีมีช้างเอเชียและแอฟริกาเกือบ 3 พันตัวถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม ตัวเลขล่าสุดเฉพาะปีที่แล้วพบช้างในอุทยานประเทศแคเมอรูนถูกฆ่า เพื่อเอางามากกว่า 400 ตัว หากดูสถิติปี 2555 มีการจับยึดงาช้างทั่วโลกมาเป็นของกลางมากถึง 5,259 กิ่ง น้ำหนักงาช้างรวมมากกว่า 2.3 หมื่นกิโลกรัม หมายความว่ามีช้างถูกฆ่าตายทั่วโลกไปแล้วปีเดียวไม่ต่ำกว่า 2,600 ตัว ยังไม่รวมถึงงาช้างในตลาดมืดที่ยังจับไม่ได้อีกจำนวนมหาศาล ดังนั้นแต่ละประเทศจึงถือเป็นวาระเร่งด่วนต้องรีบจัดการ

              "จันทน์ปาย องค์ศิริวิทยา" ผู้จัดการงานรณรงค์ต่อต้านการค้าสัตว์ป่า WWF ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า คณะกรรมาธิการไซเตสจัดกลุ่มประเทศไทยเป็น 1 ใน 8 ประเทศที่มีปัญหาเรื่องงาช้างมากที่สุดในโลก อีก 7 ประเทศที่เหลือคือ จีน เคนยา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อูกันดา แทนซาเนีย และเวียดนาม โดย 8 ประเทศนี้ต้องเสนอแผนปฏิบัติการว่าด้วยควบคุมการลักลอบค้างาช้างแห่งชาติ ให้ตัวแทนไซเตสรับทราบภายในเดือนกรกฎาคม 2557 หากประเทศไหนละเลยไม่ทำตามจะถูกขึ้นบัญชีดำหรือโดนแบล็กลิสต์ จากนั้นประเทศสมาชิกทั้งหมดจะคว่ำบาตรไม่ค้าขายด้วย

              "ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะถ้าไทยโดนขึ้นแบล็กลิสต์จะส่งผลเสียหายต่อการค้าพืชสัตว์หลายร้อยล้านบาท อย่างในอดีตที่เคยโดนมาแล้วปี 2534 เป็นเรื่องเกี่ยวกับเสือ ตอนนั้นไซเตสให้เสนอแผนแก้ปัญหาเสือสูญพันธุ์มา แต่รัฐบาลไทยไม่สน คิดว่าไม่ใช่ปัญหาสำคัญ เราโดนมาตรการขั้นเด็ดขาดสั่งคว่ำบาตรการค้าเลยนะ หมายถึงห้ามประเทศสมาชิกไซเตสซื้อขายชนิดพันธุ์พืชและสัตว์กับไทย ปรากฏว่าธุรกิจกล้วยไม้ไทยที่ส่งขายต่างประเทศได้รับความเสียหายมาก โดนลงโทษไปประมาณ 8 เดือน ก่อนจะรีบจัดทำแผนส่งให้ไซเตส คราวนี้ก็เหมือนกัน เรื่องงาช้างยังไม่เห็นมีแผนอะไรชัดเจนออกมา อาจโดนอีกก็ได้"

              ตัวแทนนักอนุรักษ์สัตว์ข้างต้น แสดงความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการยุติการค้างาช้างของประเทศไทยว่า ต้องมีมาตรการสำคัญอย่างน้อย 3 อย่าง ได้แก่ 1.เร่งแก้กฎหมายเรื่องช้างและงาช้างให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพิ่มบทลงโทษให้หนักกว่าเดิม เนื่องจากทุกวันนี้มีกฎหมายเกี่ยวกับช้างอยู่ไม่น้อยกว่า 5 ฉบับ แต่ละกระทรวงยึดถือระเบียบแตกต่างกัน ไม่มีการประสานงานอย่างเป็นระบบ เช่น กฎหมายดูแลช้างบ้านเป็นของกระทรวงมหาดไทย ช้างตายโดนตัดงาไปต้องแจ้งตาม พ.ร.บ.เคลื่อนย้ายซากสัตว์ ขึ้นอยู่กับกรมปศุสัตว์ การเอางาช้างที่ตายมาทำเครื่องประดับต้องขออนุญาตกระทรวงพาณิชย์ ฯลฯ หากจะแก้ไขต้องให้รวมเป็นกฎหมายช้างฉบับเดียวกัน ถ้าใครมีงาช้างไว้ครอบครองแล้วระบุไม่ได้ว่ามาจากช้างตัวไหน ไม่มีหลักฐานหรือทะเบียนมายืนยันให้จับกุมแล้วลงโทษทันที 2.ให้ทุกหน่วยงานทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียว มีเจ้าภาพดูแลปัญหาเรื่องช้างโดยเฉพาะ 3.เพิ่มจำนวนและสวัสดิการให้เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ เพราะที่ผ่านมาการทำงานป้องกันและปราบปรามการลักลอบซื้อขายช้างไม่บรรลุผลสำเร็จเพราะไม่มีกำลังเจ้าหน้าที่และงบประมาณที่เพียงพอ     

              สำหรับผู้คลุกคลีกับปัญหาช้างมาหลายสิบปี "โซไรดา ซาลวาลา" เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนช้าง เสนอว่า ต้องมุ่งเป้าไปที่ร้านขายเครื่องประดับงาช้าง เพราะเป็นแหล่งสำคัญในการแปรรูปก่อนส่งให้ลูกค้าทั่วโลก ควรทำบัญชีสินค้าที่มีอยู่ในปัจจุบันทุกชิ้น และถ้าจะมีชิ้นใหม่เพิ่มต้องระบุได้ว่ามาจากงาช้างบ้านตัวไหน ทะเบียนอะไร ช้างชื่ออะไร แหล่งกำเนิดที่ใด มีระบบตรวจสอบการสวมใบทะเบียนปลอมด้วย เพราะตั๋วใบหนึ่งอาจใช้ซ้ำไปซ้ำมา หากเป็นไปได้ควรระบุด้วยว่าช่างฝีมือที่แกะสลักงาช้างเป็นใครอยู่จังหวัดใด

              "เมืองไทยขึ้นชื่อเรื่องช่างฝีมือทำงาช้างมากที่สุดในโลก ใครต่อต้านเขาก็อ้างว่า กลัวฝีมือช่างแกะสลักงาช้างจะสูญหายไป ควรช่วยกันอนุรักษ์ไว้เพราะฝีมือแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ และมีรายได้ดี เช่น แกะงาช้าง 1 คู่ราคาขายหลักล้านบาท ยิ่งถ้าเป็นงาอ้วนๆ รูปร่างสวยๆ ส่งไปต่างประเทศอาจได้หลักสิบล้านบาท ที่จริงแล้วถ้าช่างมีฝีมือจริงก็ไปแกะสลักกระดูกปลาหรืออย่างอื่นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องแลกด้วยเลือดและชีวิตของช้าง มันสวยก็จริงแต่ท่านจะภูมิใจเหรอ ถ้ารู้ว่าช้างตัวนั้นถูกฆ่าอย่างทรมานแค่ไหน กว่าจะได้งามา?" โซไรดาตั้งคำถามทิ้งท้าย


แนวทางแก้ปัญหาช้าง 6 ข้อจาก กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

              1.ตั้งงบประมาณทำแนวเชื่อมป่า จัดทำแหล่งอาหารและน้ำให้เพียงพอกับจำนวนช้าง และทำแนวรั้วกั้นคนกับช้าง

              2. ให้กรมอุทยานฯ รีบยกร่างกฎหมายช้างขึ้นมาโดยเฉพาะ ครอบคลุมตัวช้าง งาช้าง ปางช้าง และการล่าช้าง

              3.หาข้อยุติเกี่ยวกับสถานภาพช้างว่าจะให้เป็น "สัตว์ป่าสงวน" "สัตว์ป่าคุ้มครอง" หรือ "สัตว์พาหนะ"

              4.ให้ควบคุมงาช้าง อย่าให้ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ 

              5. ให้กระทรวงมหาดไทยจ่ายเงินชดเชยเกษตรกรที่เดือดร้อนจากการถูกช้างบุกรุกและทำลายพืชผลเสียหาย

              6. เร่งแก้ไข พ.ร.บ.สัตว์พาหนะ พ.ศ.2482 ให้จดทะเบียนตั๋วรูปพรรณช้างภายในเวลาไม่เกิน 3 เดือน จากเดิม 8 ปี และตรวจซ้ำทุก 5 ปี


2วิกฤติปัญหาช้างไทย

              "ช้างป่า" เหลืออยู่ราว 3,000 ตัว สืบเนื่องจากปัญหาพื้นที่ป่าถูกขยายเป็นพื้นที่เกษตรกรรม, ปัญหาไฟป่า, ปัญหาพ่อพันธุ์ไม่มี, ล่าลูกช้างและฆ่าเอางา ไม่มีแผนแม่บทและงบประมาณดูแลช้าง

              "ช้างเลี้ยง" เหลืออยู่ราว 4,000 เชือก สืบเนื่องจากปัญหาไม่มีโอกาสจับคู่ผสมพันธุ์, การตายของลูกช้างแรกคลอด, สุขภาพไม่สมบูรณ์-ทำงานหนัก-ถูกทารุณกรรม และปัญหาช้างเร่ร่อน-ใช้งานช้างไม่เหมาะสม

..........................

(หมายเหตุ : ทวงแผนยุติค้า'ช้าง'หวั่น'ไทย'ขึ้นบัญชีดำ  : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)